ความสัมพันธ์แบบ “เพื่อนกัน…แต่ได้กัน” หรือ Friends with Benefits (FWB) มักถูกมองว่าเป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยอิสระ ความสนุก และไม่ต้องผูกมัด แต่ข้อมูลวิจัยล่าสุดและมุมมองจากนักบำบัดกลับชี้ให้เห็นอีกด้านว่า ความสัมพันธ์รูปแบบนี้มักไม่ได้จบลงอย่างสวยงามไร้ปัญหาอย่างที่หลายคนวาดฝัน แม้ FWB จะกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นและคนวัยมหาวิทยาลัยทั่วโลก รวมถึงในไทยที่กระแสนี้เริ่มเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง แต่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตต่างออกมาเตือนว่า ความสัมพันธ์แบบนี้มักนำไปสู่ความซับซ้อนทางอารมณ์ และอาจทิ้งบาดแผลไว้ในใจของทั้งสองฝ่าย

ขณะที่ FWB กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมตะวันตกและเอเชีย ประเทศไทยเองก็เห็นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติเรื่องความสัมพันธ์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเมืองอย่างชัดเจน อิทธิพลจากสื่อสากล แอปหาคู่ และค่านิยมเรื่องเพศที่เปิดกว้างขึ้น ทำให้การทำความเข้าใจทั้งโอกาสและความเสี่ยงของ FWB เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ปกครอง ครู และบุคลากรด้านสาธารณสุข เพื่อช่วยให้เยาวชนรับมือกับโลกของความสัมพันธ์ยุคใหม่ได้อย่างเท่าทัน

บทความล่าสุดใน The Washington Post ได้รวบรวมประสบการณ์จากหลายแง่มุมและสังเคราะห์งานวิจัยจากทั่วโลก (อ่านบทความต้นฉบับ) เช่น เรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากเพื่อนมหาวิทยาลัย สานต่อเป็น FWB และลงเอยด้วยการแต่งงานในที่สุด ซึ่งความไว้ใจและการสื่อสารที่ชัดเจนทำให้ทั้งคู่รอดพ้นจากดราม่าที่หลายคนต้องเจอ อย่างไรก็ตาม นักบำบัดส่วนใหญ่ยืนยันว่ากรณีแบบนี้เป็นข้อยกเว้นที่หาได้ยากมาก

ทีมนักวิจัยจากโปรตุเกสที่ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Women’s Studies International Forum พบว่า FWB ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว งานวิจัยชี้ให้เห็นข้อดี เช่น ความสะดวกสบาย ความรู้สึกปลอดภัยเพราะรู้จักกันมาก่อน และช่วยเลี่ยงความเสี่ยงจากการมีเซ็กส์กับคนแปลกหน้า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ FWB ดูเป็นทางเลือกที่ “ดีกว่า” การมีเซ็กส์แบบวันไนต์สแตนด์สำหรับใครหลายคน

แต่งานวิจัยเหล่านี้ก็ชี้ให้เห็นอีกด้านว่า เรื่องราวไม่ได้เรียบง่ายสวยหรูอย่างที่คิด งานศึกษาจากมหาวิทยาลัยเดลีในอินเดียพบว่า ความสัมพันธ์แบบ FWB มักซ่อนปัญหาทางอารมณ์ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความผูกพัน ความหึงหวง ความวิตกกังวล และความเจ็บปวดใจไม่ต่างจากคู่รักทั่วไป แม้จะเริ่มต้นด้วยข้อตกลงว่าจะไม่ผูกมัด แต่ยิ่งนานวันเข้า การขีดเส้นแบ่งความเป็นเพื่อนก็ยิ่งทำได้ยาก

ความเหนื่อยล้าทางใจจากความสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก นักบำบัดครอบครัวและการแต่งงานในสหรัฐฯ ระบุว่า FWB ที่จะไปรอดได้นั้นต้องอาศัยทักษะการสื่อสารขั้นสูงและการตั้งความคาดหวังที่ตรงกันตั้งแต่แรก หากมีแรงจูงใจแอบแฝง เช่น แค่ต้องการหาคนมาช่วยให้ลืมแฟนเก่า หรือหวังว่าเซ็กส์จะช่วยคลายเหงา ก็มักจบลงด้วยความเจ็บปวดและเข้าใจผิด “ส่วนใหญ่แล้ว FWB มักจะสร้างความซับซ้อนวุ่นวาย และสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการมองหน้ากันไม่ติด ทำลายมิตรภาพดีๆ ที่เคยมี” นักบำบัดในแอตแลนตาให้ความเห็น

คำเตือนนี้สอดคล้องกับความเห็นของนักบำบัดอีกท่านในสหรัฐฯ ที่อธิบายว่า FWB มักไปไม่รอดเมื่อความคาดหวังของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนไป “ปัญหาคือ ตอนแรกอาจจะคิดว่าไม่อยากจริงจัง แต่พอเวลาผ่านไปกลับรู้สึกต้องการมากขึ้น แล้วความหึงหวงก็เริ่มตามมา” ประสบการณ์ที่พบได้บ่อยคือ ผู้หญิงหลายคนมักรู้สึกผูกพันทางอารมณ์ได้ง่ายกว่า ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ซับซ้อนขึ้น

อีกหนึ่งตัวอย่างจากบทความ คือเรื่องราวของผู้หญิงที่เคยมี FWB แต่ต้องจบความสัมพันธ์ลงเมื่อเป้าหมายชีวิตไม่ตรงกัน ฝ่ายหนึ่งอยากมีลูกในขณะที่อีกฝ่ายไม่ต้องการ สุดท้ายทั้งคู่ต้องแยกย้ายกันไป ก่อนจะกลับมาเป็นเพื่อนกันได้อีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่ทุกคู่ที่จะโชคดีแบบนี้

นักบำบัดจากคอนเน็กติกัตมองว่า FWB เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง เพราะมันถูกสร้างขึ้นบนการหลีกเลี่ยงส่วนที่ยากที่สุดของความสัมพันธ์ นั่นคือการเปิดใจคุยเรื่องความรู้สึกและการตั้งความหวังกับอีกฝ่าย “เมื่อไหร่ก็ตามที่ความผูกพันหรือความคาดหวังเริ่มก่อตัว ปัญหาก็จะตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้” เธอมองว่า FWB อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับคนที่ไม่พร้อมจะมีใครจริงจัง เพราะสุดท้ายแล้วคนเราก็ต้องตัดสินใจอยู่ดีว่าจะเดินหน้ากับความสัมพันธ์นั้นอย่างไร

โดยสรุป นักบำบัดส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า FWB อาจเป็นเหมือนสนามทดลองความรู้สึกหรือเป็นเพื่อนแก้เหงาในระยะสั้น แต่แทบไม่เคยนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงในระยะยาวได้เลย “ไม่มีอะไรคงอยู่ในสุญญากาศไปตลอด มันอาจมีประโยชน์ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่จะอยู่ได้นานไหม? คงไม่” เป็นคำกล่าวทิ้งท้ายที่ชวนให้คิด

สำหรับเยาวชนไทย ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญ จากการสำรวจและจัดกลุ่มสนทนาโดยหน่วยงานวิชาการและภาคประชาสังคมในกรุงเทพฯ พบว่าความสัมพันธ์แบบ FWB ในกลุ่มนักศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาปี ๒๕๖๖ โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง พบว่านักศึกษาราว 1 ใน 5 เคยมีประสบการณ์ FWB อย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยให้เหตุผลว่า สะดวก รู้สึกปลอดภัย อยากรู้อยากลอง หรือทำตามเพื่อน (ดูงานวิจัย) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ย้ำว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีประสบการณ์ดังกล่าวมักต้องเผชิญกับความทุกข์ใจ เมื่อเส้นแบ่งความสัมพันธ์เริ่มเลือนลาง หรือมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเผลอคิดไปไกลเกินเพื่อน

บริบทสังคมไทยเองก็มีรายละเอียดที่แตกต่างจากตะวันตก แม้ภาพลักษณ์ของไทยจะดูเป็นสังคมเปิด แต่ค่านิยมดั้งเดิม โดยเฉพาะความคาดหวังจากครอบครัวยังคงฝังรากลึก โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด นักเรียนนักศึกษาที่มี FWB จึงมักต้องเผชิญแรงกดดันจากที่บ้าน รวมถึงความรู้สึกผิดหรือความไม่มั่นใจในตัวเองมากกว่ากลุ่มคนในเมืองใหญ่

ในมุมสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้ FWB จะอยู่บนพื้นฐานของความไว้ใจและอาจทำให้ละเลยการป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ แต่ความไว้ใจนี้อาจนำไปสู่ความประมาทได้ รายงานประจำปี ๒๕๖๗ จากกรมควบคุมโรคเผยว่า กลุ่มวัยรุ่นอายุ ๑๘–๒๔ ปี มีอัตราการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น ๑๒% โดยมีรูปแบบความสัมพันธ์แบบเปิดหรือไม่ผูกมัดเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ (รายงานกรมควบคุมโรค) เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพจึงรณรงค์ให้ทุกคนตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ และเปิดใจคุยเรื่องการป้องกันในทุกรูปแบบความสัมพันธ์ แม้จะเป็นแค่ FWB ก็ตาม

สำหรับผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพ่อแม่และครูชาวไทย หลายคนอาจรู้สึกไม่คุ้นเคยหรือไม่กล้าที่จะหยิบยกประเด็น FWB มาพูดคุยกับลูกหลาน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเน้นย้ำว่า การเปิดพื้นที่พูดคุยอย่างปลอดภัยและไม่ตัดสินในบ้านหรือโรงเรียนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง “แทนที่จะสอนให้หลีกเลี่ยงหรือยึดติดกับรักเดียวใจเดียว เราควรเน้นการสร้างทักษะการสื่อสาร การเท่าทันอารมณ์ตัวเอง และการรู้จักกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์” หนึ่งในครูที่ปรึกษาโรงเรียนย่านกรุงเทพฯ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับวารสารการศึกษาแห่งชาติ เธอมองว่าทักษะเหล่านี้จะช่วยให้เยาวชนไทยพร้อมรับมือกับความสัมพันธ์ทุกรูปแบบได้ดีขึ้น

สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังฮอลลีวูด ซีรีส์ไทย หรือคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์ มักนำเสนอภาพของ FWB ในแง่ของความสนุกสนานและเบาสมอง แต่ในชีวิตจริง ความสัมพันธ์รูปแบบนี้กลับซับซ้อนและส่งผลกระทบมากกว่าที่เห็น ทั้งงานวิจัยล่าสุดจากไทยและต่างประเทศ รวมถึงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่างชี้ตรงกันว่า FWB มีความเสี่ยงทางอารมณ์สูง อาจทำให้มิตรภาพพังทลาย เกิดความเหนื่อยล้าทางใจ หรือส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตในระยะยาวได้

เมื่อมองไปในอนาคต มีแนวโน้มว่า FWB จะยังคงเป็นหนึ่งในรูปแบบความสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยในสังคมเมืองของไทย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทั้งเทคโนโลยี สื่อ และค่านิยมเรื่องบทบาททางเพศ ล้วนกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่สนใจทดลองความสัมพันธ์ที่หลากหลายมากขึ้น ภาครัฐและสถาบันการศึกษาจึงเริ่มปรับตัวและพัฒนาเครื่องมือที่จะช่วยให้การพูดคุยเรื่องเพศและความสัมพันธ์เป็นไปอย่างรอบด้าน โดยเน้นเรื่องความเคารพ ความปลอดภัย การสื่อสาร และความเข้าใจซึ่งกันและกัน

สำหรับใครก็ตามที่กำลังพิจารณาความสัมพันธ์แบบ FWB นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกได้ให้ข้อแนะนำไว้ดังนี้

  • เปิดใจคุยกันให้เคลียร์ตั้งแต่ต้นถึงเป้าหมายและความคาดหวัง และคอยเช็คความรู้สึกกันอยู่เสมอ
  • กำหนดขอบเขตให้ชัดเจน เช่น เรื่องความเป็นส่วนตัว หรือจะรับมืออย่างไรหากมีความรู้สึกเกินเลยเกิดขึ้น
  • ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง และกล้าที่จะเดินออกมาเมื่อรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจ
  • ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และตรวจสุขภาพเป็นประจำ แม้จะไว้ใจเพื่อนมากแค่ไหนก็ตาม
  • หาเพื่อนหรือกลุ่มสนับสนุนอื่นๆ เพื่อไม่ให้สภาพจิตใจของเราต้องขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียว

เหนือสิ่งอื่นใด ผู้อ่านชาวไทยควรมองว่า FWB ไม่ใช่เรื่องดีหรือเลวในตัวเอง แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนซึ่งต้องอาศัยวุฒิภาวะ ความเข้าใจในตนเอง และทักษะการสื่อสารในระดับสูง การสร้างพื้นที่พูดคุยอย่างเปิดอกโดยไม่ตีตราและไม่ตื่นตระหนก ทั้งในครอบครัวและในสถาบันการศึกษา คือทางออกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม