ค่ำวันศุกร์ที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๘ ผมนั่งรถฝ่าฝนและรถติดไปรับประทานอาหารเย็น ที่ผู้เข้าร่วมเรียกว่า “โต๊ะแห่งปัญญา” ที่ภัตตาคารจีนชื่อ “เล่าเต๊ง” อยู่ที่ชั้น ๒ ของโรงแรมอโนมา ราชประสงค์ ย่านรถติด   โดยมีแม่เหล็กคือ อาจารย์แหวว (พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร) ชวนเหล่าลูกศิษย์ไปเลี้ยงฉลองความสำเร็จในการช่วยเหลือผู้ช่วยทันตแพทย์ชาวไทใหญ่ เกิดเมืองไทย  แต่ทั้งพ่อแม่และตัวเธอไม่ได้รับสัญชาติไทย   โดยมีคุณเปา (ปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล) เป็นเจ้ามือ   เลี้ยงอาหารแสนอร่อย   เพราะผู้ได้รับการช่วยเหลือที่จะได้รับสัญชาติไทยในวันจันทร์ที่ ๓๐ มิถุนายนนี้ เป็นผู้ช่วยของคุณหมอไอวี่ หมอฟันผู้เป็นลูกสาวของคุณเปา และกำลังจะได้รับวุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางรักษารากฟัน   

การช่วยเหลือนี้ใช้เวลาเพียงประมาณ ๑ เดือนก็ประสบความสำเร็จเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ 

คำถามหลักหลายคำถามของอาจารย์แหวว ให้ผมอธิบายเหตุการณ์เมื่อราวๆ ๓๐ ปีก่อน  นำสู่การทบทวนสะท้อนคิด เขียนบันทึกนี้       

คำถามหนึ่งคือ “ทำไมให้เลขานัดว่าจะโทรไปปรึกษาเวลา ๗ น.”   เป็นคำถามที่ผมไม่เคยนึกว่าจะมีคนถาม    เพราะตอนนั้นผมมีงานยุ่งมาก   เวลางานตามปกติ คือ ๙ - ๑๗ น. มีงานเต็มหมดแล้ว   และงานบางอย่างรอช้าไม่ได้ จึงเกิดการนัดเวลา ๗.๐๐ น. ขึ้น  ที่สำหรับผมในตอนนั้น เป็นเรื่องปกติ   แต่คนอื่นคงรู้สึกแปลกๆ   

เรื่องที่ผมนัดคนเพื่อติดต่องาน หรือให้ไปพบที่ สกว. ตั้งแต่เช้าตรู่ คงจะเป็นที่กล่าวขวัญกัน   และน่าจะช่วยให้ผมได้รับการยอมรับนับถือเพิ่มขึ้นบ้าง    โดยที่ผมไม่รู้สึกแปลกแต่อย่างใด    เพราะผมประพฤติเรื่อยมาตั้งแต่เริ่มทำงานในปี ๒๕๑๑  ยิ่งตอนเป็นผู้บริหารยิ่งต้องทำงานหนัก  เวลาทำงานล้นออกไปนอกเวลาราชการ   โดยผมมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลงานให้แก่ราชการหรือหน่วยงานที่ผมรับผิดชอบบริหาร   

ผมบอกตัวเองเรื่อยมา ว่าผมมีความสามารถจำกัด จึงต้องขยันทุ่มเทต่องานให้มากกว่าคนอื่น   เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพ และผลกระทบสูง   รวมทั้งหมั่นเตือนตนเองว่า อย่าเผลอเป็นคนขยันแต่โง่   ต้องรู้จักใช้ความขยันเพิ่มความฉลาดแก่ตนเอง    ซึ่งต่อมาขยายเป็นเพิ่มความฉลาดให้แก่ทีมงานด้วย   มาถึงตอนนี้ผมใช้คำว่า การทำงานต้องนำสู่ “การเรียนรู้จากประสบการณ์” (experiential learning)  

ว่าจะเล่าเรื่องอาจารย์แหวว  เผลอเล่าเรื่องตัวเองไปไกล 

เพื่อตรวจสอบทบทวนความจำและความเข้าใจอาจารย์แหวว    ผมถามสหายเอไอทั้งห้าของผมว่า  “อาจารย์แหวว พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร มีชื่อเสียงด้านใด   ผมเรียกท่านว่า นักกฎหมายที่ผันตัวเองจากนักกฎหมายเพื่อคนรวย มาเป็นนักกฎหมายเพื่อคนไร้สัญชาติ คนจน คนชายขอบ   เหมาะสมหรือไม่   ทำไมท่านจึงหักเหเป้าหมายชีวิตความเป็นนักกฎหมายของท่าน  ท่านมีวิธีทำงานเพื่อช่วยเหลือคนไทยไร้สัญชาติให้ได้รับสัญชาติอย่างไร” 

ได้รับคำตอบที่ดีมากจากทั้ง ๕ เอไอ   ขอเลือกคำตอบของ Copilot และ Perplexity มาลงไว้ ดังนี้  

 

Copilot

อาจารย์แหวว หรือ รองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร เป็นนักกฎหมายและนักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในประเทศไทย โดยเฉพาะในประเด็น สถานะบุคคลและสิทธิของคนไร้สัญชาติ ซึ่งท่านได้อุทิศตนทำงานเพื่อกลุ่มคนชายขอบมากว่า 30 ปี.

 

🌟 ชื่อเสียงและบทบาทเด่นของอาจารย์แหวว

  • เป็นผู้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับ สถานะบุคคลและสัญชาติ ให้ครอบคลุมกลุ่มชาติพันธุ์และคนไร้รัฐ
  • ก่อตั้งและขับเคลื่อนโครงการ คลินิกกฎหมาย เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ด้อยโอกาส
  • มีบทบาทสำคัญในการฟ้องร้องและผลักดันให้รัฐคืนสัญชาติแก่ชาวบ้านแม่อาย จ.เชียงใหม่ กว่า 1,200 คน
  • ได้รับรางวัล “นิติศาสตร์เพื่อสังคม” ประจำปี  2567 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

💬 คำว่า “นักกฎหมายเพื่อคนชายขอบ” เหมาะสมหรือไม่?

เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะอาจารย์แหววได้เปลี่ยนเส้นทางจากการศึกษากฎหมายธุรกิจเพื่อคนมีอำนาจ มาเป็นผู้ใช้กฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ไร้เสียงในสังคม เช่น คนไร้สัญชาติ เด็กชาติพันธุ์ และผู้ถูกละเมิดสิทธิในระบบราชการ.

 

🔄 เหตุผลที่เปลี่ยนเป้าหมายชีวิต

  • จุดเปลี่ยนสำคัญคือ เหตุการณ์  6 ตุลา 2519 ซึ่งทำให้ท่านรู้สึกขยาดการเมืองและหันไปศึกษากฎหมายธุรกิจ
  • แต่เมื่อกลับมาสอนที่ธรรมศาสตร์ ท่านได้พบกับความอยุติธรรมที่รัฐปฏิบัติต่อคนไร้สัญชาติ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะใช้ความรู้กฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม
  • ท่านกล่าวว่า “เมื่อเราสอนเฉพาะตัวบทกฎหมาย แต่ไม่สอนว่าภารกิจของตัวหนังสือมีต่อสังคมอย่างไร มันก็เกิดปัญหา

 

🛠️ วิธีการทำงานเพื่อช่วยเหลือคนไร้สัญชาติ

  • ผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ ให้ใช้หลักสืบสายโลหิต (jus sanguinis) ควบคู่กับหลักดินแดน (jus soli)
  • จัดตั้งคลินิกกฎหมาย ในมหาวิทยาลัยและชุมชน เช่น “คลินิกกฎหมายแม่อาย” เพื่อให้ชาวบ้านเรียนรู้สิทธิของตนเอง
  • ฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อคืนสิทธิให้กับผู้ถูกเพิกถอนสัญชาติอย่างไม่เป็นธรรม
  • สร้างเครือข่ายนักศึกษาและอาสาสมัคร เพื่อขยายการช่วยเหลือไปยังพื้นที่ห่างไกล
  • ใช้การพิสูจน์ DNA เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ทางสายโลหิตในกรณีที่ไม่มีเอกสาร

 

อาจารย์แหววไม่เพียงแต่เป็นนักกฎหมาย แต่ยังเป็น “ครู” ที่ลงพื้นที่จริง เข้าใจปัญหาจากราก และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสร้างความยุติธรรมให้กับผู้ที่ถูกมองข้ามในสังคมไทย

หากคุณสนใจ ผมสามารถเล่าเรื่องของ “หม่อง ทองดี” หรือกรณีอื่น ๆ ที่อาจารย์แหววเคยช่วยเหลือได้ด้วยนะครับ

 

Perplexity

ชื่อเสียงและความเชี่ยวชาญของอาจารย์แหวว

รองศาสตราจารย์ ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร หรือ “อาจารย์แหวว” มีชื่อเสียงโดดเด่นในฐานะนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายสัญชาติและสิทธิมนุษยชน เป็นผู้บุกเบิกและขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในประเทศไทย ผลงานของท่านได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในวงวิชาการและภาคสังคม1546 ท่านยังเป็นอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านนี้แก่ลูกศิษย์อย่างต่อเนื่อง56 และได้รับการยกย่องเป็น “แม่พระของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ”46

การเปลี่ยนแปลงบทบาท: จากนักกฎหมายเพื่อคนรวย สู่เพื่อคนชายขอบ

การเรียกอาจารย์แหววว่า “นักกฎหมายที่ผันตัวเองจากนักกฎหมายเพื่อคนรวย มาเป็นนักกฎหมายเพื่อคนไร้สัญชาติ คนจน คนชายขอบ” นั้น เหมาะสมและสะท้อนความเป็นจริงในเส้นทางชีวิตของท่านอย่างชัดเจน86 อาจารย์แหววเคยกล่าวเองว่า เดิมทีตั้งใจจะทำงานด้านกฎหมายธุรกิจ ซึ่งดูเหมือนจะห่างไกลจากความทุกข์ยากของผู้คน แต่เมื่อได้สัมผัสกับปัญหาความอยุติธรรมและความเดือดร้อนของคนไร้สัญชาติ โดยเฉพาะหลังได้รับการชักชวนให้ศึกษากฎหมายสัญชาติที่เกี่ยวกับสิทธิของหญิงไทย ท่านจึงตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ความรู้กฎหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส68 จุดเปลี่ยนสำคัญนี้เกิดจากความรู้สึก “หน้าที่” และ “หัวใจที่รักความเป็นธรรม” ไม่ใช่เพียงแค่ความสนใจส่วนตัว46

เหตุผลที่หักเหเป้าหมายชีวิต

อาจารย์แหววเลือกเปลี่ยนเส้นทางจากนักกฎหมายเพื่อคนรวยมาเป็นนักกฎหมายเพื่อคนชายขอบ เพราะตระหนักว่าความรู้ด้านกฎหมายสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ถูกมองข้าม เช่น คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ68 ท่านเห็นว่าปัญหาเหล่านี้เป็น “โรค” ที่ต้องการ “วัคซีน” ทางกฎหมายและนโยบายที่เหมาะสม จึงทุ่มเทชีวิตและเวลาศึกษา ลงพื้นที่จริง และผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายและกฎหมาย156

วิธีทำงานเพื่อช่วยเหลือคนไทยไร้สัญชาติ

อาจารย์แหววใช้วิธีการทำงานที่เป็นระบบและหลากหลาย ดังนี้

  • ผลักดันการแก้ไขกฎหมายและนโยบาย เช่น การผลักดันให้เกิดระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2543 และการผลักดันให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 เพื่อให้นำหลักสืบสายโลหิต (jus sanguinis) มาใช้ควบคู่กับหลักดินแดน (jus soli)145
  • สนับสนุนและให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ผู้ไร้สัญชาติ รวมถึงการดำเนินคดีสำคัญ เช่น การฟ้องร้องให้กรมการปกครองคืนสัญชาติไทยแก่ชาวบ้านในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1,243 คน ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ14
  • ลงพื้นที่จริงเพื่อเก็บข้อมูล ศึกษาปัญหา และช่วยเหลือผู้เดือดร้อนโดยตรง ทั้งยังถ่ายทอดความรู้และสร้างความตระหนักรู้ในสังคมเกี่ยวกับปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ562
  • ผลิตงานวิจัยและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีผลต่อการปรับปรุงกฎหมายและระบบราชการเกี่ยวกับสถานะบุคคลและสัญชาติ5

สรุป

อาจารย์แหวว พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร มีชื่อเสียงและความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ การเปลี่ยนบทบาทจากนักกฎหมายเพื่อคนรวยมาเป็นนักกฎหมายเพื่อคนชายขอบนั้นเหมาะสมและเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการและภาคสังคม ท่านเลือกเส้นทางนี้เพราะความรู้สึกหน้าที่และหัวใจที่รักความเป็นธรรม พร้อมทั้งใช้ความรู้และการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อแก้ไขปัญหาคนไร้สัญชาติให้ได้รับสิทธิอย่างเป็นรูปธรรม14568

  1. https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3
  2. https://transbordernews.in.th/home/?p=39453
  3. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:166857
  4. https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/661478
  5. https://anyflip.com/zhvkw/gmow/basic
  6. http://salweenpost.blogspot.com/2011/06/blog-post_2158.html
  7. https://x.com/archanwell
  8. https://www.gotoknow.org/posts/295178

 ช่วยให้พบบันทึก (๑) ที่ผมสะท้อนคิด เขียนไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒   

อ. แหวว รำพึงในค่ำวันที่ ๒๗ มิ.ย. ว่า   การตาม อ. กฤตยา ไปประชุมที่ สกว. ในปี ๒๕๓๖ เปลี่ยนชีวิตของท่าน    ผมจึงถามสหายเอไอว่า  “รศ. ดร. กฤตยา อาชวนิจกุล แห่งคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  ทำงานวิจัยชุด ‘แรงงานข้ามชาติ’ ให้แก่ สกว.  และชวน รศ. ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร (อ. แหวว) เข้าร่วมงานด้วย เน้นที่ประเด็นเชิงกฎหมาย  เหตุการณ์ครั้งนั้น ชักนำ อ. แหวว ให้อุทิศตนเพื่อแก้ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติของคนชายขอบอย่างไร

ขอนำคำตอบของ Perplexity มาลงไว้ดังนี้ 

 

Perplexity

เหตุการณ์ที่ รศ. ดร. กฤตยา อาชวนิจกุล แห่งคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ชวน รศ. ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร (อาจารย์แหวว) เข้าร่วมทำงานวิจัยชุด ‘แรงงานข้ามชาติ’ ให้แก่ สกว. โดยเน้นประเด็นเชิงกฎหมาย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ชักนำให้อาจารย์แหววอุทิศตนเพื่อแก้ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติของคนชายขอบ

การทำงานวิจัยครั้งนั้นเปิดโอกาสให้อาจารย์แหววได้สัมผัสกับปัญหาจริงของแรงงานข้ามชาติและกลุ่มคนไร้สถานะในประเทศไทย ซึ่งประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำและการถูกกีดกันออกจากสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการศึกษา การรักษาพยาบาล การเดินทาง การทำงาน ตลอดจนการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย12. จากการศึกษาทางกฎหมายและการลงพื้นที่จริง อาจารย์แหววได้เห็นถึงข้อจำกัดของกฎหมายไทยในอดีตที่ไม่เอื้อให้แรงงานข้ามชาติและลูกหลานของพวกเขาได้รับการจดทะเบียนเกิดหรือมีสถานะบุคคลที่ชัดเจน ส่งผลให้กลุ่มคนเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะไร้รัฐ ไร้สัญชาติ2.

ประสบการณ์ตรงจากการทำงานวิจัยและการร่วมมือกับ รศ. ดร. กฤตยา ทำให้อาจารย์แหววตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ความรู้ทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนกลุ่มเปราะบาง และจุดประกายให้อุทิศตนทำงานผลักดันการแก้ไขกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสถานะบุคคลและสัญชาติ เพื่อให้คนชายขอบได้รับการรับรองความเป็นมนุษย์และเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในสังคมไทย23.

กล่าวโดยสรุป เหตุการณ์การร่วมวิจัยกับ รศ. ดร. กฤตยา เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้อาจารย์แหววเปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากนักกฎหมายทั่วไปมาเป็นนักกฎหมายเพื่อคนชายขอบ โดยเน้นการแก้ปัญหากฎหมายสัญชาติและสถานะบุคคลอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน2.

  1. https://so04.tci-thaijo.org/index.php/sjij/article/view/260581
  2. https://theactive.thaipbs.or.th/data/approved-statusless-humanity
  3. https://so04.tci-thaijo.org/index.php/sjij/article/download/264865/178991
  4. https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JMND/article/download/177675/129242/526418
  5. https://www.theprachakorn.com/newsDetail.php?id=496
  6. https://ipsr.mahidol.ac.th/wp-content/uploads/2022/03/Report-File-268.pdf
  7. https://ipsr.mahidol.ac.th/post_research/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%95/
  8. http://www.thapra.lib.su.ac.th/objects/thesis/fulltext/snamcn/Keerati_Choutridsanawong/fulltext.pdf
  9. http://www.human.lpru.ac.th/husocojs/index.php/HUSOCReview/article/view/75/68
  10. https://kpi.ac.th/wp-content/uploads/2025/03/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2.pdf
  11. http://www.niti.ubru.ac.th/lawjournal/fileuploads/2-2561/5.%20%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%20-%20%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%20%20%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%20%20%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3.pdf
  12. https://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/2562/poli10762pats_full.pdf
  13. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/Veridian-E-Journal/article/download/31512/27060
  14. https://cis.tu.ac.th/uploads/ci/academic-work/phd-thesis/phd-thesis-6.pdf
  15. http://ir-ithesis.swu.ac.th/dspace/bitstream/123456789/2009/1/gs571120081.pdf
  16. http://library.christian.ac.th/thesis/document/T031803.pdf

และ

อาจารย์แหวว (รศ. ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร) เริ่มสนใจและอุทิศตนแก้ปัญหากฎหมายคนไร้สัญชาติจากเหตุการณ์สำคัญในปี 2537 เมื่อชาวบ้านกะเหรี่ยงจากอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก เข้ามาร้องเรียนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากถูกจับกุมและได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม โดยอำเภอบันทึกว่าพวกเขาเป็นคนสัญชาติกะเหรี่ยง ทั้งที่เกิดในประเทศไทยและบิดามารดาก็เกิดในประเทศไทยเช่นกัน อาจารย์แหววจึงถูกขอให้ช่วยตอบคำถามว่า จะทำอย่างไรให้พวกเขามีบัตรประชาชนเหมือนคนไทยทั่วไป1 หลังจากศึกษาข้อเท็จจริงอย่างละเอียด อาจารย์แหววพบว่ารัฐไทยมีหน้าที่ต้องรับรองสิทธิและสถานะในสัญชาติไทยแก่กลุ่มคนเหล่านี้ เพราะเป็นชาวเขาดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านภาษาและการสื่อสาร รวมถึงปัญหาการตกหล่นของรายชื่อในทะเบียนราษฎร ทำให้พวกเขาไม่ได้รับการรับรองสิทธิอย่างถูกต้อง1

เหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อาจารย์แหววเริ่มลงพื้นที่จริง ศึกษาปัญหาอย่างใกล้ชิด และใช้ความรู้ทางกฎหมายช่วยเหลือคนไร้สัญชาติอย่างจริงจัง จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการอุทิศตนเพื่อแก้ไขปัญหากฎหมายเกี่ยวกับสถานะบุคคลและสิทธิของคนชายขอบในสังคมไทย12

  1. https://www.thenormalhero.co/bkklegalclinic/
  2. http://salweenpost.blogspot.com/2011/06/blog-post_2158.html
  3. https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3
  4. https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/661478
  5. https://transbordernews.in.th/home/?p=39453
  6. https://theactive.thaipbs.or.th/read/solve-the-nationality-problem
  7. https://www.bora.dopa.go.th/wp-content/uploads/2022/01/mt03091_v5594.pdf
  8. https://x.com/archanwell
  9. https://anyflip.com/zhvkw/gmow/basic
  10. https://www.gotoknow.org/posts/54728

 

ลงพื้นที่จริง” คือคำหลักที่ผมจับได้   สำหรับนักวิชาการที่ต้องการทำงานเพื่อสังคมอย่างแท้จริง    ตามด้วยการทำงานแบบกัดติด    อย่างที่ อ. แหวว ทำมากว่า ๓๐ ปี   และทำต่อเนื่อง แม้จะเกษียณอายุงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังอยายุ ๖๕ แล้ว   

วิจารณ์ พานิช

๒๙ มิ.ย. ๖๘