ภรรยาถามว่าผมไปเกี่ยวข้องกับเรื่องคนไร้รัฐได้อย่างไร คำตอบคือเกี่ยวข้องมากว่า ๑๐ ปี ตั้งแต่ตอนทำงานที่ สกว. เราให้ทุนวิจัยชุดโครงการใหญ่เรื่องแรงงานข้ามชาติ มี รศ. ดร. กฤตยา อาชวนิชกุล เป็นหัวหน้า ดร. กฤตยาไปชวน รศ. ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร นักกฎหมายด้าน international law ของธรรมศาสตร์มาร่วม
ดร. พันธุ์ทิพย์ หรืออาจารย์แหวว จึงตามมาใช้ผมอย่างชำนาญ โดยอ้างว่า ผมเป็นตัวการที่ทำให้นักกฎหมายเพื่อคนรวยอย่างท่าน เปลี่ยนใจมาเป็นนักกฎหมายเพื่อคนจน และในที่สุด เพื่อคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ซึ่งผมเรียกว่าเปลี่ยนจากคนติดเงินมาเป็นติดเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งผมก็อยู่ในประเภทเดียวกัน
ผมเคยบันทึกเรื่องคนไร้รัฐไว้หลายบันทึก อ่านได้ที่นี่
ที่จริงช่วงวันที่ ๓๐ ส.ค. – ๒ ก.ย. ๕๒ ผมควรจะไปดูงานช่วยเหลือคนไร้รัฐของทีมลูกศิษย์อาจารย์แหววที่จังหวัดระนอง แต่ลมมรสุมและฝนตกทำให้เราต้องเลื่อนการเดินทางออกไป ช่วยให้ในวันอาทิตย์ที่ ๓๐ ส.ค. ผมได้อยู่บ้านและ AAR เรื่องคนไร้รัฐที่ทีมลูกศิษย์อาจารย์แหววกำลังทำกันอยู่ ในลักษณะที่ผมเรียกว่า ทำด้วยใจเกินร้อย หรือทำด้วยมิติของความเป็นมนุษย์
นี่แหละหลุมพรางในการทำงาน หรือในการดำเนินชีวิต การทำงานด้วยใจเกินร้อยนี่เองคือหลุมพราง ที่ลึกยิ่ง ลึกจนไม่รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในหลุม
หลุมพรางนี้ทำให้ทีมลูกศิษย์อาจารย์แหววทำงานง่วนอยู่ในหลุม ไม่ตระหนักว่าต้องทำงานอยู่ในโลก
พูดใหม่ งานช่วยเหลือคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่ทีมลูกศิษย์อาจารย์แหววกำลังทำอยู่เป็น part of the whole มีปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวข้องมากมาย แต่ทีมลูกศิษย์อาจารย์แหววทำอยู่เรื่องเดียวคือกฎหมาย อาจพ่วงเรื่องมนุษยธรรมเข้ามาด้วย แต่นั่นมันนิดเดียวของภาพใหญ่
ภาพใหญ่คือสังคมไทยกำลังสร้างปัญหาคนไร้รัฐอยู่อย่างขมักเขม้น เพราะมีคนต้องการได้ผลประโยชน์จากแรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้าน ผลประโยชน์นี้มันซับซ้อนมาก แรงงานเหล่านี้เมื่อเข้ามาอยู่ในเมืองไทยหลายๆ ปี ก็ออกลูกมาเป็นเด็กไร้รัฐจำนวนมากมาย สภาพที่มีคนไร้รัฐมันเป็นเหยื่ออันโอชะของคนอีกหลายกลุ่ม ที่เป็นคนกินคน แสวงหาผลประโยชน์จากความอ่อนแอของคนอื่น
ผมตีความ (ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด) ว่าทีมลูกศิษย์อาจารย์แหววทำงานแบบเน้นปัจจัยเดี่ยวมากเกินไป ทำงานเชื่อมโยงกับ part อื่นๆ ของ the whole น้อยเกินไป จึงเกิดสภาพทำงานไล่แก้ปัญหาอย่างชุลมุน
ผมอยากเห็นทีมลูกศิษย์อาจารย์แหววหาทางทำความเข้าใจ และแก้ปัญหาที่ root cause ไม่ใช่เน้นไล่ตามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ส.ค. ๕๒
ขอบคุณที่ช่วยแนะนำประเด็นในการปฏิรูปความคิดค่ะ
ก็รู้ตัวว่า เราทำหน้าที่หมอ (ความ) ในห้องฉุกเฉินบ่อยมากค่ะ
แต่ต้องพยายามไม่ละเลยการสร้างความเชี่ยวชาญในเชิงวิชาชีพด้วยค่ะ เพราะการผ่าตัด ต้องใช้ความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ ดังประเด็นน้องหม่อง
แต่การจัดการที่สาเหตุ โดยต้องเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ก็สนใจค่ะ แต่คนที่ทำงานมีมากค่ะ
แต่ก็คงจะปีนจากก้นหลุม (ดำไหมนะ ?) ขึ้นมาได้ เพราะ อ.เอ๋ที่เชียงใหม่ส่งอีเมลล์ให้ทุกคนอ่านบันทึกฉบับนี้ของอาจารย์
หนูรู้สึกโชคดี ลูกศิษย์ทุกคนบูชาความรู้ และพยายามที่จะเรียนรู้มากขึ้น
วันนี้ ก็ไปมหิดลอย่างที่เรียนให้ทราบ ไปคุยกับพวกสถาบันภาษาฯ ค่ะ
ผลพวงจากงานของอาจารย์พันธุ์ทิพย์
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01lif09070952§ionid=0132&day=2009-09-07
ท่านอาจารย์ มองมุมการทำงานของทีมฅนทำงานเรื่องฅนไร้รัฐ ไร้สัญชาติได้เฉียบขาดมาก ในฐานะที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และเป็นหนึ่งในทีมฅนทำงานเรื่องฅนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ พวกเรามีความพยายามที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน เช่น งานของคณะกรรมาธิการที่วุฒิสภา และวงเวทีการทำงานในเวทีอื่นๆ และเมื่อตรวจสอบการทำงานในพื้นที่ มีทีมทำงานหลายทีม แต่ละทีม แต่ละทุน แต่ละลักษณะการทำงาน ต่างมีความรู้ความเข้าใจไม่ตรงกัน การทำงานที่มีมิติการทำงานที่ต่างกัน อาจจะไม่สามารถมาเชื่อมหรือบูรณาการในมิติเดียวกัน แต่สิ่งที่กล่าวนั้นก็มิใช่ที่จะไม่อาจทำงานได้ เพื่อให้ภารงานมีพลัง เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ใด ผมคิดว่า น่าจะมีการเสวนา หรือร่วมกันเพื่อสร้างพลังให้เข้มแข็ง ร่วมกันนำเสนอสิ่งที่สังคมยังอาจจะยังกังขา ไม่เข้าใจหรือสับสน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องให้คืน ความเป็นมนุษย์ให้ทุกฅน แทนที่จะมองแบบแยกประเภท เมื่อการทำงานที่มีมิติเห็นคนเป็นฅนกันทุกฝ่าย ก็น่าจะเป็นภาพที่สามารถหวังได้ว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาของสังคมและทุกฅนได้
อาจารย์ส่วนผมก็แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน มีอยู่ 1 ประเด็นปัญหาซึ่งผมคิดไม่ตก เพราะไม่รู้จะหารากฐานความคิดที่ดีจากไหนคือ
ประเด็นเรื่องการศึกษาของ "ลูกแรงงานข้ามชาติ (พม่า)" คือ เราจะให้การศึกษาเพื่อให้เขาเป็นคนไทย หรือเป็นคนพม่า หรือทำให้สมดุล
1.การศึกษาในโรงเรียนไทย มิได้มีการสอนภาษาพม่า ทำให้เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นไม่สามารถอ่าน-เขียน ภาษาพม่า ได้อย่างที่ควรจะเป็นเมื่อต้องไปอยู่พม่า ซ้ำเด็กบางคนเริ่มพูดภาษาพม่าไม่ได้แล้ว
2.การศึกษาในศูนย์การเรียนรู้ เนื่องจากเป็นที่ถูกจับตามองเสมอ ๆ เนื่องจากสอนภาษาพม่าซึ่งผู้จับตามองไม่เข้าใจว่าสอนอะไร จะพยายามที่จะปิดอยู่เสมอ ซึ่งหากปิดแล้วเด็กก็จะไม่ได้เรียนรู้ภาษาพม่า ก็ต้องไปอยู่ในโรงเรียนไทย การเรียนภาษาพม่าก็แทบจะเป็นไปไม่ได้
3.หากไม่ให้ไปโรงเรียนไทย และหากพวกเขาไม่สามารถกลับประเทศพม่าได้ ก็จะกลายเป็นพลเมืองที่ไม่มีความรู้ ด้อยการศึกษาในแผ่นดินไทย ไทยก็ต้องแบกภาระ
4.หากจะกลับไป แต่เป็นพลเมืองที่โตในประเทศไทย ไม่มีความรู้ ทักษะอะไรเลย กลายเป็นพลเมืองแรงงาน ประเทศพม่าจะยอมรับไหม
ครั้นพยายามทำให้สมดุลโดยจะเปิดสอนภาษาพม่าให้แก่เด็กพม่าในวันเสาร์-อาทิตย์ คนไทยที่ไหนจะสอนได้ ก็ต้องใช้คนพม่า พอจะใช้คนพม่าก็ติดเงือนไขการจ้างงานอีกเช่นมิอาจจ้างแรงงานต่างด้าวชาวพม่าซึ่งได้รับอนุญาตทำงานประเภทคนใช้ และกรรมกร มาเป็นครู
ครั้นให้พวกเขาถือ Passport เข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อขออนุญาตทำงานที่ใช้ทักษะการสอน ก็ถูกแตะเบรค ถ่วงเวลาอีกว่าทำไมไม่จ้างคนไทย ทำไมจ้างแต่คนพม่า
เรื่องราววนไปก็วนมา เช่นนี้แหละครับ อาจารย์
อยากขอให้อาจารย์วิจารณ์ชี้แนวทางเพิ่มเติม เพื่อที่คนทำงานจะได้ค้นหาว่า รากเหง้าของปัญหา เรื่องการไร้รัฐไร้สัญชาติ นั้นอยู่ตรงไหน
ผมพยายามคิด แต่ก็ยังวนเวียนอยู่ในกรอบเดิมๆ กล่าวคือ คิดว่ารากเหง้าของปัญหา อยู่ที่ระบบการพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และจุดเกาะเกี่ยวระหว่างคนกับรัฐ (เพื่อกำหนดสัญชาติ) ดังนั้น จึงพยายามเน้นการทำงานเกี่ยวกับ ระบบการจดทะเบียนการเกิด และระบบการทะเบียนราษฎร เป็นหลัก (ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่คงต้องดูระดับภูมิภาค)
แต่อย่างที่ผมกล่าวมาแล้ว ประเด็นดังกล่าวก็ยังเป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบเดิมๆ ครั้นจะพยายามเชื่อมโยงไปกรอบใหญ่ เกี่ยวกับ ประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และปัจจัยการย้ายถิ่น ก็ยังนึกไม่ออกว่าอะไรคือ รากเหง้าของปัญหา เพราะก็ยังมองว่าการเคลื่อนย้ายของคนข้ามพรมแดน ไม่ใช่รากเหง้าของปัญหา แต่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้ปัญหามันขยายตัว หรือก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเข้าใจแบบนี้มันจะถูกหรือไม่
คงต้องคิดและศึกษาต่อไป แต่ถ้าอาจารย์จะกรุณาชี้แนะแนวทาง ก็จะเป็นพระคุณยิ่งครับ
กลับมาอ่านอีกรอบค่ะ
น่าจะไประนองกันได้แล้วนะคะ
อยากพาอาจารย์ไปดูการจัดการสุขภาพของคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติที่ระนอง
คนสาธารณสุขที่นั่นเข้าท่านะคะ
วันที่ ๘ ธ๕. จะไปคุยกับอาจารย์อัมมาร์ค่ะ มีอะไรแนะนำไหมคะ
กลับมาอ่านอีกรอบ
เพิ่งกลับจากระนองอีกด้วย
ปีนี้ จะกลับไปอีก และจะต้องพา อ.วิจารณ์ไประนองให้ได้ค่ะ ระนองเป็นภาพตัวอย่างของปัญหาและโอกาสของสังคมพหุวัฒนธรรมค่ะ