ในชีวิตคนไทยเรา ๆ ท่าน ๆ ดนตรีมักเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในแทบทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นเพลงในงานวัด เพลงฉลองรับปริญญา เพลงเศร้าตอนอกหัก หรือเพลงแห่งการเฉลิมฉลอง แต่จะทำอย่างไรถ้าเพลงโปรดในวันวานกลับกลายเป็นสิ่งที่สะกิดแผลใจ? งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่เผยแพร่ใน The Guardian ชี้ว่า แม้บทเพลงบางเพลงจะปลุกความทรงจำอันเจ็บปวด แต่เราสามารถ “ฟื้นฟู” ความรู้สึกนั้นได้ด้วยการจงใจสร้างประสบการณ์ดี ๆ ขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลสุขภาพจิตทั้งในสังคมไทยและทั่วโลก (The Guardian)

มีเพลงไหนบ้างที่พอได้ยินแล้วใจก็ลอยกลับไปหาอดีต? แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะเป็นความทรงจำแสนหวาน หลายครั้งที่เสียงเพลงกลับเรียกน้ำตาและรื้อฟื้นบาดแผลเก่า ๆ นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาค้นพบว่า ความเชื่อมโยงระหว่างดนตรีกับความทรงจำจะยิ่งเหนียวแน่นเป็นพิเศษ เมื่อเพลงนั้นผูกพันกับเหตุการณ์สำคัญในชีวิต โดยเฉพาะในบริบทของคนไทยที่เพลงลูกทุ่งหรือเพลงเพื่อชีวิตไม่ได้เป็นแค่ที่พักใจ แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของความยากลำบากที่เคยผ่านมา

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ได้ศึกษาว่าดนตรีสามารถกระตุ้นอารมณ์และส่งผลต่อความทรงจำได้อย่างไร นักวิจัยระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิอธิบายว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นขณะฟังเพลงมีผลอย่างมากต่อการจดจำในระยะยาว และเนื่องจากดนตรีมีพลังกระตุ้นอารมณ์ได้รุนแรง จึงยิ่งผูกความทรงจำเข้ากับเหตุการณ์นั้น ๆ ได้อย่างแน่นแฟ้น “อารมณ์คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความทรงจำฝังแน่น และเพราะดนตรีมีพลังกระตุ้นอารมณ์ได้รุนแรง ความทรงจำที่ผูกกับเพลงจึงยิ่งฝังรากลึกเป็นพิเศษ” นักวิจัยกล่าว

ขณะที่นักวิจัยหลังปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เสริมว่า ช่วงเวลาที่เรามีอารมณ์ร่วมกับบทเพลงอย่างรุนแรงหรือเฉยชาไปเลย มักทำให้เราจดจำได้แค่ภาพรวมกว้าง ๆ ของเหตุการณ์ แต่ความรู้สึกในระดับปานกลางจะช่วยให้เราจดจำรายละเอียดได้ดีกว่า “ชนิดของอารมณ์จึงเป็นตัวกำหนดว่าสมองจะเลือกเก็บภาพความทรงจำแบบไหนไว้” นักวิจัยสรุป

การศึกษายังชี้อีกว่า บทเพลงที่เราฟังบ่อย ๆ ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยเริ่มเป็นผู้ใหญ่ มักจะมีอิทธิพลต่อความทรงจำมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์ของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เพลงฮิตในวัยเยาว์สามารถบ่งบอกตัวตนได้เป็นอย่างดี ทีมวิจัยจากเฮลซิงกิพบว่า แม้ความทรงจำส่วนใหญ่ที่ผูกกับบทเพลงจะเป็นเรื่องดี แต่เพลงที่ตามมาด้วยเหตุการณ์เลวร้ายอย่างการอกหักหรือความสูญเสีย ก็มักจะกลายเป็น “หมุดตอกย้ำความเจ็บปวด” ที่ฝังลึกอยู่ในใจไปอีกนาน

อย่างไรก็ดี งานวิจัยชี้ว่าความทรงจำอันเลวร้ายเหล่านี้สามารถฟื้นฟูได้ หลักฐานทางประสาทวิทยาบ่งชี้ว่ามนุษย์สามารถ “เขียนทับ” หรือ “ฟื้นฟู” ความรู้สึกแย่ ๆ ที่มีต่อบทเพลงได้ โดยการตั้งใจเชื่อมโยงเพลงเดิมเข้ากับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเดิม นักวิจัยจากเบิร์กลีย์แนะนำว่า “หากเพลงนั้นผูกติดกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง ก็อาจต้องใช้เวลา แต่การค่อย ๆ เปิดใจฟังเพลงนั้นในโอกาสดี ๆ ร่วมกับคนที่เรารัก จะช่วยให้สมองสร้างการเชื่อมโยงใหม่ จนในที่สุดความรู้สึกที่มีต่อเพลงนั้นก็จะดีขึ้น”

ในขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ได้เสนออีกหนึ่งวิธี คือการเข้าไปมีส่วนร่วมกับบทเพลงนั้น ๆ เช่น ลองฮัมทำนอง แต่งเนื้อร้องขึ้นมาใหม่ หรือร่วมร้องเพลงกับเพื่อน ๆ “พอเราได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์บทเพลง ไม่ว่าจะแค่ฮัมเพลงเบา ๆ หรือแต่งเนื้อใหม่ เพลงนั้นก็จะเปลี่ยนสถานะจาก ‘ภาพจำที่เจ็บปวด’ มาเป็น ‘ประสบการณ์ที่สร้างสรรค์’ ของเราแทน” ศาสตราจารย์อธิบาย ดังนั้น สภาพแวดล้อมและสังคมที่ดีขณะทำกิจกรรมร่วมกับเพลงจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนความรู้สึกของเราได้

ในสังคมไทยที่ดนตรีเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานประเพณี งานรื่นเริง หรือแม้กระทั่งพิธีกรรมทางศาสนา ผลการวิจัยนี้จึงเปรียบเสมือนโอกาสครั้งสำคัญ ตัวอย่างเช่น ครู ที่ปรึกษา หรือผู้นำชุมชน อาจชวนผู้ที่มีบาดแผลกับเพลงบางเพลง มาลองตีความใหม่ หรือนำไปใช้ร้องและแสดงร่วมกันในกิจกรรมเชิงบวก ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับค่านิยมของไทยที่เน้นการเยียวยาซึ่งกันและกันและความคิดสร้างสรรค์ในชุมชน

สำหรับผู้ที่ทำงานด้านสุขภาพจิต ในยุคที่ปัญหาสุขภาพใจในกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นประเด็นสำคัญ เทคนิคการฟื้นฟูความทรงจำผ่านเสียงเพลงนี้อาจเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เช่น นักจิตวิทยาอาจชวนให้ผู้รับบริการที่เคยรู้สึกแย่กับเพลงดังในอดีต ลองกลับมาฟังหรือใช้เพลงนั้นในสถานการณ์ที่ปลอดภัยและอบอุ่น เช่น ในกลุ่มบำบัด หรือในช่วงเวลาที่ต้องการกำลังใจ

แน่นอนว่าในกรณีที่มีบาดแผลทางใจรุนแรง เพลงบางเพลงอาจไม่ใช่สิ่งที่แก้ไขได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะหากเกี่ยวข้องกับการสูญเสียครั้งใหญ่หรือการถูกล่วงละเมิด แต่เพียงแค่ได้ลองพยายามเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อเพลงนั้น ผ่านการสร้างประสบการณ์เชิงบวก ก็อาจช่วยให้เราเลิกหลีกหนี และเปลี่ยนให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งได้ในที่สุด

บริบททางวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ ในสังคมไทย เพลงไม่ได้เป็นแค่เรื่องส่วนตัว แต่ยังทำหน้าที่สร้างความหมายทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นวาทะไทย ราชสดุดี เพลงสวดมนต์ หรือเพลงเพื่อชีวิต ล้วนเป็นสะพานเชื่อมโยงอารมณ์ ทำให้เราหวนรำลึกถึงอดีต และในบางครั้งก็เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมแสดงความอาลัย ดังนั้น ความทรงจำอันเจ็บปวดที่เกี่ยวกับเพลงจึงอาจขยายผลกระทบไปสู่ความรู้สึกของทั้งชุมชนได้

ในอนาคต นักวิจัยเสนอว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มคนไทยโดยเฉพาะ เช่น กลุ่มผู้ที่เคยผ่านวิกฤตโรคระบาด ภัยพิบัติน้ำท่วม หรือเหตุการณ์ความไม่สงบทางสังคม โดยอาจนำผลวิจัยนี้ไปต่อยอดเพื่อจัดกิจกรรมดนตรีบำบัดในโรงเรียนหรือวัด เพื่อฟื้นฟูจิตใจคนในชุมชนตามวิถีแบบไทย ๆ

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่เคยรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่ได้ยิน “เพลงเก่า” เพลงนั้น สิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจคือความรู้สึกนี้เป็นเรื่องปกติ อย่าได้อายที่จะเสียน้ำตาให้กับบทเพลง แต่หากวันใดที่ใจพร้อมจะเยียวยาตัวเอง ลองให้โอกาสเพลงนั้นอีกครั้งในบรรยากาศดี ๆ กับคนที่เราไว้ใจ หรือลองเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้สร้างสรรค์ เช่น ร้องในวงคาราโอเกะกับเพื่อนฝูง แสดงบนเวทีโรงเรียน หรือใช้บรรเลงในงานบุญ แต่ถ้ารู้สึกว่ายังหนักหนาเกินไป การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่เข้าใจเรื่องการฟื้นฟูความรู้สึกผ่านเสียงเพลงก็เป็นทางออกที่ดี

ในสังคมไทยที่เสียงเพลงดังก้องอยู่ในงานบุญ ในห้องเรียน และบนท้องถนน งานวิจัยชิ้นนี้ได้ตอกย้ำให้เราเห็นว่า เพลงซึ้งในวันวานที่เคยบาดลึก อาจกลับกลายมาเป็นเพลงที่ช่วยเยียวยาหัวใจได้อีกครั้ง หากเราเลือกที่จะสร้างความหมายใหม่ให้กับมัน (The Guardian)