งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS One เผยว่าการที่เราจะมองน้ำตาของใครสักคนว่าจริงใจหรือแค่พยายามหลอกลวงนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และตัวตนของผู้ร้องไห้เป็นสำคัญ ผลการศึกษานี้ซึ่งสำรวจความเห็นจากผู้คนกว่าหมื่นคนในหลายประเทศ ชี้ว่าสังคมไม่ควรยึดติดว่าน้ำตาคือ “หลักฐาน” ของความจริงใจเสมอไป เพราะแท้จริงแล้วการตีความน้ำตานั้นผูกติดอยู่กับรายละเอียดของเหตุการณ์และบุคลิกของผู้ร้องไห้อย่างแยกไม่ออก ซึ่งข้อค้นพบนี้ส่งผลต่อวิธีที่คนไทยเราแสดงออกทางอารมณ์และมอบความไว้วางใจให้แก่กันในสังคม
น้ำตาและการแสดงอารมณ์เป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทยเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นฉากดราม่าทางการเมือง คำขอโทษทั้งน้ำตากลางจอทีวี ไปจนถึงเรื่องราวเข้มข้นในละครหลังข่าว หลายคนยังคงเชื่อว่า “น้ำตา” คือภาพสะท้อนของความเจ็บปวดหรือความสำนึกผิดอย่างแท้จริง แต่ขณะเดียวกัน กระแส “น้ำตาจระเข้” ที่ปรากฏในข่าวฉาวต่าง ๆ ก็ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามมากขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงช่วยตอกย้ำว่าการตัดสินคุณค่าของน้ำตานั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับบริบทของสถานการณ์อย่างยิ่งยวด
ในการศึกษานี้ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในโปแลนด์ได้รวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมกว่า ๗,๐๐๐ คน ใน ๕ ประเทศ ได้แก่ นอร์เวย์ โปแลนด์ แอฟริกาใต้ แคนาดา และสหราชอาณาจักร โดยให้ผู้เข้าร่วมดูภาพใบหน้าที่ผ่านการแต่งเติมด้วยเทคนิคดิจิทัลให้มีน้ำตาและไม่มีน้ำตา ในสถานการณ์จำลองที่แตกต่างกันไป จากนั้นจึงให้ตัดสินว่าน้ำตาในภาพดูจริงใจหรือไม่ พร้อมให้คะแนนปัจจัยอื่น ๆ ประกอบ เช่น เพศของผู้ร้องไห้ ความรู้สึก “อบอุ่น” ที่สัมผัสได้จากบุคลิก และสถานการณ์แวดล้อม ผลการศึกษาที่น่าสนใจพบว่า คนส่วนใหญ่จะมองว่าน้ำตา “จริงใจ” เมื่อเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่น่าจะมีการเสแสร้ง เช่น การนั่งรอพบแพทย์อย่างสงบ มากกว่าการร้องไห้ในสถานการณ์ที่อาจหวังผลประโยชน์ เช่น การขอแซงคิว ที่สำคัญไปกว่านั้น น้ำตาจะดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นเมื่อมาจากผู้ชายหรือคนที่มีบุคลิก “สุขุมเยือกเย็น” เพราะเมื่อคนที่ปกติแล้วไม่ค่อยแสดงอารมณ์กลับร้องไห้ออกมา ผู้คนมักจะตีความว่า “ต้องมีเรื่องคอขาดบาดตายจริง ๆ”
นักวิจัยสรุปว่า “น้ำตาไม่ใช่สัญญาณสากลที่บ่งบอกความจริงใจเสมอไป เพราะการรับรู้ของผู้คนขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนร้องและร้องไห้ในสถานการณ์ใด ที่สำคัญที่สุด น้ำตาจะสร้าง ‘ความได้เปรียบ’ ทางสังคมได้ก็ต่อเมื่อมาจากคนที่ไม่น่าจะร้องไห้ง่าย ๆ อย่างผู้ชายหรือคนที่มีบุคลิกเคร่งขรึม เพราะเมื่อคนกลุ่มนี้เสียน้ำตา ผู้คนจะอนุมานทันทีว่า ‘เรื่องนี้ต้องร้ายแรงจริง ๆ’” (Neuroscience News)
ในทางตรงกันข้าม หากคนร้องไห้เป็นคนที่มีบุคลิกดูอบอุ่นเป็นทุนเดิม หรือร้องในสถานการณ์ที่ส่อเจตนาแอบแฝง เช่น เพื่อเรียกความสงสาร ผลวิจัยชี้ว่าคนจะไม่ค่อยเชื่อว่าน้ำตานั้นมาจากความรู้สึกที่แท้จริง ซึ่งปรากฏการณ์นี้พบเห็นได้บ่อยในสังคมไทย ที่ผู้คนมักจับตาดูว่าบุคคลสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีตำแหน่งในกระบวนการยุติธรรม นักการเมือง หรือดาราที่หลั่งน้ำตาต่อหน้าสื่อ กำลังต้องการความเห็นใจหรือเพียงสร้างกระแสสังคม
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญยังเสริมว่า แม้งานวิจัยด้านจิตวิทยาโดยมากจะชี้ว่าน้ำตาเป็นสัญญาณทางอารมณ์ที่ควบคุมได้ยาก จึงมักถูกมองว่า “จริงใจโดยธรรมชาติ” แต่ผลการศึกษาชิ้นใหม่นี้และงานวิจัยอีกหลายชิ้นกลับเห็นตรงกันว่า คนเราไม่ได้มองแค่หยดน้ำตา แต่ยังวิเคราะห์บริบท ตัวบุคคล และแรงจูงใจเบื้องหลังควบคู่ไปด้วย นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในไทยเคยให้ความเห็นผ่านสื่อว่า “สังคมไทยให้ค่ากับการเก็บอารมณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชายและข้าราชการ หากผู้ชายร้องไห้ออกทีวีจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที แต่คนดูก็มักจะตั้งคำถามเสมอว่า ‘นี่เรื่องจริงหรือแค่จัดฉาก?’” ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยที่ว่าสังคมมักตีความน้ำตาโดยอิงกับเพศและบรรทัดฐานทางวัฒนธรรม
งานวิจัยยังค้นพบประเด็นน่าสนใจเพิ่มเติมอีกว่า ผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบ “ไซโคพาธ” หรือจิตไร้ความเห็นใจผู้อื่น จะมีแนวโน้มมองน้ำตาของคนอื่นว่าเป็นการเสแสร้งและไม่น่าเชื่อถือ ต่างจากคนทั่วไป และแม้จะทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างจาก ๕ วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ก็ยังคงออกมาในทิศทางเดียวกัน คือน้ำตาจะถูกประเมินค่าจากสถานการณ์และบุคลิกของผู้ร้องไห้เสมอ อย่างไรก็ดี นักวิจัยย้ำว่าขนาดของผลกระทบนี้ไม่ได้ใหญ่พอที่จะเปลี่ยนความจริงได้ทั้งหมด และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในสภาพแวดล้อมจริงเพื่อยืนยันผลในบริบททางวัฒนธรรมที่หลากหลายขึ้น
สำหรับคนไทย ความสัมพันธ์กับ “การร้องไห้ในที่สาธารณะ” นั้นซับซ้อนและหยั่งรากลึกในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แม้หลักพุทธศาสนาจะเน้นย้ำถึงความสงบทางใจ แต่สำนวนอย่าง “น้ำตาตกใน” ก็สะท้อนว่าหยดน้ำตาที่มองไม่เห็นนั้นอาจเป็นของจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในแวดวงการเมือง ธุรกิจ และบันเทิงของไทย มีตัวอย่างนับไม่ถ้วนที่การร้องไห้ต่อหน้าสาธารณะถูกตั้งคำถามถึงความจริงใจ โดยเฉพาะการออกมายอมรับผิดหรือกล่าวขอโทษ ซึ่งมักจุดประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ว่า “จริง” หรือ “โชว์” ในสถานการณ์เช่นนั้น คนไทยจำนวนไม่น้อยเลือกพิจารณาจากบริบทแวดล้อมว่า “คนคนนี้กำลังมีปัญหา ต้องการความเห็นใจ หรือกำลังมองหาโอกาสอยู่หรือไม่?” ซึ่งรวมไปถึงบทบาทของสังคมที่คอยกำหนดว่า “ใครมีสิทธิ์” ที่จะร้องไห้ในที่สาธารณะ
ทีมวิจัยเสนอว่า ในอนาคตควรมีการศึกษาที่เก็บข้อมูลการร้องไห้ในสถานการณ์จริง เพราะภาพถ่ายที่นำมาศึกษายังขาดรายละเอียดสำคัญ เช่น ท่าทาง น้ำเสียง หรือภาษากาย การเปิดกว้างต่อผลลัพธ์ที่หลากหลายจะช่วยให้นักจิตวิทยาและนักการศึกษาไทยสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอด เพื่อพัฒนาโปรแกรมการสอนด้านอารมณ์สำหรับเยาวชนและผู้ใหญ่ให้เข้าใจมิติทางอารมณ์ได้อย่างรอบด้านยิ่งขึ้น
ข้อคิดสำหรับผู้อ่านทั่วไปจากงานวิจัยชิ้นนี้คือ เราทุกคนตีความอารมณ์โดยอิงจากสถานการณ์และธรรมเนียมปฏิบัติของสังคม ไม่ใช่แค่จากสิ่งที่ตาเห็นอย่าง “น้ำตา” เพียงอย่างเดียว ดังนั้น ผู้ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะในที่ทำงาน โรงเรียน หรือในสังคม ควรคำนึงถึงบริบทและความคาดหวังของสังคมไทยควบคู่กันไปด้วย
ในทางปฏิบัติ ครั้งต่อไปที่คุณรู้สึกคลางแคลงใจเมื่อเห็นใครร้องไห้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ คนดัง หรือแม้แต่คนในครอบครัว อาจลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า “สถานการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไร?” “มีเหตุผลให้เสียใจจริง ๆ หรือมีอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า?” ในขณะเดียวกัน คนที่รู้สึกอึดอัดที่จะแสดงอารมณ์ โดยเฉพาะผู้ชายหรือคนที่มีบุคลิกเงียบขรึม ก็อาจมั่นใจได้มากขึ้นว่า หากวันใดที่น้ำตาเอ่อล้นออกมา คนที่เห็นก็มักจะรับรู้ได้ถึงความจริงใจโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด
งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยให้สังคมไทยเข้าใจกลไกทางจิตวิทยาสังคมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการแสดงอารมณ์ได้ลึกซึ้งขึ้น และก้าวข้ามกับดักของข้อถกเถียงที่ว่านี่คือ “น้ำตาจริง” หรือ “น้ำตาจระเข้” ไปได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจที่ดีควรให้น้ำหนักกับทั้งตัวบุคคลและเหตุการณ์ ไม่ว่าจะในวงอภิปรายของรัฐสภา หรือในบ้านของเราเอง
สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Neuroscience News และงานวิจัยต้นฉบับที่ PLOS One