งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการขาดวิตามินดีที่น่ากังวลกว่าที่เคยเข้าใจกัน ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า การได้รับวิตามินดีไม่เพียงพออาจส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งทางร่างกายและจิตใจ ประเด็นนี้ยิ่งทวีความสำคัญในสังคมไทยยุคใหม่ ที่วิถีชีวิตคนเมือง การเรียนและทำงานในอาคารเป็นหลัก ทำให้คนไทยจำนวนมากเสี่ยงต่อภาวะขาด “วิตามินจากแสงแดด” โดยไม่รู้ตัว

วิตามินดีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ตั้งแต่การเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ลดการอักเสบในร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการควบคุมอารมณ์ ดูแลสุขภาพหัวใจ และอาจช่วยป้องกันโรคเรื้อรังได้หลายชนิด ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่าประชากรชาวอเมริกันถึง ๓๕% อยู่ในภาวะขาดวิตามินดี ขณะที่ผลสำรวจทั่วโลกประเมินว่าประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งได้รับวิตามินชนิดนี้ไม่เพียงพอ (NIH) สำหรับประเทศไทย แม้ข้อมูลทางระบาดวิทยาจะยังมีจำกัด แต่ผลการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อปี ๒๕๖๒ ก็พบว่าคนไทยประมาณ ๔๕% โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์ (PubMed – วิตามินดีในผู้ใหญ่ไทย)

ข้อมูลล่าสุดจากบทความในนิตยสาร Prevention ฉบับเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ ได้ตอกย้ำว่าผลกระทบจากการขาดวิตามินดีไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องกระดูกพรุน อ่อนเพลีย หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่ยังส่งผลร้ายแรงกว่านั้น เช่น เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) สูงถึง ๕๔% เมื่อเทียบกับผู้ที่มีระดับวิตามินดีปกติ (Prevention) ซึ่งงานวิจัยและบทวิเคราะห์ล่าสุดในปี ๒๕๖๗ ก็ยิ่งยืนยันถึงความเสี่ยงนี้ให้ชัดเจนขึ้น

สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาวะขาดวิตามินดีมักไม่แสดงอาการที่ชัดเจนในระยะเริ่มต้น หลายคนอาจรู้สึกเพียงแค่อ่อนเพลียเรื้อรัง กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือมีภาวะซึมเศร้าเล็กน้อย ซึ่งบ่อยครั้งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงผลจากความเครียดหรือความเสื่อมตามวัย ทำให้การวินิจฉัยล่าช้าและพลาดโอกาสที่จะดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ (NIH Fact Sheet)

ผลกระทบที่รุนแรงและต้องจับตามอง คือความเชื่อมโยงระหว่างภาวะขาดวิตามินดีกับโรคมะเร็งหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ยังมีหลักฐานใหม่ที่ชี้ว่าการขาดวิตามินดีเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน ความผิดปกติทางภูมิคุ้มกัน และภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์อีกด้วย ตัวอย่างเช่น งานทบทวนข้อมูลขนาดใหญ่ในปี ๒๕๖๘ พบว่าภาวะขาดวิตามินดีมีความเกี่ยวข้องกับโรคตับเรื้อรัง และได้แนะนำให้เสริมวิตามินดีเพื่อช่วยป้องกันโรค (PubMed– systematic review ปี ๒๕๖๘) ไม่เพียงเท่านั้น ภาวะขาดวิตามินดีในมารดายังสัมพันธ์กับภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ทั้งในแม่และเด็ก (PubMed– ปี ๒๕๖๘)

ในประเด็นนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทยให้ความเห็นว่า “บทบาทของวิตามินดีมีมากกว่าที่เราคิดมาก ทั้งในแง่ภูมิคุ้มกันและการป้องกันโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่วิถีชีวิตเปลี่ยนไป กลุ่มคนรุ่นใหม่และพนักงานออฟฟิศต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ” ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับสถาบันการแพทย์ชั้นนำในต่างประเทศอย่างคลีฟแลนด์คลินิก ที่ระบุชัดเจนว่าการขาดวิตามินดี “เป็นเรื่องใหญ่” เพราะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย (Prevention)

สำหรับคนไทย โดยเฉพาะในเขตเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร การใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในอาคาร ประกอบกับค่านิยมเรื่องผิวขาว ทำให้หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ร่ม สวมหมวก หรือทาครีมกันแดด ส่วนในด้านอาหาร แม้ครัวไทยจะอุดมด้วยพืชผัก แต่แหล่งของวิตามินดีมักจำกัดอยู่แค่อาหารบางชนิด เช่น ปลาที่มีไขมันสูง หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นอกจากนี้ กลุ่มประชากรที่มีการแต่งกายปกปิดผิวหนังมิดชิด หรือปฏิบัติตามหลักความเชื่อทางศาสนา ก็อาจมีโอกาสสัมผัสแสงแดดน้อยลงไปอีก (Vitamin D deficiency in Thai children and adolescents)

ในอดีต โรคกระดูกอ่อนจากการขาดวิตามินดีอย่างรุนแรงนั้นแทบไม่เคยเป็นปัญหาในประเทศไทย แต่ปัจจุบัน เมื่อวิถีชีวิตแบบเมืองขยายตัว ปัญหาการขาดวิตามินดีกลับพบได้บ่อยขึ้น ในทางกลับกัน ประชาชนในพื้นที่ชนบทหรือผู้ที่ทำงานกลางแจ้งซึ่งได้รับแสงแดดเป็นประจำยังคงมีความเสี่ยงต่ำกว่า

แนวโน้มในอนาคตคาดการณ์ว่า หากไม่มีมาตรการป้องกันอย่างจริงจัง อัตราการขาดวิตามินดีในคนไทยจะยิ่งสูงขึ้นตามการขยายตัวของสังคมเมืองและสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ทางกระทรวงสาธารณสุขเองก็แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์นี้และได้วางแนวทางรับมือไว้ ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้ความรู้ การเพิ่มการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง และการพิจารณามาตรการเสริมวิตามินดีในอาหารหลักบางชนิด ซึ่งเป็นโมเดลที่หลายประเทศนำไปใช้แล้วได้ผลดีในการยกระดับสุขภาพของประชากรโดยรวม

สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่ามองข้ามภาวะขาดวิตามินดี แนวทางป้องกันง่ายๆ คือการออกไปรับแสงแดดยามเช้าหรือบ่ายอ่อนๆ วันละ ๑๐–๓๐ นาที หลายครั้งต่อสัปดาห์ ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งวิตามินดี เช่น ปลาทะเล ไข่แดง ตับ หรือผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่ามีการเสริมวิตามินดี หากเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง สตรีมีครรภ์ ทารก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ไม่ค่อยได้สัมผัสแสงแดด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเสริมวิตามินตามความเหมาะสม (MD Anderson Cancer Center, Vitamin D Deficiencies: What to Know)

โดยสรุป ภาวะขาดวิตามินดียังคงเป็นภัยเงียบทางสุขภาพที่ส่งผลกระทบกว้างไกลกว่าแค่เรื่องกระดูก แต่เกี่ยวพันกับสุขภาพในทุกมิติของร่างกาย คนไทยจึงควรหันมาใส่ใจปัญหานี้ เข้ารับการตรวจเมื่อมีข้อสงสัย และติดตามข้อมูลความรู้จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีและแข็งแรงสำหรับวันนี้และอนาคต

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิตามินดีได้จากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงแหล่งข้อมูลวิชาการจากต่างประเทศอย่าง NIH Vitamin D Fact Sheet