เบนาดริล (Benadryl) คือยาแก้แพ้ที่คนทั่วโลกรู้จักและมีติดบ้านกันมากมาย รวมถึงในประเทศไทย ด้วยความที่หาซื้อง่ายและราคาไม่แพง หลายคนจึงใช้เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูกหรือผื่นคัน แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นใหม่ๆ กำลังจุดประกายความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในระยะยาวของ “ไดเฟนไฮดรามีน” (diphenhydramine) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในยาชนิดนี้ งานวิจัยล่าสุดประกอบกับคำเตือนจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก พบความเชื่อมโยงที่น่าตกใจระหว่างการใช้เบนาดริลเป็นประจำกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ ทำให้แพทย์หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้ผู้บริโภค รวมถึงคนไทย หันมาทบทวนและพิจารณาทางเลือกอื่นในการรักษาอาการแพ้

ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย เพราะยาแก้แพ้กลุ่มนี้เป็นที่นิยมอย่างสูง ประกอบกับพฤติกรรมการซื้อยากินเองที่ยังคงแพร่หลาย ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายถึงจำนวนผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าโรคสมองเสื่อมเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุไทยสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตนเองและต้องพึ่งพาผู้อื่น (WHO) ดังนั้น ผลการวิจัยล่าสุดนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เบนาดริล: ยาแก้แพ้รุ่นแรกที่กำลังถูกตั้งคำถาม

หัวใจสำคัญของเบนาดริลคือตัวยาไดเฟนไฮดรามีน ซึ่งถูกใช้รักษาอาการแพ้มาตั้งแต่ยุค 1940 และเป็นที่ทราบกันดีว่ามีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึม (Wikipedia) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Internal Medicine ซึ่งติดตามข้อมูลผู้สูงอายุกว่า 3,400 คน พบว่าผู้ที่ใช้ยากลุ่มแอนติโคลิเนอร์จิก (ซึ่งรวมถึงไดเฟนไฮดรามีน) อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นถึง 54% ภายในระยะเวลา 10 ปี เมื่อเทียบกับคนที่ไม่เคยใช้ยา นอกจากนี้ยังพบว่าความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์พุ่งสูงขึ้นถึง 63% ในกลุ่มผู้ที่ใช้ยาเป็นประจำ (Daily Mail)

ยากลุ่มแอนติโคลิเนอร์จิกทำงานโดยการยับยั้งการทำงานของสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า “อะเซทิลโคลีน” ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความจำ สมาธิ และการเรียนรู้ แม้ยาจะช่วยบรรเทาอาการแพ้ได้ดี แต่การเข้าไปรบกวนสารสื่อประสาทตัวนี้ในสมอง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ อาจนำไปสู่ปัญหาด้านความจำและความคิดในระยะยาวได้ งานวิจัยหลายชิ้นต่างยืนยันว่ายากลุ่มนี้มีส่วนทำให้认知能力ถดถอย และอาจเพิ่มอัตราการเสียชีวิตในผู้สูงอายุ (PubMed 2025; PubMed 2025 systematic review) ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศในยุโรปจึงเริ่มจำกัดการใช้ยาในกลุ่มนี้และแนะนำให้หันไปใช้ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ที่ปลอดภัยกว่าแทน

แพทย์ทั่วโลกแนะ เปลี่ยนไปใช้ยารุ่นใหม่ที่ปลอดภัยกว่า

กุมารแพทย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งกล่าวว่า “ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างเบนาดริลกับโรคสมองเสื่อม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ปัจจุบันเราแทบไม่สั่งยานี้แล้ว เพราะมียาตัวอื่นที่ทั้งปลอดภัยและมีประสิทธิภาพดีกว่าออกมานานแล้ว” ขณะที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้จากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเสริมว่า “หากคุณอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและมีแค่เบนาดริล มันก็อาจจำเป็น แต่ในสถานการณ์ปกติ เรามียาที่ดีและปลอดภัยกว่าให้เลือกอีกมากมาย”

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการใช้เบนาดริลเป็นครั้งคราวเพื่อรักษาอาการแพ้ระยะสั้นยังถือว่าปลอดภัย ไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไปหากเคยใช้ยาบ้างเป็นครั้งคราว แพทย์จากประเทศอังกฤษอธิบายว่า “ความเสี่ยงจะปรากฏชัดเจนเมื่อใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่สำหรับการใช้เป็นครั้งคราวในระยะเวลาสั้นๆ แทบไม่มีความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ”

สถานการณ์ในไทยกับทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

ในประเทศไทย ยาแก้แพ้รุ่นเก่ายังคงเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ แต่ยาแก้แพ้รุ่นใหม่อย่าง เซทิริซีน (cetirizine - ชื่อการค้าที่คุ้นเคยคือ Zyrtec) และ เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine - ชื่อการค้าที่คุ้นเคยคือ Allegra) ก็มีจำหน่ายอย่างแพร่หลายและถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ ที่น่าสนใจคือ ยาเบนาดริลที่วางขายในยุโรปได้มีการปรับเปลี่ยนไปใช้ตัวยาใหม่ เช่น เซทิริซีน หรือ อะครีวาสทีน (acrivastine) ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยกว่าและไม่มีความเชื่อมโยงกับปัญหาด้านสมองเสื่อม (Wikipedia)

บริษัทเคนวิว (Kenvue) ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์เบนาดริล ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของตนปลอดภัยหากใช้ตามคำแนะนำบนฉลาก และระบุว่า “ยังไม่มีงานวิจัยใดที่พิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลโดยตรงระหว่างการใช้ไดเฟนไฮดรามีน (อย่างถูกต้อง) กับความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม” อย่างไรก็ตาม บททบทวนวรรณกรรมล่าสุดในวารสารวิชาการแนะนำให้ใช้ยาตัวนี้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องใช้ยาบ่อยครั้ง เพราะแม้จะยังไม่มีหลักฐานฟันธงว่าเป็นสาเหตุโดยตรง แต่แนวโน้มความเสี่ยงที่พบก็น่ากังวลและไม่ควรมองข้าม (World Allergy Organization Journal, 2024)

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลล่าสุดชี้ว่ามีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมแล้วอย่างน้อย 700,000 คน และกำลังกลายเป็นภาระด้านสาธารณสุขที่สำคัญ การรณรงค์จากหน่วยงานภาครัฐเริ่มหันมาเน้นการลดปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ ดังนั้น การค้นพบว่ายาแก้แพ้ที่หลายคนเชื่อใจและหาซื้อง่ายอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นประเด็นที่คนไทยต้องให้ความสำคัญ

แนวทางและคำแนะนำสำหรับสังคมไทย

แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนออกมาเกี่ยวกับการใช้ยาแก้แพ้รุ่นแรก แต่แนวปฏิบัติในระดับสากลได้เปลี่ยนไปแล้ว สมาคมผู้สูงอายุในอเมริกาแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มแอนติโคลิเนอร์จิกอย่างไดเฟนไฮดรามีน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อระบบประสาทส่วนกลาง (PubMed, 2024) ขณะที่สมาคมแพทย์ในยุโรปและอเมริกาส่วนใหญ่ต่างแนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้รุ่นใหม่เป็นตัวเลือกแรก เพราะให้ผลการรักษาที่ดีและปลอดภัยกว่า

สำหรับสังคมไทยที่ผู้คนมักซื้อยาใช้เอง หรือใช้ยาตามคำบอกเล่าของคนใกล้ชิดโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ ข้อมูลนี้จึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนให้ทุกคนกลับไปสำรวจตู้ยาที่บ้าน และนำเรื่องนี้ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่อาจยังมีการใช้ยาตัวเดิมๆ ซ้ำๆ โดยไม่ได้อัปเดตข้อมูลทางการแพทย์ใหม่ๆ

ความคุ้นเคยกับยี่ห้อเดิมๆ หรือความเชื่อตามคำบอกเล่าจากคนรอบข้าง ทำให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาเป็นเรื่องท้าทาย แม้จะมีข้อมูลวิจัยใหม่ๆ ออกมาก็ตาม ในประเด็นนี้ วารสารวิชาการ World Allergy Organization Journal ฉบับปี 2024 สรุปไว้อย่างชัดเจนว่า “ไดเฟนไฮดรามีนเคยเป็นยาแก้แพ้ที่ยอดเยี่ยมในยุคบุกเบิก แต่ปัจจุบันมียารุ่นใหม่ที่ให้ผลดีเทียบเท่าแต่ปลอดภัยกว่าอย่างชัดเจน…ไดเฟนไฮดรามีนได้กลายเป็นความเสี่ยงต่อสาธารณสุขและควรถูกยกเลิกจากการขายในร้านยาทั่วไป”

สรุปประเด็นสำคัญสำหรับคนไทย

สำหรับผู้สูงอายุในไทย หรือครอบครัวที่มีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม งานวิจัยนี้ยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าในอนาคตจะมีงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของไดเฟนไฮดรามีนในประชากรชาวเอเชียโดยเฉพาะมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยด้านพันธุกรรมและวิถีชีวิตอาจส่งผลที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับตอนนี้ คำแนะนำที่สำคัญที่สุดคือ

  • หากใช้เบนาดริลเป็นครั้งคราวในระยะสั้น ยังถือว่าปลอดภัยและไม่ต้องกังวล
  • หากจำเป็นต้องใช้ยาเป็นประจำหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
  • พิจารณาเปลี่ยนไปใช้ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ เช่น เซทิริซีน หรือ เฟกโซเฟนาดีน ซึ่งหาซื้อได้ทั่วไปในประเทศไทย
  • ผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุหรือสมาชิกในครอบครัวที่มีปัญหาด้านความจำ ควรช่วยตรวจสอบรายการยาที่ใช้อยู่ว่ามียากลุ่มนี้รวมอยู่ด้วยหรือไม่
  • ร้านขายยาและคลินิกชุมชนควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันแก่ประชาชน

หากคุณหรือผู้สูงอายุในบ้านใช้เบนาดริลหรือยาแก้แพ้รุ่นเก่าอยู่เป็นประจำ ไม่ต้องตกใจ แต่ควรใช้โอกาสนี้ทบทวนรายการยาทั้งหมดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพราะการมีความรู้ที่ถูกต้องจะช่วยปกป้องสุขภาพสมองในระยะยาว และสนับสนุนเป้าหมายการสร้างสังคมผู้สูงวัยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

แหล่งข้อมูล