ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ปัญหาเด็กที่ไม่อยากไปโรงเรียนเพราะความเครียดและปัญหาสุขภาพจิต หรือที่เรียกว่า “ภาวะหมดใจไปโรงเรียน” (Emotionally-Based School Avoidance: EBSA) ได้พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ สร้างความกังวลให้แก่ครู ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก งานวิจัยชิ้นล่าสุดจากสหราชอาณาจักรเผยว่า จำนวนเด็กที่ขาดเรียนเกินครึ่งหนึ่งของปีการศึกษาพุ่งสูงขึ้นถึง 5 เท่าในรอบทศวรรษ โดยมีผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เป็นตัวเร่งสำคัญ (BBC News)

แม้ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่สังคมเริ่มเข้าใจและเลิกใช้คำพูดเชิงตำหนิอย่าง “เด็กดื้อเรียน” หรือ “เด็กหนีเรียน” ก็ทำให้ผู้คนหันมาสนใจสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังการขาดเรียนของเด็กมากขึ้น ภาวะ EBSA ไม่ใช่การที่เด็กหรือวัยรุ่นเลือกที่จะไม่ไปโรงเรียนเอง แต่เกิดจากความวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือความทุกข์ทรมานทางใจและกายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ในหลายๆ กรณี เด็กกลุ่มนี้รู้สึกว่า “ไปไม่ไหว” มากกว่า “ไม่อยากไป” ซึ่งความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ นี้กลับเป็นหัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจและช่วยเหลือพวกเขา (British Medical Journal)

เรื่องนี้ใกล้ตัวเด็กไทยแค่ไหน

สำหรับครอบครัวและโรงเรียนในไทย ปัญหานี้นับว่าน่ากังวลไม่แพ้กัน เด็กไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับความกดดันด้านการเรียนที่สูงลิ่ว ความกังวลเรื่องการถูกบูลลี่ ปัญหาการปรับตัวเข้ากับเพื่อนในโรงเรียน หรือแม้แต่การกลับมาใช้ชีวิตในโรงเรียนหลังยุคโควิด นอกจากนี้ ปัญหาที่บ้าน เช่น สุขภาพจิตของคนในครอบครัว หรือความเครียดจากปัญหาเศรษฐกิจ ก็ยิ่งซ้ำเติมให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้ได้ง่ายขึ้น

ข้อมูลจากงานวิจัยชี้ว่า ภาวะ EBSA มักพบร่วมกับอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า แต่ตัวมันเองไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชโดยตรง (PubMed) ในอังกฤษพบเด็กราว 1-5% มีภาวะนี้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับหลายประเทศ และน่าเป็นห่วงว่าแนวโน้มนี้กลับรุนแรงขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19 แม้โรงเรียนจะกลับมาเปิดตามปกติแล้ว แต่จำนวนเด็กที่ขาดเรียนต่อเนื่องก็ยังคงสูงอยู่ (Frontiers in Psychiatry)

สาเหตุที่ซับซ้อนและผลกระทบที่ตามมา

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าภาวะ EBSA มักเกิดจากหลายปัจจัยทับซ้อนกัน ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ถูกรังแก ความคาดหวังด้านการเรียนที่สูงเกินไป สภาพแวดล้อมในห้องเรียนขนาดใหญ่ ปัญหาภายในครอบครัว หรือการขาดความมั่นใจในตัวเอง เมื่อเด็กต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ อาจนำไปสู่วงจรเลวร้ายที่ยิ่งขาดเรียน ก็ยิ่งรู้สึกแปลกแยก วิตกกังวล และส่งผลให้ผลการเรียนตกต่ำลง ข้อมูลชี้ชัดว่า เด็กที่เข้าเรียนน้อยกว่า 90% ของเวลาเรียนทั้งหมด มีโอกาสสอบผ่านวิชาหลักๆ ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่เด็กที่มาเรียนสม่ำเสมอเกิน 99% กลับมีโอกาสสอบผ่านสูงกว่า 70% (BBC News)

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเด็กในต่างประเทศให้ความเห็นว่า “โดยธรรมชาติแล้ว เด็กมีความอยากรู้อยากเห็น ชอบเข้าสังคม และรักการเรียนรู้ แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเด็กรู้สึกปลอดภัย ได้รับการสนับสนุนที่ดี และมีความสุขกับการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ” หากสภาพแวดล้อมในโรงเรียนไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานเหล่านี้ได้ เด็กอาจมองว่าการไม่ไปโรงเรียนคือทางรอดเดียวจากความทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่การต่อต้านหรือปฏิเสธการเรียนรู้แต่อย่างใด

กระทบหนักกว่าเรื่องการเรียน

ภาวะ EBSA ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องผลการเรียน แต่เด็กกลุ่มนี้ยังเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า มีเพื่อนน้อยลง และหากปัญหานี้ยืดเยื้อ ก็อาจส่งผลไปถึงโอกาสในการทำงานในอนาคตได้ แนวทางการแก้ไขที่ได้ผลจึงมักเน้นการป้องกันและช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เช่น การจัดกิจกรรมบำบัดกลุ่มเล็กๆ หรือใช้ศิลปะเข้ามาช่วยสร้างความมั่นใจและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับโรงเรียนในไทยทั้งของรัฐและเอกชน (BBC News)

อีกมุมหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือความทุกข์ใจของผู้ปกครอง งานวิจัยในอังกฤษเผยว่า พ่อแม่มักรู้สึกว่าตัวเอง “ถูกสังคมตีตราว่าเป็นพ่อแม่ที่ล้มเหลว” หรือถูกโรงเรียนและคนรอบข้างตำหนิ (PubMed) ในขณะที่องค์กรส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กในอังกฤษได้พัฒนาเครื่องมือต่างๆ เช่น คู่มือสำหรับกลุ่มสนับสนุน หรือกิจกรรมออนไลน์ เพื่อช่วยให้ครอบครัวเข้าใจและรับมือกับปัญหานี้ได้ดีขึ้น

สถานการณ์ในไทย: ครอบครัวและชุมชนคือหัวใจสำคัญ

แม้จะยังไม่มีตัวเลขสถิติของภาวะ EBSA ในไทยที่ชัดเจน แต่จากประสบการณ์และรายงานต่างๆ ชี้ว่าปัญหาสุขภาพจิตของเด็กไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยกระทรวงศึกษาธิการและกรมสุขภาพจิตเคยเปิดเผยข้อมูลในปี 2564 ว่าเด็กไทยมีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า และเก็บตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยสำคัญมาจากการเรียนออนไลน์ การหยุดเรียนเป็นเวลานาน และการขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง ทำให้เด็กจำนวนมากรู้สึกโดดเดี่ยวและเครียดสะสม ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่ภาวะ EBSA ได้ (UNICEF Thailand, Bangkok Post)

สังคมไทยให้ความสำคัญกับความสำเร็จด้านการเรียนเป็นอย่างมาก พ่อแม่ส่วนใหญ่จึงคาดหวังกับผลการเรียนของลูกสูง ซึ่งความกดดันเหล่านี้อาจยิ่งทำให้เด็กที่ขาดเรียนหรือเรียนไม่ทันเพื่อนรู้สึกผิดและละอายใจมากขึ้น หลายครอบครัวอาจเลือกที่จะปิดบังปัญหา หรือพยายามแก้ไขด้วยวิธีที่ไม่ตรงจุด อย่างไรก็ตาม ค่านิยมแบบไทยๆ อย่างความเมตตาเอื้ออาทรและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ยังคงเป็นรากฐานสำคัญในการประคับประคองเด็กที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ใจได้ การทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ในบริบทของสังคมไทย

จะรับมืออย่างไร: สร้าง “ระบบนิเวศโรงเรียนที่เกื้อกูล”

ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทางที่เรียกว่า “Whole School Approach” หรือการสร้างระบบนิเวศในโรงเรียนที่เกื้อกูลกันทุกมิติ โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้ การคัดกรองปัญหาแต่เนิ่นๆ และการให้ความช่วยเหลือแบบครบวงจร ที่ทุกฝ่ายทั้งครู ผู้ปกครอง และบุคลากรสาธารณสุขต้องทำงานร่วมกัน ข้อมูลจากต่างประเทศชี้ว่าโปรแกรมอบรมผู้ปกครองผ่านช่องทางออนไลน์ และการสอดแทรกเนื้อหาด้านสุขภาพจิตในหลักสูตรการเรียนการสอน สามารถช่วยลดปัญหาได้อย่างมีนัยสำคัญ (BMJ Mental Health) ครูและครูแนะแนวในไทยจึงควรได้รับการอบรมเพื่อให้สามารถแยกแยะได้ว่าเด็กคนไหน “ขาดเรียนเพราะเกเร” และเด็กคนไหน “ขาดเรียนเพราะไปไม่ไหว” จากปัญหาทางใจ

กรณีศึกษาจากต่างประเทศ เช่น การจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยและศิลปะบำบัดในโรงเรียนประถมของอังกฤษ ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจและนำมาปรับใช้ในไทยได้ เพราะเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้งบประมาณสูง แต่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน สร้างความมั่นใจ และก่อให้เกิดบรรยากาศที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยทลายวงจรการขาดเรียนได้

สำหรับผู้ปกครองชาวไทย แนวทางปฏิบัติเบื้องต้นคือการพูดคุยกับลูกอย่างเปิดอก รับฟังโดยไม่ด่วนตัดสิน รีบปรึกษาครูหรือครูแนะแนวทันทีที่เห็นสัญญาณผิดปกติ และไม่ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อลูกเริ่มมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการไปโรงเรียน ขณะเดียวกัน โรงเรียนและสังคมต้องร่วมกันปรับทัศนคติที่มีต่อปัญหาสุขภาพจิตของเด็ก หยุดซ้ำเติม และเลิกตีตราเด็กหรือครอบครัวที่เผชิญภาวะนี้ว่าเป็น “เด็กไม่ดี” หรือ “พ่อแม่เลี้ยงลูกไม่เป็น”

สรุป

ปัญหาเด็กหมดใจไปโรงเรียนจากเหตุผลทางอารมณ์ในยุคหลังโควิด-19 ถือเป็นวาระเร่งด่วนสำหรับแวดวงการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้กำหนดนโยบายของไทย หากปล่อยปละละเลย อาจส่งผลกระทบต่อทั้งอนาคตทางการศึกษา สุขภาพจิต และศักยภาพของเยาวชนในระยะยาว การรับมือกับปัญหานี้ต้องตั้งอยู่บนความเข้าอกเข้าใจ การทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย และการนำข้อมูลจากงานวิจัยมาปรับใช้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย เปิดกว้าง และเสริมสร้างพลังใจให้เด็กทุกคนได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ผู้ปกครองและครูสามารถขอคำปรึกษาได้จากหน่วยงานต่างๆ เช่น UNICEF ประเทศไทย, กรมสุขภาพจิต หรือองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมอบรมหรือสัมมนาเกี่ยวกับสุขภาวะของเด็กและวัยรุ่น เพราะการสร้างวัฒนธรรมในโรงเรียนและครอบครัวที่พร้อมจะโอบรับนักเรียนที่มีความเปราะบางทางอารมณ์ คือกุญแจสำคัญสู่การสร้างระบบการศึกษาที่แข็งแกร่งและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง