พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า อย่างนั้น อุบาสก โบราณกบัณฑิตทั้งหลายฟังถ้อยคำของบัณฑิตทั้งหลายแล้ว ขจัดความเศร้าโศกเพราะบุตรเสียได้ ดังนี้แล้วจึงประกาศสัจจะประชุมชาดก.

กัณหเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๖. กัณหเปตวัตถุ

เรื่องเปรตกัณหโคตร

             (โรหิไณยอำมาตย์กราบทูลว่า)

             [๒๐๗] พระองค์ผู้กัณหโคตร (โคตรดำ เป็นคำร้องเรียกถึงโคตรหรือเหล่ากอของพระวาสุเทพ (ซึ่งเป็นชื่อของพระนารายณ์ปางพระกฤษณะ)) ขอพระองค์เสด็จลุกขึ้นเถิด จะมัวบรรทมอยู่ทำไม จะมีประโยชน์อะไรต่อพระองค์ด้วยการบรรทมอยู่เล่า พระเกสวะ (บัดนี้) พระภาดาร่วมพระอุทรของพระองค์ ซึ่งเป็นดังพระหทัยและนัยน์เนตรเบื้องขวาของพระองค์ ทรงมีลมกำเริบ เพ้อคลั่งอยู่

             [๒๐๘] พระเจ้าเกสวะทรงสดับคำของโรหิไณยอำมาตย์นั้นแล้ว ได้ทรงอึดอัดเพราะความโศกถึงพระภาดา จึงรีบเสด็จลุกขึ้นทันที

             (ทรงจับมือทั้งสองของฆฏบัณฑิตไว้มั่น เมื่อจะทรงปราศรัย จึงตรัสว่า)

             [๒๐๙] เหตุไรหนอ เธอจึงเป็นดังคนบ้า เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ทั่วพระนครทวารกะนี้ ว่า กระต่ายๆ เธอต้องการกระต่ายเช่นไร

             [๒๑๐] ฉันจักให้นายช่างทำกระต่ายทองคำ กระต่ายแก้วมณี กระต่ายโลหะ กระต่ายเงิน กระต่ายสังข์ กระต่ายศิลา กระต่ายแก้วประพาฬ ให้เธอ

             [๒๑๑] แม้กระต่ายอื่นๆ ที่เที่ยวหากินอยู่ในป่ายังมีอยู่ ฉันจักให้นำกระต่ายแม้เหล่านั้นมาให้เธอ เธอต้องการกระต่ายเช่นไร

             (ฆฏบัณฑิตกราบทูลว่า)

             [๒๑๒] ข้าพระองค์ไม่ต้องการกระต่ายที่อยู่บนแผ่นดิน ข้าพระองค์ต้องการกระต่ายจากดวงจันทร์ พระเกสวะ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณา โปรดนำกระต่ายนั้นลงมาประทานแก่หม่อมฉันเถิด

             (พระเจ้าวาสุเทพตรัสว่า)

             [๒๑๓] แน่ะพระญาติ เธอจักละชีวิตที่ประเสริฐยิ่งเสียแน่ เพราะเธอต้องการกระต่ายจากดวงจันทร์ ชื่อว่าปรารถนาสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา

             (ฆฏบัณฑิตกราบทูลว่า)

             [๒๑๔] พระองค์ผู้กัณหโคตร หากพระองค์ทรงทราบ ตามที่พระองค์ทรงพร่ำสอนบุคคลอื่น เหตุไฉน พระองค์จึงทรงกรรแสงถึงพระราชโอรส ที่ทิวงคตไปตั้งนาน จนถึงวันนี้เล่า

             [๒๑๕] มนุษย์หรืออมนุษย์ไม่พึงได้ตามปรารถนาว่า ขอบุตรของเราผู้เกิดมาแล้วอย่าตายเลย พระองค์จะทรงได้พระราชโอรสที่ทิวงคตแล้ว ซึ่งไม่ควรได้แต่ที่ไหน

             [๒๑๖] พระองค์ผู้กัณหโคตร พระองค์ไม่อาจจะนำพระราชโอรสผู้ทิวงคตแล้ว ที่พระองค์ทรงกรรแสงถึงมาได้ด้วยมนต์ ด้วยยาสมุนไพรหรือทรัพย์ได้

             [๒๑๗] แม้ชนทั้งหลายที่มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก ถึงจะเป็นกษัตริย์ผู้ครองแคว้น มีทรัพย์และธัญญาหารมากมาย จะไม่แก่ตายก็ไม่มี

             [๒๑๘] แม้เหล่าชนที่เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล ปุกกุสะ และชนประเภทอื่นๆ ผู้มีความเกิดของตนเป็นเหตุ จะไม่แก่ไม่ตายก็ไม่มี

             [๒๑๙] แม้เหล่าชนผู้ร่ายมนต์พรหมจินดามีองค์ ๖ (องค์ ๖ คือ ๑. สิกขา (การศึกษาในการออกสำเนียง และการอ่าน มีการอ่านให้ถูกจังหวะ ให้คล่องและให้ไพเราะ) ๒. กัปปะ (รู้จักแบบแผน การกระทำกิจพิธีต่างๆ พิธีสวดคัมภีร์พระเวท) ๓. นิรุตฺติ (รู้จักมูลและคำแปลศัพท์) ๔. พยากรณะ (รู้จักตำราภาษามีของปาณินิ เป็นต้น) ๕. โธติสัตถะ (รู้จักดวงดาวและหาฤกษ์ ผูกดวงชตา) ๖. ฉันทะ (รู้จักคณะฉันท์ แต่งฉันท์ได้)) และเหล่าชนที่ใช้วิชาอื่นๆ จะไม่แก่ไม่ตาย ก็ไม่มี

             [๒๒๐] อนึ่ง แม้ฤๅษีทั้งหลายผู้สงบ สำรวม บำเพ็ญตบะ ก็ยังต้องละทิ้งร่างกายไปตามกาลอันสมควร

             [๒๒๑] แม้พระอรหันต์ทั้งหลายผู้อบรมตนแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ สิ้นบุญและบาป ก็ยังต้องทอดทิ้งร่างกายนี้ไป

             (พระเจ้าวาสุเทพตรัสว่า)

             [๒๒๒] เธอมาช่วยรดเราผู้เร่าร้อนให้สงบ ดับความกระวนกระวายทั้งหมด เหมือนคนใช้น้ำราดดับไฟที่ติดเปรียง

             [๒๒๓] เธอบรรเทาความเศร้าโศกถึงบุตรของเราผู้กำลังเศร้าโศก ชื่อว่าได้ช่วยถอนลูกศรคือความโศก ซึ่งเสียบที่หทัยของเราขึ้นได้แล้วหนอ

             [๒๒๔] เราผู้ซึ่งเธอช่วยถอนลูกศรคือความโศกขึ้นได้แล้ว เย็น สงบแล้ว จะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังคำของเธอ

             [๒๒๕] ชนเหล่าใดเป็นผู้อนุเคราะห์ ชนเหล่านั้นเป็นคนมีปัญญา ย่อมทำอย่างนี้ ย่อมช่วยกันและกันให้หายจากความเศร้าโศก เหมือนฆฏบัณฑิตช่วยพระเชษฐภาดาให้หายจากความเศร้าโศก

             [๒๒๖] พวกอำมาตย์ผู้ถวายการรับใช้ของพระราชาพระองค์ใด ย่อมเป็นเช่นนี้ ย่อมแนะนำด้วยสุภาษิต เหมือนฆฏบัณฑิตแนะนำพระเชษฐภาดาของตน

กัณหเปตวัตถุที่ ๖ จบ

-------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒

๖. กัณหเปตวัตถุ

               อรรถกถากัณหเปตวัตถุที่ ๖               

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบาสกคนหนึ่งลูกตาย ดังนี้.
               ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี ยังมีบุตรของอุบาสกคนหนึ่งทำกาละแล้ว. อุบาสกนั้นเพียบพร้อมไปด้วยลูกศรคือความเศร้าโศก เพราะการตายของลูกนั้น ไม่อาบน้ำ ไม่กินข้าว ไม่จัดแจงการงาน ไม่ไปยังที่อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า บ่นเพ้ออย่างเดียว พลางกล่าวว่า พ่อ เป็นลูกที่รัก เจ้าละทิ้งพ่อไปไหนเสียก่อน.
               ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลก ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของอุบาสกนั้น รุ่งขึ้นแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ทรงเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว จึงทรงส่งภิกษุทั้งหลายไป ส่วนพระองค์มีพระอานนทเถระเป็นปัจฉาสมณะ ได้เสด็จไปยังประตูเรือนของอุบาสกนั้น.
               คนทั้งหลายจึงได้แจ้งแก่อุบาสกว่า พระศาสดาเสด็จมาถึงแล้ว.
               ลำดับนั้น คนในเรือนของอุบาสกนั้นจึงพากันตบแต่งเสนาสนะที่ประตูเรือน แล้วนิมนต์พระศาสดาให้ประทับนั่ง ประคองอุบาสกพาเข้าไปเฝ้าพระศาสดา.
               พระศาสดาทรงเห็นเธอนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง จึงตรัสถามว่า อุบาสก ท่านเสียใจอะไรหรือ? เมื่ออุบาสกกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า อุบาสก โบราณกบัณฑิตทั้งหลายฟังถ้อยคำของบัณฑิตทั้งหลายแล้ว ไม่เศร้าโศกถึงบุตรที่ตายไป ดังนี้แล้วอันอุบาสกนั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาว่า :-
               ในอดีตกาล ในกรุงทวารวดี มีพระราชาพี่น้องกัน ๑๐ คน คือพระเจ้าวาสุเทพ พลเทพ จันทเทพ สุริยเทพ อัคคิเทพ วรุณเทพ อัชชุนเทพ ปัชชุนเทพ ฆฏบัณฑิตเทพ และอังกุรเทพ.
               ในเจ้าเหล่านั้น โอรสผู้เป็นที่รักของวาสุเทพมหาราช ได้ทิวงคตลง. เพราะเหตุนั้น พระราชาจึงถูกความเศร้าโศกครอบงำ ทรงละพระราชกรณียกิจทุกอย่าง ยึดแม่แคร่เตียง ทรงบรรทมบ่นเพ้อไป.
               ในเวลานั้น ฆฏบัณฑิตเทพทรงพระดำริว่า เว้นเราเสียคนอื่น ใครเล่าที่ชื่อว่าสามารถจะหลีกเลี่ยงความเศร้าโศกพี่ชายเรา ย่อมไม่มี เราจะขจัดความเศร้าโศกของพี่ชายเราด้วยอุบาย.
               ท่านฆฏบัณฑิตจึงแปลงเพศเป็นคนบ้า แหงนดูอากาศ เที่ยวไปทั่วพระนครพลางกล่าวว่า ท่านจงให้กระต่ายแก่เรา ท่านจงให้กระต่ายแก่เราเถิด.
               ชาวพระนครทั้งสิ้นพากันแตกตื่นว่า ฆฏบัณฑิตเป็นบ้าเสียแล้ว.
               เวลานั้น อำมาตย์ชื่อว่าโรหิไณย ไปเฝ้าพระเจ้าวาสุเทพ.
               เมื่อจะสั่งสนทนากับพระเจ้าวาสุเทพ จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
               ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหโคตร ขอพระองค์จงลุกขึ้นเถิด จักมัวบรรทมอยู่ทำไม จะมีประโยชน์อะไรแก่พระองค์ ด้วยการบรรทมอยู่เล่า
               ข้าแต่พระเกสวะ บัดนี้ พระภาดาร่วมอุทรของพระองค์ผู้เป็นดุจพระทัย และนัยน์เนตรเบื้องขวาของพระองค์ มีลมกำเริบคลั่งเพ้อถึงกระต่าย.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงความที่พระเจ้าวาสุเทพได้สดับคำของอำมาตย์นั้นแล้ว เสด็จลุกขึ้นจากที่บรรทม.
               พระองค์เป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งจึงตรัสคาถานี้ว่า :-
               พระเจ้าเกสวะได้สดับคำของโรหิไณยอำมาตย์นั้นแล้ว ผู้ถูกความเศร้าโศกถึงพระภาดาครอบงำ ก็รีบเสด็จลุกขึ้นทันที.
               พระราชาเสด็จลุกขึ้นแล้ว รีบลงจากปราสาท แล้วเสด็จไปหาฆฏบัณฑิต จับมือทั้ง ๒ ของฆฏบัณฑิตไว้มั่น
               เมื่อจะเจรจากับท่าน จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-
               เหตุไรหนอ เธอจึงทำตัวเหมือนคนบ้า เที่ยวไปทั่วนครทวารกะนี้ บ่นเพ้อว่า กระต่าย กระต่าย เธอปรารถนากระต่ายเช่นไร ฉันจะให้นายช่างทำกระต่ายทองคำ กระต่ายแก้วมณี กระต่ายโลหะ กระต่ายเงิน กระต่ายสังข์ กระต่ายสิลา กระต่ายแก้วประพาฬให้แก่เธอ หรือกระต่ายอื่นที่เที่ยวหากินอยู่ในป่าก็มีอยู่ ฉันจะให้เขานำกระต่ายเหล่านั้นมาให้แก่เธอ เธอปรารถนากระต่ายเช่นไรเล่า.
               ท่านปรารถนาสิ่งใดก็จงบอกมาเถอะ. เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอเศร้าโศกเพราะอะไร. พระเจ้าวาสุเทพเชื้อเชิญฆฏบัณฑิตด้วยกระต่ายว่า กระต่ายแม้เหล่าอื่นที่เที่ยวหากินอยู่ในป่าก็มีอยู่ในป่า เราจักนำกระต่ายนั้นมาให้แก่เธอ เจ้าผู้มีหน้าอันเจริญ เธอปรารถนากระต่ายเช่นไรก็จงบอกมาเถอะดังนี้ ด้วยความประสงค์ว่าฆฏบัณฑิตต้องการกระต่าย.
               ฆฏบัณฑิตได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาว่า :-
               ข้าพระองค์ไม่ปรารถนากระต่ายที่อาศัยอยู่บนแผ่นดิน ข้าพระองค์ปรารถนากระต่ายจากดวงจันทร์ ข้าแต่พระเจ้าเกสวะ ขอพระองค์โปรดนำกระต่ายนั้น มาประทานแก่ข้าพระองค์เถิด.
               พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นจึงถึงความโทมนัสว่า พระภาดาของเราเป็นบ้าเสียแล้วโดยมิต้องสงสัย จึงตรัสคาถาว่า :-
                ดูก่อนพระญาติ เธอจักละชีวิตอันสดชื่นไปเสียเป็นแน่ เพราะเธอปรารถนากระต่ายจากดวงจันทร์ ชื่อว่าปรารถนาสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา.
               ฆฏบัณฑิตได้ฟังพระดำรัสของพระราชาก็ได้ยืนนิ่งเสีย เมื่อจะแสดงความนี้ว่า ข้าแต่พี่ชาย พระองค์เมื่อรู้ว่าหม่อมฉันปรารถนากระต่ายจากดวงจันทร์ ครั้นไม่ได้กระต่ายนั้นจักสิ้นชีวิต เพราะเหตุไร พระองค์ไม่ได้โอรสที่ตายไปแล้วจึงเศร้าโศกถึง จึงกล่าวคาถาว่า
               ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหโคตร ถ้าพระองค์ทรงพร่ำสอนผู้อื่นอย่างที่ทรงทราบไซร้ เพราะเหตุไร แม้ทุกวันนี้ พระองค์ก็ยังทรงเศร้าโศกถึงบุตรที่ตายแล้ว ในกาลก่อนเล่า.
               ฆฏบัณฑิตยืนอยู่ที่ระหว่างถนนอย่างนั้นแลทูลว่า อันดับแรก หม่อมฉันปรารถนาสิ่งที่ปรากฏอยู่อย่างนี้ ส่วนพระองค์เศร้าโศกเพื่อต้องการสิ่งที่ไม่ปรากฏ.
               เมื่อจะแสดงธรรมแก่พระราชาจึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
               ก็มนุษย์หรืออมนุษย์ไม่พึงได้ตามปรารถนาว่า ขอบุตรของเราที่เกิดมาจงอย่าตายเลย พระองค์จะพึงได้โอรสที่ทิวงคตแล้ว ที่ไม่ควรได้แต่ที่ไหน. ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหะโคตร พระองค์ทรงกันแสงถึงโอรสที่ทิวงคตแล้ว ซึ่งไม่สามารถจะนำคืนมาด้วยมนต์ รากยา โอสถหรือทรัพย์ได้.
               ฆฏบัณฑิต เมื่อจะแสดงอีกว่า ข้าแต่พี่ชาย ขึ้นชื่อว่าความตายนี้ ใครๆ ไม่อาจจะห้ามได้ ด้วยทรัพย์ ด้วยชาติ ด้วยวิชชาด้วยศีล หรือด้วยภาวนาได้ จึงแสดงธรรมแด่พระราชาด้วยคาถา ๕ คาถาว่า :-
                กษัตริย์ทั้งหลาย แม้จะมีแว่นแคว้น มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทรัพย์และธัญญาหารมาก จะไม่ทรงชรา จะไม่ทรงสวรรคต ไม่มีเลย. กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล และคนเทหยากเยื่อ และคนอื่นๆ จะไม่แก่ จะไม่ตาย เพราะชาติของตน ก็ไม่มีเลย ชนเหล่าใด ร่ายมนต์อันประกอบด้วยองค์ ๖ อันพราหมณ์คิดไว้แล้ว ชนเหล่านั้นและชนเหล่าอื่นจะไม่แก่ และไม่ตาย เพราะวิชาของตน ก็ไม่มีเลย. แม้พวกฤาษีเหล่าใด เป็นผู้สงบ มีตนสำรวมแล้ว มีตปะ แม้พวกฤาษีผู้มีตปะเหล่านั้นย่อมละร่างกายไปตามกาล พระอรหันต์ทั้งหลาย มีตนอันอบรมแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ สิ้นบุญและบาป ยังทอดทิ้งร่างกายนี้ไว้.
               เมื่อฆฏบัณฑิตกล่าวธรรมอย่างนี้ พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นเป็นผู้ปราศจากลูกศรคือความโศก มีใจเลื่อมใส.
               เมื่อจะสรรเสริญฆฏบัณฑิต จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า
               เธอดับความกระวนกระวายทั้งปวงของเราผู้เร่าร้อนให้หายไป เหมือนบุคคลเอาน้ำดับไฟที่ราดด้วยน้ำมัน ฉะนั้น เธอบรรเทาความโศกถึงบุตรของเรา ผู้ถูกความโศกครอบงำ ได้ถอนขึ้นแล้วหนอ ซึ่งลูกศรคือความโศกอันเสียบแทงที่หทัยของเรา เราเป็นผู้มีลูกศรคือความโศกอันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้เย็นสงบแล้ว เราจะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้อีก เพราะได้ฟังคำของเธอ
                 ชนเหล่าใดผู้มีปัญญา ผู้อนุเคราะห์กันและกัน ชนเหล่านั้นย่อมทำอย่างนี้ ย่อมยังกันและกันให้หายโศก เหมือนเจ้าชายฆฏบัณฑิตทำพระเชษฐาให้หายโศกฉะนั้น.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า อย่างนั้น อุบาสก โบราณกบัณฑิตทั้งหลายฟังถ้อยคำของบัณฑิตทั้งหลายแล้ว ขจัดความเศร้าโศกเพราะบุตรเสียได้ ดังนี้แล้วจึงประกาศสัจจะประชุมชาดก.
               ในที่สุดสัจจะ อุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล.

               จบอรรถกถากัณหเปตวัตถุที่ ๖               
               -----------------------------------------------------