เมื่อกระแสการท่องเที่ยวยั่งยืนกำลังมาแรงทั่วโลก นักเดินทางชาวไทยจำนวนไม่น้อยก็เกิดคำถามสำคัญเช่นเดียวกับคนในแวดวงสากลว่า “เราจะเที่ยวอย่างไรให้ดีต่อโลกและชุมชนจริง ๆ ไม่ใช่แค่เผลอไปสนับสนุนการตลาด ‘ฟอกเขียว’ แบบไม่รู้ตัว” ผลการศึกษาชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ใน The Conversation เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ เผยว่า แม้คำว่า “รักษ์โลก” “ยั่งยืน” หรือ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” จะเกลื่อนโบรชัวร์ทัวร์ แต่กว่าครึ่งหนึ่งของคำกล่าวอ้างเหล่านี้กลับคลุมเครือ พิสูจน์ไม่ได้ หรือตั้งใจทำให้เข้าใจผิด แถมใบรับรองจำนวนมากก็ยังขาดมาตรฐานการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ (The Conversation) สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งตอกย้ำว่านักท่องเที่ยวไทยต้องมองให้ลึกกว่าแค่ฉลากสีเขียว และหันมาเลือกเที่ยวอย่างรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ว่าจะเดินทางในประเทศหรือต่างประเทศ

“ฟอกเขียว” ในวงการท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่ปัญหาไกลตัว

ปัญหาการตลาดที่ใช้ภาพลักษณ์สีเขียวมาบิดเบือนความจริงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกตะวันตก แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวไทย ไม่ว่าจะไปนอนชิลล์ที่สมุย เดินป่าที่เชียงราย หรือบินไปไกลถึงญี่ปุ่นและยุโรป ในช่วงหลายปีหลังโควิด-19 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวอย่างคึกคักพร้อมกับการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมจากทั้งสายการบิน โรงแรม และบริษัทนำเที่ยว แต่ผลการศึกษาที่ The Conversation อ้างอิงชี้ว่า ๕๓% ของคำโฆษณาและตรารับรอง “สีเขียว” ขาดหลักฐานสนับสนุน หรืออาจมีเจตนาหลอกลวง ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อปี ๒๕๖๓ (ec.europa.eu) ปัญหานี้จึงน่ากังวล เพราะนอกจากจะทำให้โครงการดี ๆ ที่ตั้งใจทำจริงถูกบดบังแล้ว นักท่องเที่ยวยังอาจกลายเป็นผู้สนับสนุนธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมโดยไม่ตั้งใจ

ใบรับรองมีร้อยแปด แต่ความน่าเชื่อถืออาจไม่เท่ากัน

นักวิชาการและผู้ตรวจสอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในรายงานฉบับนี้พบว่า ทั่วโลกมีใบรับรองการท่องเที่ยวยั่งยืนมากกว่าร้อยชนิด แต่ส่วนใหญ่กลับเน้นแค่การ “มีนโยบาย” บนกระดาษ แทนที่จะวัดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น โรงแรมหลายแห่งได้ใบรับรองเพียงเพราะมีนโยบายรีไซเคิล แต่กลับไม่เคยมีการตรวจสอบว่าปริมาณขยะหรือการใช้น้ำลดลงจริงแค่ไหนเมื่อเทียบกับที่พักอื่นในละแวกเดียวกัน หรือฉลากบางเจ้าอาจเน้นเรื่องการลดใช้พลาสติก แต่กลับมองข้ามปริมาณการใช้น้ำมหาศาลเมื่อเทียบกับโรงแรมข้าง ๆ

สิ่งที่นักท่องเที่ยวไทยควรรู้คือ ไม่ใช่ทุกใบรับรองจะผ่านการตรวจสอบจากองค์กรอิสระที่เป็นกลาง ตัวอย่างใบรับรองที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ได้แก่ Green Key, B Corp, The Long Run และ Fair Trade Tourism ซึ่งทั้งหมดนี้กำหนดให้ต้องผ่านการตรวจสอบโดยบุคคลที่สามและมีการประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ โดย Green Key เป็นที่นิยมในยุโรป ส่วน B Corp กำลังเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเอเชีย ซึ่งช่วยประเมินครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อมและสังคม (Green Key Global, B Corp) ทำให้โรงแรมในไทยที่ต้องการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติคุณภาพสูง เริ่มหันมาขอการรับรองเหล่านี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

ฉลากนี้เชื่อได้จริงหรือ? อย่าหลงคารมแค่คำว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

แหล่งข่าวด้านการท่องเที่ยวเตือนว่า “ใบรับรองแต่ละใบมีมาตรฐานไม่เท่ากัน บางฉบับแค่ตรวจสอบว่า ‘มีนโยบาย’ แต่ไม่ได้วัดว่าสร้างประโยชน์ให้ธรรมชาติหรือชุมชนจริงหรือไม่” ผู้เชี่ยวชาญจากสหราชอาณาจักรที่ถูกอ้างอิงในรายงานอธิบายเพิ่มเติมว่า “ใบรับรองของจริงต้องผ่านการตรวจสอบจากองค์กรอิสระ มีเกณฑ์ชัดเจน และต้องระวังคำกล่าวอ้างกว้าง ๆ อย่าง ‘เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ ควรเลือกใบรับรองที่เปิดเผยข้อมูลผลลัพธ์ให้สาธารณชนตรวจสอบได้ เช่น ตัวเลขการจัดการขยะ หรือการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ”

นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่า แค่การลดค่าน้ำค่าไฟไม่ควรถูกนับเป็น “ความยั่งยืน” ทั้งหมด เพราะประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับเจ้าของธุรกิจพอ ๆ กับธรรมชาติ นักเดินทางจึงควรมองหาผู้ประกอบการที่ลงทุนเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เช่น การสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ช้าง การฟื้นฟูแนวปะการัง หรือการจ้างงานคนในชุมชนด้วยค่าแรงที่เป็นธรรม

กฎใหม่จ่อคิวคุมเข้ม ใบรับรองจอมปลอมอาจอยู่ไม่รอด

ประเด็นถกเถียงเรื่องการ “ฟอกเขียว” จะยิ่งร้อนแรงขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อกฎหมายเริ่มเข้ามามีบทบาท โดยในปี ๒๕๖๙ สหภาพยุโรปเตรียมบังคับใช้กฎหมาย Green Claims Directive ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องพิสูจน์คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมด้วยหลักฐานที่ชัดเจนและผ่านการรับรองจากองค์กรภายนอก (European Parliament) นโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อบริษัททั่วโลกที่ทำธุรกิจกับชาวยุโรป รวมถึงผู้ประกอบการไทยด้วย นั่นหมายความว่าฉลาก “รักษ์โลก” ที่ทำกันแบบผิวเผินจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป และจะเหลือเพียงใบรับรองที่เข้มงวดและตรวจสอบได้จริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ความยั่งยืนที่แท้จริง เริ่มจากพลังเล็ก ๆ ของนักเดินทาง

แม้ใบรับรองจะสำคัญ แต่งานวิจัยย้ำว่า “มันเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ” เพราะทางเลือกของนักท่องเที่ยวแต่ละคนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง นักวิจัยได้แนะนำวิธีง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้ ดังนี้

  • เที่ยวใกล้ขึ้น แต่พักนานขึ้น: การเดินทางโดยเครื่องบินเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนหลักของการท่องเที่ยว (Nature) แทนที่จะบินไปหลาย ๆ ที่ในทริปเดียว ลองเลือกปักหลักอยู่แต่ละแห่งให้นานขึ้น เพื่อช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในภาพรวม
  • ถ้าต้องบิน ให้เลือกเที่ยวบินคาร์บอนต่ำ: ปัจจุบันเว็บไซต์จองตั๋วหลายแห่งเริ่มแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของแต่ละเที่ยวบินให้เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อ
  • อุดหนุนคนท้องถิ่น: เลือกใช้บริการทัวร์ มัคคุเทศก์ ร้านค้า หรือซื้อสินค้าที่ผลิตโดยคนในชุมชน เช่น ผ้าทอพื้นเมืองทางภาคเหนือ หรืองานจักสานจากภาคใต้ เพื่อให้เงินหมุนเวียนกลับสู่ชุมชนโดยตรง
  • ลอง “เที่ยวช้า ๆ” (Slow Travel): หันมาใช้รถไฟหรือรถโดยสารสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว หรือเช่ารถยนต์ไฟฟ้าหากมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ (UNWTO) ในไทยอาจลองนั่งรถไฟสายใหม่ไปเที่ยวเมืองรอง ปั่นจักรยานชมเมือง หรือชิมอาหารพื้นบ้านตามร้านเล็ก ๆ ของชาวบ้าน
  • ลดขยะอาหาร: สั่งอาหารเมนูตามฤดูกาลของท้องถิ่น และสั่งแต่พอดี ความหลากหลายของอาหารไทยเอื้อให้เราเลือกวัตถุดิบสดใหม่ตามแต่ละพื้นที่ได้ง่ายอยู่แล้ว (FAO Thailand)
  • เลือกพักกับชุมชน: ลองพักโฮมสเตย์ในหมู่บ้าน หรือเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลายจังหวัด ตั้งแต่เชียงใหม่ไปจนถึงยโสธร (CBT-I)

ความยั่งยืน ไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง

นักวิชาการด้านการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมย้ำว่า “ภาระในการสร้างความยั่งยืนไม่ควรตกอยู่กับนักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว” นักวิจัยชั้นนำในรายงานชี้ว่า “นักท่องเที่ยวไม่ควรต้องเหนื่อยสืบเสาะเองว่าที่ไหนดีจริง แต่ภาครัฐและองค์กรอิสระควรเข้ามาสร้างมาตรฐานและควบคุมให้ชัดเจน” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของภาครัฐไทย โดยแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๖-๒๕๗๐ ได้ชูเรื่อง “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” เป็นวาระสำคัญ (Ministry of Tourism and Sports)

ประเทศไทยกำลังพยายามกระจายนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรอง เพื่อลดความแออัดใน ๕ เมืองท่องเที่ยวยอดนิยม (กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต กระบี่) โดยเมืองรองอย่างน่าน ตรัง และแพร่ ได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสร้างโมเดลท่องเที่ยวโดยชุมชน ไม่ว่าจะเป็นโฮมสเตย์กลางนาอินทรีย์หรือเวิร์กช็อปงานหัตถกรรม ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัยไทย (TEATA) ชี้ว่า จำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบที่ได้ผลจริง มีการอบรมที่ต่อเนื่อง และการบริหารจัดการที่มาจากชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกลงไปในกับดัก “ฟอกเขียว” ในรูปแบบใหม่ ๆ (TEATA)

ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ตลอดมา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตจากความหลากหลายทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ตั้งแต่งานเฉลิมพระเกียรติ การอนุรักษ์อุทยาน ไปจนถึงการสืบสานประเพณีลอยกระทงและสงกรานต์ ภารกิจท้าทายในวันนี้ คือการก้าวข้าม “การตลาดแบบฟอกเขียว” ไปสู่โครงสร้างที่อิงกับชุมชนอย่างแท้จริง เพราะทั้งตลาดต่างชาติและกลไกการแข่งขันใหม่ ๆ กำลังให้ความสำคัญกับใบรับรองที่ตรวจสอบได้มากขึ้น

แนวโน้มในอนาคต ทั้งมาตรฐานใหม่จากตลาดยุโรป การจับตาของผู้บริโภค และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (เช่น คลื่นความร้อนที่กระทบทั้งนักท่องเที่ยวและเกษตรกรไทย) จะผลักดันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ บริษัทที่ลงทุนในใบรับรองที่เป็นกลาง ทำงานร่วมกับชุมชน และแสดงผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใส จะได้เปรียบในสายตานักเดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติ (Bangkok Post)

ข้อแนะนำสำหรับนักเดินทางและผู้ประกอบการไทย

สำหรับนักท่องเที่ยว

  • ตั้งข้อสงสัยกับคำโฆษณา “รักษ์โลก” ที่คลุมเครือ และตรวจสอบใบรับรองจากองค์กรที่เชื่อถือได้
  • ลองเที่ยวใกล้บ้าน และใช้เวลาในแต่ละที่ให้นานขึ้น เพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
  • เลือกประสบการณ์ท่องเที่ยวที่บริหารโดยชุมชนและมีการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
  • กินอาหารท้องถิ่นตามฤดูกาล ลดขยะอาหาร และใช้บริการขนส่งสาธารณะหรือรถยนต์ไฟฟ้า
  • ช่วยกันส่งเสียงถึงผู้ประกอบการและภาครัฐ หากมีข้อเสนอแนะหรือพบปัญหาสิ่งแวดล้อม

สำหรับผู้ประกอบการและผู้กำหนดนโยบาย

  • ลงทุนกับใบรับรองที่ตรวจสอบโดยองค์กรที่เป็นกลาง และเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนต่อสาธารณะ
  • สนับสนุนห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่น ส่งเสริมการจ้างงานที่เป็นธรรม และร่วมออกแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชน
  • ทำงานร่วมกับภาครัฐให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติและมาตรฐานสากล
  • จัดอบรมบุคลากรให้เข้าใจคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเน้นผลลัพธ์ที่วัดผลได้ ไม่ใช่แค่นโยบายบนกระดาษ

หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ภาคการท่องเที่ยวของไทยจะสามารถก้าวไปไกลกว่าแค่ภาพลักษณ์สีเขียว และกลายเป็นผู้นำด้านการเดินทางที่ช่วยลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและส่งเสริมชุมชนได้อย่างแท้จริง พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติในโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับใครที่กำลังวางแผนเที่ยวครั้งต่อไป ข้อสรุปจากนักวิจัยนั้นชัดเจนว่า “เพียงแค่เราตั้งใจเลือกให้รอบคอบขึ้นอีกนิด การเดินทางทุกครั้งก็สามารถเป็นพลังบวกให้โลกและชุมชนของเราได้แล้ว”

แหล่งอ้างอิง: