เกาะช้าง จังหวัดตราด กำลังถูกจับตามองในฐานะดาวรุ่งดวงใหม่แห่งการท่องเที่ยวไทย ที่ดึงดูดทั้งนักเดินทางชาวต่างชาติและนักวิจัยให้หันมาสนใจมากขึ้น ล่าสุด สื่อท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง Travel + Leisure’s guide ได้ตีแผ่ภาพของเกาะช้างที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากเกาะสวรรค์อันเงียบสงบไปสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งใหม่ นักท่องเที่ยวจำนวนมากเริ่มมองเกาะช้างเป็นทางเลือกที่น่าสนใจแทนเกาะท่องเที่ยวกระแสหลักที่พลุกพล่านอย่างภูเก็ตหรือสมุย ด้วยจุดเด่นด้านธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และเสน่ห์ของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ยังคงอยู่ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ทำให้นักวิชาการเริ่มหันมาศึกษาในประเด็นความยั่งยืน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชุมชนอย่างจริงจัง

เกาะช้างตั้งอยู่กลางอ่าวไทยไม่ไกลจากชายฝั่งจังหวัดตราด และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของประเทศ ในอดีตเกาะแห่งนี้อาจยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างนัก แต่ข้อมูลงานวิจัยและรายงานจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวต่างชี้ตรงกันว่า จำนวนนักท่องเที่ยวได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา โดยในปี ๒๕๖๗ นี้ ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกาะช้างพุ่งสูงขึ้นกว่า ๒๐% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดของโควิด-๑๙ จากสถิติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระแสดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปหลังยุคโควิด แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนให้ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบที่จะตามมา ทั้งในมิติวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน

จุดแข็งของเกาะช้างคือความสมบูรณ์ของป่าดิบชื้น หาดทรายขาวละเอียด และบรรยากาศที่เงียบสงบผ่อนคลาย โดย Travel + Leisure ยกให้เกาะช้างเป็น “ทางเลือกใหม่ที่เน้นธรรมชาติและไม่ถูกฉาบด้วยความเป็นพาณิชย์จนเกินงาม” กิจกรรมยอดฮิตบนเกาะมีครบครันตั้งแต่ดำน้ำชมปะการัง เยี่ยมชมวิถีชีวิตในหมู่บ้านชาวประมง ไปจนถึงการเดินป่าพิชิตน้ำตก แม้ภาพการเติบโตนี้จะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้และอาชีพให้คนในพื้นที่ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง หากการพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็วจนซ้ำรอยเกาะท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่เคยเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างให้ข้อมูลว่า นอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว การขยายตัวของการท่องเที่ยวยังสร้างแรงกดดันต่อระบบการจัดการขยะและทรัพยากรธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด “เรายอมรับว่ามีแรงกดดันอย่างหนักต่อระบบจัดการของเสียและระบบนิเวศทางทะเล” เจ้าหน้าที่อุทยานกล่าวในงานแถลงข่าว ขณะที่นักชีววิทยาทางทะเลจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้อ้างอิงงานวิจัยในวารสาร Marine Pollution Bulletin ซึ่งได้เตือนว่า หากไม่มีการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวปะการังและระบบนิเวศชายฝั่งรอบเกาะช้าง พร้อมเสนอให้ทุกภาคส่วนเร่งวางมาตรการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน

ในขณะเดียวกัน เสียงจากสภาการท่องเที่ยวเกาะช้าง ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ประกอบการรายย่อยและผู้นำชุมชน ก็มีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป แม้ผู้ประกอบการธุรกิจที่พักจะยินดีกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมหลังโควิด-๑๙ แต่กลุ่มชาวประมงดั้งเดิมกลับแสดงความกังวลว่าการท่องเที่ยวที่บูมขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อแหล่งทำมาหากินและวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ “เราต้องหาจุดสมดุลระหว่างการต้อนรับนักท่องเที่ยวกับการรักษาตัวตนของเกาะช้างเอาไว้ หัวใจสำคัญคือการวางแผนอย่างมีส่วนร่วมและกฎระเบียบที่ชัดเจน” ตัวแทนสภากล่าว

ด้านภาครัฐเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเทศบาลตำบลเกาะช้างได้เริ่มบังคับใช้มาตรการจำกัดการก่อสร้างอาคารริมชายหาด ส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างเข้มงวด มาตรการเหล่านี้ถือว่าสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG Economy Model ที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ

สำหรับนักเดินทางชาวไทย เกาะช้างจึงกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางในประเทศที่น่าสนใจ และเป็นโอกาสที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การเดินทางก็สะดวกสบาย ไม่ว่าจะโดยรถโดยสาร รถยนต์ส่วนตัว หรือข้ามฟากด้วยเรือเฟอร์รี่จากฝั่งจังหวัดตราด ทำให้สามารถจัดทริปสั้น ๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวที่การท่องเที่ยวในประเทศคึกคักเป็นพิเศษ อีกหนึ่งแม่เหล็กที่ขาดไม่ได้คือเรื่องอาหารการกิน ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลสด ๆ หรืออาหารพื้นถิ่นรสจัดจ้านสไตล์ภาคตะวันออก ตามที่ Travel + Leisure และกระทรวงวัฒนธรรมได้เคยกล่าวถึง

นอกเหนือจากทรัพยากรธรรมชาติ เกาะช้างยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในฐานะสมรภูมิยุทธนาวีในช่วงสงครามอินโดจีน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งปัจจุบันมีอนุสรณ์สถานและการจัดงานรำลึกเป็นประจำทุกปี กลายเป็นอีกหนึ่งจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยนักวิจัยจากสาขาการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่ากิจกรรมเหล่านี้สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้บนเกาะช้างได้เป็นอย่างดี

อีกด้านหนึ่ง องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในไทยและต่างประเทศกำลังจับตาสถานการณ์ความเปราะบางของเกาะช้างอย่างใกล้ชิด ทั้งในมิติของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทรัพยากรป่าไม้ และระบบนิเวศทางทะเล โครงการความร่วมมือระดับนานาชาติอย่าง UNESCO Man and Biosphere Programme ได้เลือกให้เกาะช้างเป็นหนึ่งในพื้นที่ศึกษานำร่องด้านการอนุรักษ์เชิงบูรณาการ เนื่องจากความหลากหลายทางชีวภาพที่โดดเด่น

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า อนาคตของเกาะช้างจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ซึ่งต้องอาศัยการวิจัยที่ต่อเนื่อง ความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐกับเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น ดังที่นักวิชาการด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ท่านหนึ่งสรุปว่า “เกาะช้างคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของทั้งโอกาสและความท้าทายในการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย หากบริหารจัดการได้อย่างถูกทิศทาง ที่นี่อาจกลายเป็นต้นแบบของความสมดุลระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์”

สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนจะไปเยือนเกาะช้าง มีข้อแนะนำเบื้องต้นเพื่อการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ดังนี้

  • เลือกเข้าพักในที่พักที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
  • เข้าร่วมกิจกรรมเชิงนิเวศที่จัดโดยผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบ
  • เคารพประเพณีท้องถิ่น กฎระเบียบของชุมชนและศาสนสถาน
  • อุดหนุนสินค้าและบริการจากร้านค้าของชุมชนเพื่อกระจายรายได้
  • ศึกษาและปฏิบัติตามข้อควรปฏิบัติในการดำน้ำและกิจกรรมทางทะเล เพื่อช่วยกันรักษาทรัพยากรให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

โดยสรุป การที่เกาะช้างก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ทั้งในสายตาชาวไทยและชาวต่างชาติ ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ต้องเดินหน้าไปพร้อมกับความตระหนักถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขอย่างรอบด้าน การสนับสนุนแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ความงดงามทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของเกาะช้างคงอยู่เป็นมรดกของชาติต่อไปในอนาคต

แหล่งข้อมูล: