โครงการวิจัยชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยเพนน์สเตต สหรัฐอเมริกา กำลังไขความลับที่ซ่อนอยู่ในฝันร้ายและความเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพจิตอย่างความวิตกกังวลและภาวะป่วยทางจิตใจหลังเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) ซึ่งอาจนำไปสู่การบุกเบิกแนวทางใหม่ในการทำนาย ป้องกัน และรับมือกับภาวะเหล่านี้ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย

ฝันร้ายคือประสบการณ์ชวนสะพรึงยามค่ำคืนที่แทบทุกคนรวมถึงสัตว์หลายชนิดเคยเผชิญ แต่คำถามที่ว่ามนุษย์เราฝันไปทำไม โดยเฉพาะฝันร้าย และความฝันทำหน้าที่อะไรกันแน่ ยังคงเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์ถกเถียงกันมานาน ล่าสุด ทีมนักประสาทวิทยาศาสตร์จากเพนน์สเตตได้รับทุนสนับสนุนกว่า ๑.๒ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเวลา ๓ ปี จากมูลนิธิ W.M. Keck เพื่อศึกษาปรากฏการณ์นี้อย่างเจาะลึก โดยมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจกลไกการเกิดฝันร้าย และหาคำตอบว่าฝันร้ายเป็นเพียงอาการที่ตามมา เป็นสาเหตุ หรือเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงอย่าง PTSD และโรควิตกกังวล (psu.edu)

การทำความเข้าใจกลไกของฝันร้ายมีความสำคัญมากกว่าแค่ความอยากรู้ทางวิชาการ เพราะในแวดวงสุขภาพจิตทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ฝันร้ายถือเป็นหนึ่งในอาการสำคัญของโรค PTSD ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มทหารผ่านศึก ผู้ที่เคยเผชิญความรุนแรง อุบัติเหตุ หรือผู้ที่มีบาดแผลทางใจจากวัยเด็ก อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยจากเพนน์สเตตชี้ว่ายังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าฝันร้ายเป็นเพียงผลพวงจากความทรงจำเลวร้าย หรือตัวมันเองสามารถซ้ำเติมและกระตุ้นให้ปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรังรุนแรงขึ้นได้ ซึ่งความแตกต่างเพียงเล็กน้อยนี้อาจพลิกแนวทางการทำงานของนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ในหลายประเทศไปอย่างสิ้นเชิง

ทีมวิจัยของเพนน์สเตตซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสมอง การถ่ายภาพสมอง ชีววิทยา และพฤติกรรมศาสตร์ ได้เลือกศึกษากรณีผลข้างเคียงจากยาเมฟลอควิน (mefloquine) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้ป้องกันโรคมาลาเรียในกลุ่มทหารอเมริกันที่ประจำการในพื้นที่เสี่ยง เช่น โซมาเลีย อัฟกานิสถาน และอิรัก แม้จะป้องกันโรคได้ดี แต่ยาชนิดนี้กลับมีผลข้างเคียงทางระบบประสาทที่เด่นชัด โดยเฉพาะการทำให้เกิดฝันร้ายที่สมจริงและทุกข์ทรมาน จนปัจจุบันแทบไม่มีการใช้งานแล้ว นักวิจัยจึงนำยาเมฟลอควินมาทดลองให้หนู เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของสมองขณะเกิดฝันร้าย โดยใช้เทคโนโลยีถ่ายภาพสมองและการวิเคราะห์พฤติกรรมสัตว์ขั้นสูง

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการศึกษาความฝันคือการเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่วัดผลได้ยาก สำหรับในสัตว์ทดลองอย่างหนู นักวิทยาศาสตร์จึงต้องใช้นวัตกรรมหลายอย่างเข้ามาช่วย ตั้งแต่การสังเกตพฤติกรรม สีหน้า และการขยาย-หดตัวของรูม่านตาแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการสแกนสมองด้วย fMRI และการวัดคลื่นแคลเซียมในสมอง ควบคู่กับการตรวจจับวงจรการนอนหลับในแต่ละช่วง (โดยเฉพาะช่วง REM ที่คนเรามักจะฝัน) เพื่อถอดรหัสว่าเซลล์ประสาทและวงจรสมองส่วนไหนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างฝันร้าย

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังติดตามการหลั่งสารสื่อประสาทและสารควบคุมระบบประสาท โดยมุ่งเน้นไปที่สมอง ๒ ส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลอารมณ์ ได้แก่ พรีฟรอนทัลคอร์เท็กซ์ และอะมิกดะลา เพื่อตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีระหว่างการฝันร้ายกับการฝันปกติ โดยหวังว่าจะค้นพบความเชื่อมโยงที่แท้จริงระหว่างฝันร้ายกับปัญหาสุขภาพจิต “คนส่วนใหญ่เชื่อว่าฝันร้ายเป็นผลที่ตามมาจาก PTSD แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าฝันร้ายเองอาจเป็นตัวกระตุ้นหรือทำให้อาการทางสุขภาพจิตแย่ลง” นักวิจัยอาวุโสของโครงการกล่าว

เป้าหมายสูงสุดของงานวิจัยชิ้นนี้คือการพัฒนา “แบบจำลองสำหรับพยากรณ์” ปัญหาสุขภาพจิต โดยอาศัยรูปแบบการเกิดฝันร้ายในสัตว์ทดลอง เพื่อสร้างเครื่องมือที่ช่วยคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรควิตกกังวล ซึมเศร้า หรือ PTSD ให้ได้รับการดูแลเร็วขึ้น พร้อมปูทางไปสู่ทางเลือกการรักษาใหม่ๆ ที่ไม่ใช้ยา เช่น การปรับพฤติกรรมการนอน เพื่อช่วยเหลือผู้คนได้มากขึ้นทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย งานวิจัยนี้ถือว่าสอดคล้องกับกระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพจิตที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-๑๙ ที่คนไทยจำนวนมากเผชิญกับปัญหาความเครียด วิตกกังวล และโรคทางอารมณ์เพิ่มสูงขึ้น (WHO Thailand) ในสังคมไทย ความเชื่อเรื่องความฝันและการทำนายฝันหยั่งรากลึกในวิถีชีวิตมาอย่างยาวนาน ทั้งในการแพทย์แผนไทยและคติความเชื่อทางศาสนา แม้การตีความฝันในเชิงจิตวิญญาณจะยังคงอยู่ แต่จิตเวชศาสตร์สมัยใหม่ก็ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาชั้นนำอย่างกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่างก็มีศูนย์วิจัยด้านสุขภาพจิตเพื่อศึกษาปัญหาฝันร้ายในกลุ่มเสี่ยง เช่น ทหาร ตำรวจ และผู้ที่ต้องเผชิญเหตุการณ์รุนแรง (Mahidol Mental Health Center)

ในภาพรวมระดับโลก ความเชื่อมโยงระหว่างฝันร้ายกับสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องใหม่ งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Sleep Medicine Reviews เมื่อปี ๒๕๖๓ ชี้ว่าผู้ที่ฝันร้ายบ่อยครั้งมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรควิตกกังวลและซึมเศร้า (ScienceDirect) ขณะที่ผลการศึกษาใน The Lancet Psychiatry พบว่าการรักษาความผิดปกติของการนอนหลับในผู้ที่เคยเผชิญเหตุการณ์รุนแรง สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการ PTSD ได้จริง ซึ่งช่วยสนับสนุนทิศทางการวิจัยของเพนน์สเตตได้เป็นอย่างดี (The Lancet Psychiatry)

แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การวัดผลความฝันในสัตว์ยังคงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะประสบการณ์ในสมองสัตว์อาจไม่เหมือนกับมนุษย์เสียทีเดียว อย่างไรก็ตาม รากฐานจากงานวิจัยชีวการแพทย์ขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดีเช่นนี้ มักเป็นประตูบานสำคัญที่นำไปสู่นวัตกรรมการรักษาใหม่ๆ อยู่เสมอ “สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ เรากำลังเข้าใกล้การไขปริศนาว่าความฝันมีไว้เพื่ออะไร” หัวหน้าทีมวิจัยอาวุโสกล่าวถึงความสำคัญของงานวิจัยนี้ ในการสืบค้นความหมายของความฝันที่มนุษย์สงสัยมานานนับพันปี

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าปฏิรูประบบสาธารณสุขและขยายบริการสุขภาพจิตเชิงป้องกัน การเรียนรู้จากประสบการณ์ระดับโลกอย่างงานวิจัยชิ้นนี้ย่อมมีประโยชน์อย่างยิ่ง หากในอนาคตนักวิทยาศาสตร์สามารถเปลี่ยนความรุนแรงของฝันร้ายให้เป็นดัชนีชี้วัดความเสี่ยงทางสุขภาพจิตได้จริง แพทย์และนักจิตวิทยาไทยก็อาจนำเครื่องมือคัดกรองที่รวดเร็วและราคาเข้าถึงได้มาปรับใช้ในโรงเรียน โรงพยาบาล หรือที่ทำงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนจิตแพทย์ แต่มีอัตราความเครียดจากเหตุการณ์รุนแรงสูง เช่น กลุ่มผู้ใช้แรงงานข้ามถิ่น ผู้ประสบภัยพิบัติ หรือกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง

ในเชิงประวัติศาสตร์ สังคมไทยคุ้นเคยกับการพึ่งพาพระสงฆ์หรือหมอพื้นบ้านเพื่อปลอบขวัญผู้ที่เผชิญฝันร้าย แม้บทบาทดังกล่าวยังคงมีความสำคัญ แต่ปัจจุบันคนไทยก็หันมาให้ความสำคัญกับการรณรงค์ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพจิต งานวิจัย และบริการให้คำปรึกษาที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น โดยในปี ๒๕๖๕ กระทรวงสาธารณสุขได้บรรจุปัญหาฝันร้ายไว้ในบัญชีอาการทางจิตใจที่ควรได้รับการดูแลในระดับประเทศ (Thai MoPH) ซึ่งสะท้อนการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ อันเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับงานวิจัยข้ามศาสตร์ของเพนน์สเตต

หากในอนาคตทีมวิจัยสามารถค้นพบ “ตัวชี้วัดทางชีวภาพ” ใหม่ๆ เช่น รูปแบบการทำงานของสมอง สารเคมี หรือพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงฝันร้าย องค์ความรู้เหล่านี้อาจนำมาปรับใช้กับระบบสุขภาพของไทยได้ เช่น การตรวจคัดกรองภาวะนอนหลับผิดปกติเชิงป้องกันในโรงพยาบาล หรือการสร้างแอปพลิเคชันให้คนไทยสามารถบันทึกและรายงานลักษณะของฝันร้ายเพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยให้ศูนย์สุขภาพชุมชน โรงเรียน หรือแม้แต่สถานปฏิบัติธรรม สามารถเข้าใจและให้ความช่วยเหลือผู้มีความเสี่ยงได้อย่างตรงจุด ลดแรงกดดันทางสังคม และทำให้เรื่องสุขภาพจิตกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนพูดคุยกันได้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ผู้ปกครอง ข้าราชการ หรือคุณครู แนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีคือการใส่ใจสังเกตการนอนหลับของตัวเองและคนรอบข้าง หากพบว่ามีฝันร้ายบ่อยครั้งหรือฝันร้ายนั้นรบกวนการใช้ชีวิต โดยเฉพาะหลังผ่านเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ อย่ามองว่าเป็นเพียงเรื่องโชคลาง แต่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือสายด่วนสุขภาพจิตเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง และเป็นกำลังใจให้ผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหานอนไม่หลับหรือฝันร้าย ให้กล้าขอความช่วยเหลือ ซึ่งถือเป็นการแสดงความห่วงใยที่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรมไทยที่งดงามและหลักการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกัน

ท้ายที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ย้ำเตือนเราว่า ความฝัน ไม่ว่าจะมืดมนเพียงใด ก็ไม่ใช่แค่ภาพเลือนลางในยามหลับ แต่เป็นหน้าต่างบานสำคัญที่เปิดไปสู่กลไกของสมองและเกราะป้องกันทางใจ การทำความเข้าใจฝันร้ายจึงอาจเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวงการสุขภาพจิตของไทยในอนาคต


แหล่งข้อมูล