งานวิจัยล่าสุดสร้างความฮือฮาไปทั่ววงการสุขภาพจิตและผังเมือง เมื่อค้นพบว่าคนที่อาศัยอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติหรือพื้นที่สีเขียว มีแนวโน้มปัญหาสุขภาพจิตต่ำกว่าคนที่อยู่ในย่านที่ขาดแคลนต้นไม้หรือสวนสาธารณะถึง 60% ผลการศึกษาจาก Earth.com ตอกย้ำให้เห็นถึงอิทธิพลของธรรมชาติที่มีต่อสุขภาวะทางใจ พร้อมจุดประกายให้เกิดการทบทวนแนวทางการออกแบบเมืองเพื่อสุขภาพของประชาชน
สำหรับคนเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ที่ชีวิตประจำวันวนเวียนอยู่ท่ามกลางตึกสูงและคอนกรีต ข่าวนี้จึงเปรียบเสมือนความหวังและเสียงเตือนไปพร้อมกัน ในเมืองที่พื้นที่สีเขียวสาธารณะยังคงมีอยู่อย่างจำกัดสวนทางกับปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มสูงขึ้นตามแรงกดดันของสังคมและวิถีชีวิตยุคใหม่ที่คนส่วนใหญ่ใช้เวลาในอาคารเป็นหลัก แนวคิดการปรับผังเมืองโดยให้ความสำคัญกับธรรมชาติจึงอาจเป็นทางออกที่สำคัญสำหรับประเทศไทย ทั้งในมิติสาธารณสุขและคุณภาพชีวิตคนเมือง
รายงานชิ้นนี้เป็นการรวบรวมผลการศึกษาจากทั่วโลก ซึ่งต่างชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการได้สัมผัสธรรมชาติกับสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ความเครียดที่ลดลง และยังช่วยชะลอความเสื่อมของสมองอีกด้วย (Wikipedia) โดยบทความจาก Earth.com ที่เผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า การได้อยู่ใกล้ป่าไม้ สวน หรือแหล่งน้ำ ไม่เพียงส่งผลดีต่อจิตใจโดยตรงจากการสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย แต่ยังช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกาย เพราะเป็นโอกาสให้ได้ใช้เวลาในที่โล่งและสูดอากาศบริสุทธิ์
ข้อมูลทางการแพทย์ยังสนับสนุนเรื่องนี้ โดยพบว่าแม้แต่การเดินเล่นในสวนสาธารณะเพียงสัปดาห์ละครั้ง ก็สามารถช่วยลดอาการวิตกกังวลและซึมเศร้า เพิ่มความสดชื่น และทำให้มีสมาธิมากขึ้น หนึ่งในแนวทางที่กำลังได้รับความสนใจคือ “อีโคเธอราปี” หรือธรรมชาติบำบัด ซึ่งใช้กิจกรรมท่ามกลางธรรมชาติมาส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและใจ (Wikipedia - ผลดีของพื้นที่สีเขียวต่อสุขภาพ) ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งในสวนลุมพินี หรือแค่ปลูกต้นไม้ริมระเบียงคอนโด การมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่สีเขียวในชีวิตประจำวันล้วนมีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางใจได้ทั้งสิ้น
บทความของ Earth.com ได้อ้างอิงผลวิจัยที่พบว่า ผู้คนที่อาศัยในย่านที่มีต้นไม้และสนามหญ้า มีอัตราการเกิดความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ต่ำกว่าย่านที่ขาดแคลนพื้นที่เหล่านี้อย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลจากฐานสุขภาพประชากรขนาดใหญ่ยังช่วยยืนยันผลลัพธ์นี้ โดยนักวิจัยสามารถควบคุมปัจจัยอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น รายได้ อายุ หรือสถานะการจ้างงาน ได้อย่างรัดกุม ตัวเลขความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตที่ลดลงถึง 60% ในย่านที่มีพื้นที่สีเขียว จึงยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับข้อสรุปของนักจิตวิทยา นักระบาดวิทยา และนักออกแบบผังเมือง
ข้อมูลจากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยระบุว่า ผลวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มในประเทศไทยเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพจิตจากภาครัฐให้ความเห็นว่า “เราเชื่อกันมานานแล้วว่าสภาพแวดล้อมส่งผลต่อสุขภาวะของผู้คน เมื่อมีผลวิจัยจากต่างประเทศมายืนยันบทบาทของพื้นที่สีเขียวในการลดความเครียด ก็ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของเรื่องนี้ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ”
ความผูกพันระหว่างคนไทยกับธรรมชาตินั้นหยั่งรากลึกอยู่ในคติความเชื่อแบบพุทธและวิถีพื้นบ้านที่เน้นการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างกลมกลืนมาตั้งแต่อดีต ในอดีตวัดเคยทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์รวมจิตใจและพื้นที่สีเขียวกลางชุมชนที่ให้ร่มเงา ความสงบ และเป็นที่พักพิงทางอารมณ์จากความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวัน แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา การขยายตัวของเมืองได้ลดทอนบทบาทนี้ลง แม้กรุงเทพมหานครจะพยายามสร้างและปรับปรุงสวนสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เช่น สวนป่าเบญจกิติ แต่หลายพื้นที่ของเมืองยังคงขาดแคลนสวนและพื้นที่เปิดโล่งอย่างยิ่ง (Earth.com - เมืองที่ประชากรเข้าถึงพื้นที่สีเขียว สุขภาพจิตดีกว่า) โดยผลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อต้นปีนี้ชี้ว่า ยังคงมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสวนสาธารณะระหว่างเขตใจกลางเมืองและเขตรอบนอกที่มีรายได้น้อย
ผลวิจัยเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญแค่ในเชิงวิชาการ แต่สำหรับผู้กำหนดนโยบายแล้ว ตัวเลขความเสี่ยงที่ลดลงถึง 60% นี้ ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องนำไปผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเสนอว่าผังเมืองยุคใหม่ควรกำหนดให้มีพื้นที่สำหรับสวนสาธารณะแห่งใหม่ เพิ่มต้นไม้ริมทาง และสร้างแรงจูงใจให้เกิดสวนบนดาดฟ้า รวมถึงพื้นที่สีเขียวในอาคารสำนักงาน ขณะที่องค์กรเอกชนก็สามารถมีส่วนร่วมได้โดยการจัดสรรพื้นที่พักผ่อนในสวน หรือส่งเสริมให้พนักงานได้ผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติเพื่อลดความเครียดจากการทำงาน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนได้ให้ข้อสังเกตว่า พื้นที่สีเขียวเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาสุขภาพจิตที่ซับซ้อนได้ทั้งหมด เพราะยังต้องอาศัยการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำ ที่อยู่อาศัย และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ควบคู่กันไป แต่นักจิตวิทยาส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การสร้างโอกาสให้ผู้คนได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ถือเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันที่ทำได้ง่ายและใช้ต้นทุนน้อยที่สุด “พื้นที่สีเขียวอาจไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นรากฐานที่สำคัญของสุขภาวะในสังคม หากนำไปใช้ร่วมกับการให้ความรู้และบริการดูแลสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพ” ความเห็นจากนักจิตวิทยาชั้นนำของไทยระบุ
ในแง่ของการศึกษา โรงเรียนในเขตเมืองควรออกแบบหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้เวลากับธรรมชาติมากขึ้น จากงานวิจัยที่พบว่าเด็กๆ จะมีอารมณ์ดีและมีสมาธิมากขึ้นเมื่อได้เล่นหรือเรียนรู้กลางแจ้ง ขณะที่ครอบครัวในเมืองซึ่งมักใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอ ก็สามารถใช้เวลาว่างในวันหยุดไปกับการเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้านได้ เช่นเดียวกับกิจกรรมออกกำลังกายยามเช้าในสวนอย่างแอโรบิกที่สวนหลวง ร.๙ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่น่าจะขยายผลให้กว้างขวางขึ้น
ในอนาคต เชื่อว่าประโยชน์ของพื้นที่สีเขียวต่อสุขภาพจิตจะถูกนำไปปรับใช้ในนโยบายการพัฒนาเมืองของไทยมากขึ้น โดยหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคอย่างเชียงใหม่และขอนแก่นก็ได้เริ่มทดลองผังเมืองอัจฉริยะที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติเพื่อสร้างเมืองน่าอยู่แล้ว
แล้วในฐานะประชาชน เราจะนำข้อมูลนี้มาปรับใช้ได้อย่างไร? คำตอบคือการจัดสรรเวลาเพื่ออยู่กับต้นไม้หรือสวน ไม่ใช่เพียงเพื่อความเพลิดเพลิน แต่เป็นกลยุทธ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพใจและภูมิต้านทานต่อความเครียดในชีวิต หากมีโอกาส อาจลองเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติในชุมชน หรือเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการปลูกต้นไม้ จัดสวนแนวตั้งในบ้าน หรือแม้แต่การวางกระถางต้นไม้เล็กๆ ไว้ริมหน้าต่างคอนโด ทุกทางเลือกล้วนมีส่วนช่วยให้สุขภาวะทางใจของเราดีขึ้นได้อย่างมีความหมาย
งานวิจัยที่ชี้ว่าการอยู่ใกล้พื้นที่สีเขียวช่วยลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตได้ถึง 60% จึงเป็นข้อมูลทรงพลังที่ควรถูกนำไปปรับใช้อย่างจริงจังในสังคมไทย ทั้งในระดับนโยบายและในชีวิตประจำวัน เพื่อร่วมกันรักษาและพัฒนาพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนโอเอซิสที่ช่วยเยียวยาจิตใจของคนเมืองในยุคปัจจุบัน
แหล่งข้อมูล:
A few pot plants in some (ugly) corners at home can help, too. If the plants are looked after as part of daily routine.