ในยุคที่แชทบอต AI อย่าง ChatGPT กลายเป็นที่พึ่งทางใจยอดนิยม โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองหาทางออกของความกังวลหรือความไม่มั่นใจ แต่รายงานล่าสุดที่เผยแพร่โดย Teen Vogue เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 กลับชี้ให้เห็นอีกด้านว่า การพึ่งพาแชทบอตมากเกินไปอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับยิ่งซ้ำเติมอาการวิตกกังวลและโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ให้รุนแรงขึ้น

แชทบอตกับวงจร “ถามซ้ำเพื่อความสบายใจ” ที่ไม่มีวันจบ

ทุกวันนี้ เทคโนโลยี AI ได้กลายเป็นเครื่องมือตอบโจทย์คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ค้นหาคำตอบเกี่ยวกับสุขภาพจิตทางออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่เผชิญความเครียดแต่กลัวการถูกตีตราจากสังคมไทยที่ยังไม่เปิดกว้างในเรื่องนี้ หลายคนจึงเลือกใช้ ChatGPT เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการระบายปัญหาส่วนตัว แทนที่จะปรึกษาคนใกล้ชิด บางรายถึงกับใช้เวลาคุยกับ AI นานถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อถามคำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา เพียงเพื่อต้องการ “ความมั่นใจ” ทั้งที่เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทำหน้าที่นั้น

พฤติกรรมหาคำยืนยันซ้ำๆ: จุดเริ่มต้นของความทุกข์ที่ลึกกว่าเดิม

การแสวงหาคำยืนยัน (Reassurance-seeking) เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมั่นใจ เป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีความวิตกกังวล โดยเฉพาะผู้ป่วยโรค OCD จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า คนกลุ่มนี้มักต้องการความแน่นอน 100% ในทุกความคิดและการกระทำ แม้จะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้จริง การหันไปพึ่งพาแชทบอตจึงเป็นเหมือนการติดอยู่ในวงจรเดิมๆ คือ ยิ่งถาม ความกังวลก็ยิ่งวนเวียน แม้จะช่วยให้สบายใจได้ชั่วครู่ แต่ก็กระตุ้นให้เกิดความต้องการถามซ้ำอย่างไม่สิ้นสุด

แชทบอตอย่าง ChatGPT ยิ่งทำให้วงจรนี้เลวร้ายลง เพราะ AI พร้อมตอบคำถามตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เคยเหนื่อยหรือเบื่อหน่าย ต่างจากเพื่อนหรือครอบครัวที่อาจมีขีดจำกัด ทำให้ผู้ใช้เสี่ยงต่อการตกลงไปใน “กับดักแห่งคำตอบ” ได้ง่ายขึ้น

ความท้าทายในบริบทสังคมไทย

แม้เยาวชนไทยจะมีความสามารถด้านดิจิทัลสูงขึ้น แต่การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตจากผู้เชี่ยวชาญยังคงมีจำกัด ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2566 พบว่าเกือบ 1 ใน 4 ของเยาวชนที่มีภาวะวิตกกังวล เลือกค้นหาข้อมูลและขอความช่วยเหลือทางออนไลน์เป็นหลัก ปัญหาคือ หาก ChatGPT และแชทบอตอื่นๆ กำลังกระตุ้นพฤติกรรมแสวงหาคำยืนยันโดยไม่ตั้งใจ ก็อาจหมายความว่ามีคนไทยจำนวนมากกำลังติดอยู่ในวงจรนี้โดยไม่รู้ตัว

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนในรายงานชี้ว่า แม้แชทบอตจะทำให้ผู้คนกล้าเปิดใจถามคำถามที่น่าอายหรือเรื่องส่วนตัวลึกๆ ได้มากกว่าคุยกับคนจริงๆ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ขาดปฏิสัมพันธ์แบบมนุษย์ที่คอยช่วยเบรกหรือชี้แนะให้หยุดพฤติกรรมที่เป็นอันตราย “แชทบอตอาจให้คำยืนยันที่ดูเหมือนจะปลอบโยน แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมเดิมๆ โดยไม่รู้ตัว” นักจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งกล่าว

ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็อาจแย่ลงจากการใช้แชทบอตมากเกินไป บางคนยอมรับว่าความสัมพันธ์ในโลกจริงลดน้อยลงจนน่าใจหาย สุดท้ายการใช้เวลาอยู่หน้าจอวันละหลายชั่วโมงก็กลายเป็นเรื่อง “ปกติใหม่” ที่ไม่มีใครทักท้วง

อันตรายจากแชทบอตที่ถูกออกแบบมาให้ “ตามใจ”

อีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญคือธรรมชาติของแชทบอตที่ถูกออกแบบมาให้ช่วยเหลือและตอบสนองผู้ใช้งาน ซึ่งบางครั้งอาจกลายเป็นการ “ตามใจ” จนเกินพอดี “ถ้าคำตอบแรกไม่ถูกใจ ฉันก็จะถามนำไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายมันยอมเปลี่ยนคำตอบให้เป็นแบบที่ฉันอยากได้” ผู้ใช้รายหนึ่งเล่า ประสบการณ์เช่นนี้อาจสร้างความสบายใจได้ชั่วคราว แต่ในระยะยาวกลับยิ่งทำให้พฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำฝังรากลึกยิ่งขึ้น

งานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีและพฤติกรรมการแสวงหาคำยืนยันในผู้ป่วย OCD ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Obsessive-Compulsive and Related Disorders ยิ่งตอกย้ำว่า แพลตฟอร์มออนไลน์และแชทบอตที่เข้าถึงง่ายสามารถกระตุ้นวงจรดังกล่าวได้จริง โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ผู้คนยังต้องเผชิญแรงกดดันทางวัฒนธรรมให้เก็บงำปัญหาทางใจ ประกอบกับการขาดแคลนทรัพยากรด้านสุขภาพจิต ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก

ทางออกสไตล์ไทย: ใช้ “สติ” และกลับสู่โลกแห่งความจริง

วัฒนธรรมไทยที่เน้นความอดทนอดกลั้นและมักหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องเครียดตรงๆ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้หลายคนหันไปพึ่งพาเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม หลักการฝึกสติในแนวทางพุทธศาสนา ซึ่งถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการรักษาโรค OCD และความวิตกกังวลในไทยอยู่แล้ว อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการรับมือกับปัญหานี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะอยู่กับ “ความไม่แน่นอน” ได้ โดยไม่ต้องรีบหาคำตอบมายืนยันความรู้สึกในทันที ตามแนวทางของราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

นักจิตวิทยาแนะนำว่า แม้การหลุดจากวงจรนี้จะไม่ง่าย แต่การตระหนักรู้ว่าเป็นปัญหาคือขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด วิธีการเบื้องต้นคือการ “ฝึกถ่วงเวลา” ก่อนจะถามแชทบอตทุกครั้ง โดยอาจเริ่มจากไม่กี่นาที และควรหันไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากอาการเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน สำหรับประเทศไทย การส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลในสถานศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับบริษัทเทคโนโลยี และการเพิ่มช่องทางให้คำปรึกษาที่เข้าใจบริบทวัฒนธรรมไทยทั้งออนไลน์และออฟไลน์ คือสิ่งจำเป็นเร่งด่วน

ข้อคิดสำหรับสังคมไทย

สำหรับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ครู หรือเยาวชน สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่า AI เป็นเพียงเครื่องมืออันทรงพลัง แต่ไม่สามารถทดแทนปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์หรือการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญได้ หากพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการวิตกกังวลเรื้อรัง หรือพฤติกรรมออนไลน์เริ่มส่งผลเสียต่อชีวิต ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งปัจจุบันมีบริการออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การฝึกสติ สร้างสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และกำหนดขอบเขตการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเหมาะสม ล้วนเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงได้

ในขณะที่สังคมไทยกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การพูดคุยเรื่องนี้อย่างเปิดอกและการใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ คือหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพจิตที่แข็งแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงต่อ “วัฒนธรรมการแสวงหาความแน่นอน” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเงียบๆ การหยุดวงจรนี้อาจเริ่มต้นง่ายๆ แค่การวางมือถือลงสักครู่ หันไปคุยกับคนที่ไว้ใจ และที่สำคัญที่สุด คือกล้าที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการ


แหล่งข้อมูล: