เคสล่าสุดของหญิงวัย 57 ปีที่เกือบเสียชีวิตจากภาวะตับวายเฉียบพลัน หลังจากรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “ขมิ้นชัน” ชนิดแคปซูลในปริมาณสูง ได้กลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ตอกย้ำถึงอันตรายแฝงของสมุนไพรเสริมอาหาร โดยเฉพาะสำหรับคนไทยที่นิยมใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพกันอย่างแพร่หลาย ข่าวดังกล่าวซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ ระบุว่าหญิงรายนี้ซึ่งเดิมมีสุขภาพแข็งแรง เริ่มมีอาการแน่นท้องและปวดท้องเล็กน้อย ก่อนจะลุกลามเป็นคลื่นไส้ ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลียรุนแรง และมีภาวะตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณของตับอักเสบรุนแรง จากการวินิจฉัยของแพทย์พบว่า สาเหตุเกิดจากผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันสกัดเข้มข้นที่เธอตัดสินใจรับประทานเองเพื่อบรรเทาอาการปวดข้อ เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายให้สังคมตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐานการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารครั้งใหญ่
เรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับคนไทยที่นิยมอาหารเสริม เพราะ “ขมิ้นชัน” เป็นสมุนไพรที่คุ้นเคยกันดีทั้งในเมนูอาหารและตำรับยาแผนโบราณ แต่หลายคนอาจเข้าใจผิดไปว่าการบริโภคขมิ้นชันในรูปแบบแคปซูลหรือสารสกัดเข้มข้นจะปลอดภัยเหมือนกับการนำมาปรุงอาหาร ในความเป็นจริง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขมิ้นชันยุคใหม่มักมีความเข้มข้นของ “เคอร์คูมิน” ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์สูงกว่าการบริโภคในรูปแบบปกติหลายเท่าตัว ยิ่งไปกว่านั้น บางสูตรยังผสมสาร “ไพเพอรีน” ที่สกัดจากพริกไทยดำเพื่อเพิ่มการดูดซึม ซึ่งยิ่งทำให้ระดับเคอร์คูมินในเลือดสูงขึ้นจนอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างไม่คาดคิด
รายงานจากสื่อสหรัฐฯ หลายสำนัก รวมถึง NJ Advance Media ระบุว่า ผู้ป่วยรายนี้ได้ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขมิ้นชันที่โฆษณาบนฉลากว่าเป็น “สูตรเพิ่มการดูดซึมด้วยพริกไทยดำ” ซึ่งระบุให้รับประทานถึงวันละ ๒,๒๕๐ มิลลิกรัม นับว่าสูงเกินกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้เพียง ๐–๓ มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน ทั้งนี้ ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ และแม้ว่าผลิตภัณฑ์บางยี่ห้ออย่าง Kirkland (Costco) จะเริ่มมีคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อตับบนฉลากแล้ว แต่ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ในท้องตลาดยังคงไม่มีคำเตือนดังกล่าว (อ่านรายงาน NBC News, ดู NY Post)
เรื่องราวของเธอสะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ที่สำคัญในระบบการคัดกรองและเฝ้าระวังความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยผลการตรวจเลือดและสแกนร่างกายในช่วงแรกไม่พบความผิดปกติใดๆ จนกระทั่งอาการทรุดหนักและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน ทีมแพทย์จากศูนย์การแพทย์ NYU Langone รายงานว่าค่าเอนไซม์ตับของเธอพุ่งสูงกว่าค่าปกติถึง ๖๐–๗๐ เท่า ประกอบกับมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะตับวาย แต่โชคดีที่เธอหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ได้ทันท่วงทีและได้รับการดูแลจากทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด จนรอดพ้นวิกฤตมาได้โดยไม่ต้องเข้ารับการปลูกถ่ายตับ
ข้อมูลทางการแพทย์ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ยืนยันว่า “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขมิ้นชัน” มีความเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะตับอักเสบรุนแรงได้จริง โดยในปี ๒๕๖๗ วารสาร ‘Clinical Liver Disease’ ได้รวบรวมกรณีศึกษาผู้ป่วยตับอักเสบจากการใช้ขมิ้นชัน พร้อมทั้งเตือนถึงความเสี่ยงที่มาจากการขาดมาตรฐานควบคุมผลิตภัณฑ์สมุนไพร นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าการเติมสารไพเพอรีน (จากพริกไทยดำ) แม้จะช่วยเพิ่มการดูดซึมสารเคอร์คูมินได้จริง แต่ในทางกลับกันก็อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดพิษต่อตับในผู้บริโภคบางรายโดยไม่รู้ตัว (อ้างอิง PubMed, 2024)
ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ผู้ทำการรักษาผู้ป่วยรายดังกล่าว ระบุว่า “ในแต่ละปี ผมเจอผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการปลูกถ่ายตับจากพิษของขมิ้นชันประมาณ ๓–๔ ราย” แนวโน้มนี้ยิ่งน่ากังวลเมื่อพิจารณาจากกระแสความนิยมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อ้างสรรพคุณ ‘ล้างพิษตับ’ และ ‘ลดการอักเสบ’ (ดูบทวิเคราะห์บน PubMed, 2025) โดยคาดว่าตัวเลขผู้ป่วยจริงอาจสูงกว่าที่รายงานไว้มาก เนื่องจากผู้ป่วยตับอักเสบอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยหรือแจ้งข้อมูลเข้าสู่ระบบ
สำหรับบริบทของไทย เรื่องนี้น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ เพราะขมิ้นชันถือเป็นสมุนไพรคู่ครัวและเป็นส่วนหนึ่งของตำรับยาพื้นบ้านมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่แกงเหลือง ผัดขมิ้น ไปจนถึงยาทาแก้ท้องอืดหรือบำรุงระบบย่อยอาหาร อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นำเข้าหรือสั่งซื้อทางออนไลน์มักมีความเข้มข้นสูงกว่าการใช้ในอาหารหลายสิบเท่า ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย ชี้ว่ารายงานอาการไม่พึงประสงค์จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยเฉพาะภาวะตับอักเสบ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา (รายงานประจำปี อย. ๒๕๖๖)
ผลสำรวจร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลชั้นนำของไทยเมื่อปี ๒๕๖๖ พบว่า ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเกือบ ๔๘% ตัดสินใจเลือกซื้อด้วยตนเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร แต่อาศัยข้อมูลจากคำโฆษณาหรือรีวิวบนโลกออนไลน์เป็นหลัก และแทบไม่มีใครตระหนักถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากขมิ้นชันหรือสมุนไพรอื่นๆ เมื่อบริโภคในรูปแบบแคปซูลสกัดเข้มข้น (กรุงเทพธุรกิจ, ๒๕๖๖)
ทีมแพทย์ย้ำว่าขมิ้นชันและสมุนไพรสกัดเข้มข้นทุกชนิดอาจไปตีกับยาชนิดอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยใช้อยู่ เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือด หรืออาจกระตุ้นอาการของโรคถุงน้ำดี และในผู้บริโภคบางรายก็สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันได้ แม้ว่าการบริโภคขมิ้นชันในรูปแบบอาหารจะปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ปริมาณที่ได้รับจากแคปซูลหรือสูตรที่ผสมสารไพเพอรีนอาจสูงเกินระดับที่ปลอดภัยไปหลายสิบเท่า (อ่านข้อมูล “ผลข้างเคียงของขมิ้นชัน” จากวิกิพีเดีย, รายงาน Times of India)
ข้อมูลในประเทศไทยชี้ว่า กลุ่มเสี่ยงหลักคือผู้สูงอายุ ผู้หญิง และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับหรือระบบเผาผลาญ ปัจจุบันคาดว่าคนไทยประมาณ ๓๒% มีภาวะไขมันพอกตับโดยไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) ซึ่งทำให้ตับมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการอักเสบได้ง่ายขึ้นเมื่อได้รับสารบางอย่างในปริมาณสูง ปัญหาที่สำคัญคือ กฎหมายและการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่ยังตามไม่ทันเทคโนโลยีการผลิต ทำให้ผลิตภัณฑ์จำนวนมากไม่มีฉลากคำเตือนที่ชัดเจน และไม่ได้ผ่านการตรวจสอบการปนเปื้อนหรือปริมาณสารออกฤทธิ์ที่แท้จริง (มูลนิธิตับแห่งประเทศไทย, ๒๕๖๖)
การบริโภคสมุนไพรในรูปแบบสกัดเข้มข้นกลายเป็นความท้าทายใหม่ของสังคมไทย ท่ามกลางกระแสความนิยมผลิตภัณฑ์ ‘เพื่อสุขภาพ’ และอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับจึงเตือนอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่ต้องการใช้สมุนไพรเสริมอาหารควรตรวจค่าการทำงานของตับก่อนเริ่มต้น และต้องคอยสังเกตอาการผิดปกติของตนเอง เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง คลื่นไส้ อ่อนเพลียผิดปกติ หรือปัสสาวะสีเข้ม หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
แม้จะมีข่าวความเสี่ยง แต่ภาพรวมตลาดอาหารเสริมขมิ้นชันทั่วโลกกลับยังคงเติบโต โดยชูจุดขายด้านการต้านอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ หรือแม้กระทั่ง “บำรุงตับ” แต่ผลการวิจัยส่วนใหญ่กลับพบว่าคุณสมบัติเหล่านี้ให้ผลเพียงเล็กน้อยในมนุษย์ และร่างกายสามารถดูดซึมสารเคอร์คูมินจากธรรมชาติได้ในปริมาณที่ต่ำมาก ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการบริโภคผลิตภัณฑ์สกัดเข้มข้นที่อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์ (อ้างอิง Wikipedia: Curcumin)
จากกรณีล่าสุดนี้ ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดมากขึ้น ทั้งการออกข้อบังคับให้ติดฉลากคำเตือนเรื่องตับ การตรวจสอบความปลอดภัยก่อนวางจำหน่าย และการพัฒนาระบบรับแจ้งเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากอาหารเสริมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ประเทศไทยเองควรเร่งพิจารณาปรับปรุงมาตรฐานให้ทัดเทียมกับประเทศออสเตรเลียหรือกลุ่มสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรต้องผ่านการพิสูจน์ความปลอดภัยก่อนได้รับอนุญาตให้วางจำหน่าย
ทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคชาวไทยที่กำลังพิจารณาจะเริ่มรับประทานขมิ้นชันหรือสมุนไพรเสริมอาหารใดๆ ก็ตาม คือการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนตัดสินใจ และหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์สกัดเข้มข้นจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ พึงระลึกไว้เสมอว่า แม้สมุนไพรจะปลอดภัยเมื่ออยู่ในจานอาหาร แต่เมื่อแปรสภาพมาอยู่ในแคปซูลสกัดเข้มข้น หรือผสมสารเร่งการดูดซึม ก็อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงได้อย่างไม่คาดฝัน
เหตุการณ์เฉียดตายจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขมิ้นชันในต่างประเทศครั้งนี้ คือบทเรียนครั้งสำคัญที่ย้ำเตือนว่า แม้วิถีสมุนไพรพื้นบ้านจะมีคุณค่า แต่การบริโภคผลิตภัณฑ์แปรรูปในยุคใหม่จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด คนไทยควรเลือกซื้อเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก อย., รับประทานตามขนาดที่แนะนำอย่างเคร่งครัด และหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายเสมอเมื่อเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
หากผู้บริโภคมีอาการน่าสงสัย เช่น คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ขออย่าได้นิ่งนอนใจ และควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะฉุกเฉินที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เพราะในขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขกำลังทำงานเพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค การป้องกันตนเองคือด่านแรกที่ดีที่สุด
แหล่งข้อมูล: SILive/NJ.com, NBC News, Turmeric-Induced Liver Injury, PubMed, 2024, ผลข้างเคียงของเคอร์คูมิน, วิกิพีเดีย, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, Times of India