ผลการทบทวนงานวิจัยครั้งใหญ่จากสหราชอาณาจักรล่าสุด ได้ค้นพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ๔ ชนิด ได้แก่ สมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John’s wort) โพรไบโอติก วิตามินดี และหญ้าฝรั่น (saffron) ว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนที่สุดว่าอาจช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้ ผลการศึกษาดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Health.com (health.com) โดยทีมวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกจำนวนมากที่ศึกษาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกว่า ๖๔ ชนิด ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในยุคที่ผู้คนทั้งในไทยและทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพจิตและการดูแลตนเองมากขึ้น ท่ามกลางอคติทางสังคมต่อการรักษาทางจิตเวชที่ยังคงมีอยู่

สำหรับในประเทศไทย สถานการณ์ของโรคซึมเศร้ายังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยกรมสุขภาพจิตประเมินว่ามีคนไทยป่วยด้วยโรคนี้มากกว่า ๑.๕ ล้านคน และคาดว่ายังมีผู้ป่วยอีกจำนวนมากที่ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยหรือเข้าถึงการรักษา เนื่องจากอคติทางสังคมหรือข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต (who.int) ด้วยความคาดหวังที่จะหาทางเลือกที่เข้าถึงง่ายและประหยัดกว่า ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วโลกจึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยมูลค่าเกือบ ๑๕๒,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมักถูกทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียว่าเป็น “ตัวช่วยปรับอารมณ์” อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ยังคงขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือมายืนยันสรรพคุณ

จากการตรวจสอบข้อมูลการทดลองกว่า ๒๐๐ ชิ้น นักวิจัยพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่ เช่น กรดโฟลิก แมกนีเซียม อบเชย และวิตามินซี ยังขาดการศึกษาที่ครอบคลุม หรือไม่พบว่ามีประโยชน์แตกต่างจากการให้ยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ในจำนวนนี้มีถึง ๔๑ ชนิดที่มีงานวิจัยรองรับเพียงชิ้นเดียว ทำให้ยังไม่สามารถสรุปผลที่ชัดเจนต่ออาการซึมเศร้าได้

ในบรรดาผลิตภัณฑ์ทั้งหมด มีเพียง ๔ ชนิดที่แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่ายาหลอกอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ เซนต์จอห์นเวิร์ต (สกัดจากสมุนไพรดอกสีเหลือง Hypericum perforatum), โพรไบโอติก (จุลินทรีย์ที่มีชีวิตซึ่งช่วยปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร), วิตามินดี (สารอาหารจำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของสมอง) และหญ้าฝรั่น (เครื่องเทศจากเกสรดอกไม้สกุล Crocus) โดยมีหลักฐานจากการทดลองขนาดใหญ่ที่บ่งชี้ว่าเซนต์จอห์นเวิร์ตอาจมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับยาต้านเศร้าบางชนิด ขณะที่หญ้าฝรั่นก็เริ่มมีงานวิจัยสนับสนุนมากขึ้นแม้จะต้องศึกษาเพิ่มเติม ส่วนโพรไบโอติกและวิตามินดีพบว่าให้ประโยชน์ชัดเจนในกลุ่มผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหารดังกล่าว แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดสำหรับคนทั่วไป

ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐชั้นนำในนิวยอร์กให้ความเห็นว่า “สิ่งที่น่าสนใจคือ จากการศึกษาผลิตภัณฑ์กว่า ๖๔ ชนิด กลับมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือสำหรับเพียง ๔ ชนิดเท่านั้น นี่เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าเราไม่ควรเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่วางขายในท้องตลาดจะใช้ได้ผลจริง” (health.com)

ในขณะเดียวกัน บุคลากรด้านสุขภาพจิตในไทยต่างเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องใช้วิจารณญาณอย่างสูง โดยเฉพาะในบริบทของไทยที่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรหลายชนิดยังขาดการกำกับดูแลที่เข้มงวด และหาซื้อได้ง่ายทั้งจากร้านขายยา ตลาดสด และช่องทางออนไลน์ จิตแพทย์อาวุโสจากกรมสุขภาพจิตได้เตือนว่า “แม้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะถูกมองว่าเป็นของจากธรรมชาติ แต่ก็อาจทำปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นได้ เช่น ยาต้านเศร้า ยาละลายลิ่มเลือด หรือแม้แต่ยาคุมกำเนิด ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้” โดยเฉพาะเซนต์จอห์นเวิร์ตที่มีข้อมูลชัดเจนว่าสามารถลดประสิทธิภาพของยาหลายชนิดลงได้ (mayoclinic.org)

เมื่อมองในเชิงชีววิทยา งานวิจัยชี้ว่าเซนต์จอห์นเวิร์ตและหญ้าฝรั่นอาจเข้าไปช่วยปรับสมดุลของสารสื่อประสาทในสมองอย่างเซโรโทนินและโดปามีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมอารมณ์ ส่วนวิตามินดีนั้น พบว่ามีตัวรับอยู่ในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า เช่น สมองส่วนหน้า ฮิปโปแคมปัส และทาลามัส ขณะที่โพรไบโอติกอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพของลำไส้ และส่งผลต่อไปยัง “แกนสมอง-ลำไส้” (gut-brain axis) ซึ่งเป็นกลไกที่กำลังมีหลักฐานเชื่อมโยงกับสุขภาพจิตมากขึ้นเรื่อยๆ (ncbi.nlm.nih.gov)

อย่างไรก็ตาม งานทบทวนวรรณกรรมชิ้นนี้ไม่ได้ประเมินคุณภาพของแต่ละการศึกษาอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่อาจทำให้ผลลัพธ์เชิงบวกบางส่วนมาจากงานวิจัยที่คุณภาพยังไม่ดีพอ นี่ถือเป็นข้อจำกัดที่พบได้บ่อยในงานวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเป็นสัญญาณว่าจำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพสูงขึ้น ก่อนที่จะสามารถแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทดแทนหรือใช้ร่วมกับการรักษาทางการแพทย์มาตรฐานได้

สำหรับคนไทย ปัจจัยทางวัฒนธรรมอย่างความเชื่อมั่นในสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยยังคงมีอิทธิพลสูงในหลายชุมชน แม้ว่าเซนต์จอห์นเวิร์ตจะเป็นสมุนไพรนำเข้าและไม่ได้อยู่ในตำรับยาไทยดั้งเดิม แต่แพทย์แผนไทยบางรายอาจแนะนำตำรับยาสมุนไพรที่มีส่วนประกอบออกฤทธิ์คล้ายคลึงกัน ในขณะที่หญ้าฝรั่นและโพรไบโอติกเป็นที่นิยมและหาซื้อได้ง่ายอยู่แล้วในตลาดไทย ทั้งในซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา และช่องทางออนไลน์ ส่วนวิตามินดีก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองที่อาจไม่ค่อยได้รับแสงแดด

แพทย์ไทยส่วนใหญ่ยังคงเตือนว่าไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นทางเลือกเพื่อทดแทนการดูแลสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจเป็นส่วนเสริมที่ดีในแผนดูแลสุขภาพแบบองค์รวมได้ หากอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ แต่ไม่ควรเป็นเหตุผลให้ผู้ป่วยลังเลที่จะเข้ารับการบำบัด หรือหยุดยาต้านเศร้าที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง” นักจิตวิทยาคลินิกจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวย้ำ ท่ามกลางสถานการณ์ที่คนไทยจำนวนมากยังคงลังเลที่จะพบจิตแพทย์เนื่องจากกลัวการถูกตีตราทางสังคม

นักวิจัยระบุว่าโดยรวมแล้ว ผลข้างเคียงจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่พบในงานวิจัยมีน้อย แต่ประเด็นที่น่ากังวลคือการขาดการกำกับดูแลคุณภาพที่เข้มงวด โดยในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ได้กำกับดูแลสูตรหรือประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์แต่ละยี่ห้ออย่างละเอียด ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้เลือกซื้อยี่ห้อที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานภายนอกที่น่าเชื่อถือ เช่น USP หรือ NSF เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนหรือข้อมูลบนฉลากที่ไม่ถูกต้อง (health.com) สำหรับผลิตภัณฑ์ในไทย มักมีเครื่องหมาย “GMP” ซึ่งเป็นการรับรองมาตรฐานการผลิตของโรงงาน แต่ไม่ได้การันตีถึงประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์แต่อย่างใด

เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ แม้ในกลุ่มประเทศตะวันตกจะนิยมใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างแพร่หลาย แต่ก็มีมาตรการควบคุมที่แตกต่างกันไป เช่น ในสหรัฐอเมริกา องค์การอาหารและยา (FDA) ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์โดยตรง เว้นแต่จะได้รับรายงานปัญหาด้านความปลอดภัย ขณะที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนำเข้าจากออสเตรเลียหรือเยอรมนีที่ได้รับความนิยมในไทย ก็ยังคงเผชิญกับปัญหาคุณภาพที่ไม่สม่ำเสมอและขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หนักแน่นในประเด็นด้านสุขภาพจิตเช่นกัน (newatlas.com)

ในอนาคต นักวิจัยแนะนำว่าควรมีการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อทำการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่และมีคุณภาพกับผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางความรู้ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในปัจจุบัน ในขณะที่สุขภาพจิตกำลังกลายเป็นวาระสำคัญระดับชาติของไทย และสังคมเริ่มตระหนักถึงภาวะซึมเศร้ามากขึ้น การศึกษาทางวิทยาศาสตร์แบบสหสาขาวิชาที่เชื่อมโยงการแพทย์แผนปัจจุบันเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่การดูแลสุขภาพจิตในอนาคต

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อช่วยเรื่องอาการซึมเศร้า ควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนเริ่มใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำลังรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอยู่
  • เลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากยี่ห้อที่น่าเชื่อถือและผ่านการรับรองมาตรฐาน หลีกเลี่ยงสินค้าที่โฆษณาเกินจริงหรือมาจากแหล่งที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • พึงระลึกเสมอว่าแม้แต่ผลิตภัณฑ์จาก “ธรรมชาติ” ก็อาจมีผลข้างเคียงหรือทำปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นได้
  • ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการดูแลสุขภาพจิตแบบองค์รวม ซึ่งควรรวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การใช้เวลากับธรรมชาติ การมีส่วนร่วมในสังคมที่ให้กำลังใจ และการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น
  • ติดตามข้อมูลงานวิจัยใหม่ๆ รวมถึงประกาศจากหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ท้ายที่สุด นักจิตวิทยาจากสหรัฐฯ สรุปว่า “ความเข้าใจเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยังเปรียบเสมือนพรมแดนใหม่ของวงการวิทยาศาสตร์ที่เรายังต้องเรียนรู้อีกมาก แม้มันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตนเองที่ดีได้หากใช้อย่างเหมาะสม แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นข้อแนะนำที่ตายตัวได้” (health.com) สำหรับสังคมไทย เส้นทางที่ปลอดภัยและยั่งยืนที่สุดน่าจะอยู่ที่การผสมผสานความรู้สมัยใหม่ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการดูแลภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์อย่างสมดุล