ทุกวันนี้ อาหารเสริมกลายเป็นไอเทมยอดฮิตของคนไทย ไม่ว่าจะเพื่อบำรุงผิวพรรณ สร้างกล้ามเนื้อ หรือเสริมภูมิคุ้มกัน หลายคนเชื่อว่านี่คือทางลัดสู่สุขภาพดี แต่ล่าสุด หน่วยงานด้านสุขภาพในต่างประเทศและผลวิจัยทางการแพทย์ต่างออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างชัดเจนว่า การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อย่างไม่ระมัดระวัง ซึ่งหลายคนอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว กำลังค่อยๆ บ่อนทำลายอวัยวะสำคัญอย่างตับและไต ซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็อาจสายเกินไป (Times of India) ในขณะที่เทรนด์นี้กำลังแพร่หลายในกลุ่มคนเมือง สายสุขภาพ หรือแม้แต่ผู้สูงวัย การรู้เท่าทันความเสี่ยงที่แฝงมาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สังคมไทยต้องตื่นตัว

กระแสนิยมและความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับอาหารเสริม

ในยุคที่ชีวิตเร่งรีบ การกินอาหารเสริมกลายเป็นทางลัดสู่สุขภาพดีที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ผลิตภัณฑ์จำนวนมากชูจุดขายด้วยส่วนผสมจากสมุนไพร เช่น คอมฟรีย์ กาวา หรือสารสกัดชาเขียวเข้มข้น โดยโฆษณาว่าเป็น “ของจากธรรมชาติ” แต่ผลการทบทวนงานวิจัยทางการแพทย์ล่าสุดกลับชี้ว่า สมุนไพรเหล่านี้มีความเสี่ยงทำให้เกิดพิษต่อตับ โดยเฉพาะสารสกัดชาเขียวที่มีรายงานผลกระทบต่อตับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ในกลุ่มวัยรุ่นหรือคนที่ดูแข็งแรงก็ตาม (US National Institutes of Health)

ปัญหาเฉพาะในไทย: สินค้านำเข้าและโลกออนไลน์

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ประกาศเตือนถึงอาหารเสริมบางชนิด เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากข้าวยีสต์แดง ที่มักลักลอบนำเข้าหรือขายผ่านช่องทางออนไลน์โดยขาดการกำกับดูแลที่รัดกุม สินค้าเหล่านี้เสี่ยงเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับหรือไตเป็นทุนเดิม (The Nation) ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย. ย้ำเตือนว่า “ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันพอกตับ หรือเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงการใช้อาหารเสริมที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีคำแนะนำจากแพทย์อย่างเด็ดขาด” ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกที่เน้นย้ำเรื่องการให้ความรู้และควบคุมเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

อันตรายจากการกินซ้ำซ้อนและเกินขนาด

พฤติกรรมที่หลายคนมองข้ามคือการกินอาหารเสริมหลายตัวพร้อมกัน (“stacking”) ซึ่งอาจทำให้ได้รับสารอาหารบางชนิดซ้ำซ้อนในปริมาณที่สูงเกินไป เช่น วิตามินเอ ธาตุเหล็ก หรือซีลีเนียม หากร่างกายได้รับมากเกินคำแนะนำเพราะกินหลายผลิตภัณฑ์ควบคู่กัน หรือกินในโดสที่สูงเกินไป อาจก่อให้เกิดพิษทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรังได้ การได้รับวิตามินเอเกินขนาดอาจนำไปสู่ภาวะตับอักเสบและพังผืดในตับ ส่วนธาตุเหล็กที่สะสมมากเกินไปก็เสี่ยงทำให้เกิดภาวะเหล็กเกินซึ่งเป็นอันตรายต่อตับและไต (Chulalongkorn Pharmacy News)

โปรตีนเสริม: อีกเทรนด์ที่ต้องระวัง

กระแสการกินเวย์โปรตีนหรือเคซีนเพื่อสร้างกล้ามเนื้อในหมู่คนรักการออกกำลังกาย ก็มีอีกด้านที่หลายคนมองข้าม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ไตทำงานไม่เต็มร้อย เมื่อร่างกายได้รับโปรตีนเกินความจำเป็น ไตจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับของเสีย หากทำเช่นนี้นานๆ อาจเร่งให้ไตเสื่อมหรือไตวายเร็วขึ้น งานวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่าวัยรุ่นและสายฟิตเนสในไทยจำนวนไม่น้อยกินโปรตีนเกินขนาดตามคำแนะนำที่บอกต่อกันในโลกออนไลน์ โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร (Mahidol University resource)

อาหารเสริมดีท็อกซ์-ลดน้ำหนัก: ยิ่งใช้ ยิ่งเสี่ยง

อาหารเสริมกลุ่ม “ดีท็อกซ์” หรือที่อวดอ้างสรรพคุณลดน้ำหนัก มักมีส่วนผสมของยาขับปัสสาวะ สารกระตุ้น หรือยาระบาย เช่น ซีเนฟริน คาเฟอีนเข้มข้น หรือสารสกัดแดนดิไลออน ส่วนผสมเหล่านี้จะรบกวนการทำงานของไต ทำให้ร่างกายขาดน้ำและเสียสมดุลแร่ธาตุ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการ “ล้างพิษ” ด้วยวิธีนี้กลับเป็นการเพิ่มภาระให้ตับและไตต้องทำงานหนักขึ้น แทนที่จะช่วยขจัดของเสียอย่างที่เข้าใจ (NCBI Bookshelf; MDPI Open Access)

กลุ่มโรคเรื้อรัง: ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากอาหารเสริม

สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันพอกตับ ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่พบมากในคนไทย การใช้อาหารเสริมโดยพลการยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นทวีคูณ อาหารเสริมกลุ่มสร้างกล้ามเนื้ออย่างครีเอทีน หากใช้ในผู้ที่ไตทำงานบกพร่องอยู่แล้วจะยิ่งเร่งให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น ส่วนการกินวิตามินดีหรือแคลเซียมในปริมาณสูงโดยขาดการวินิจฉัยที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การเกิดนิ่วหรือโรคไตเรื้อรังได้ (Times of India) บุคลากรทางการแพทย์และเภสัชกรไทยจึงเน้นย้ำเสมอว่าควรตรวจเลือดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งก่อนเริ่มอาหารเสริม แต่ในทางปฏิบัติ คนส่วนใหญ่ยังขาดความตระหนักในเรื่องนี้

ความท้าทายของไทย: การควบคุมที่หละหลวมและข้อมูลที่บิดเบือน

ผลสำรวจนานาชาติปี ๒๐๒๕ ระบุว่าคนไทยเกือบครึ่งเคยใช้อาหารเสริม แต่มีเพียงส่วนน้อยที่รับรู้ถึงผลข้างเคียง อาการที่พบบ่อยที่สุดคือท้องเสีย แต่บางรายก็อาจรุนแรงกว่านั้น (NCBI Thailand study) ปัญหานี้ถูกซ้ำเติมจากการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่เข้มงวดพอ ประกอบกับข้อมูลที่บิดเบือนซึ่งแพร่หลายในตลาดออนไลน์และการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ไม่มีเภสัชกรคอยให้คำแนะนำ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและประชาชนทั่วไป (ResearchGate)

บทเรียนที่ต้องจำ

ย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๐๐๔ สำนักงานอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้สั่งแบนอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของเอฟีดรา หลังพบหลักฐานเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ สมอง และตับ แต่ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติคล้ายกันยังคงลักลอบจำหน่ายในบางพื้นที่ตามแนวชายแดนไทยหรือผ่านช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ การนำสมุนไพรไทยมาผสมหรือโฆษณาในอาหารเสริมยุคใหม่ก็มีให้เห็นอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีทั้งตำรับที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับและตำรับที่อ้างอิงจากเรื่องเล่าต่อๆ กันมา ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเกิดความสับสน

ทางออกและข้อเสนอแนะที่ต้องเร่งทำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของไทยได้เสนอแนวทางแก้ไขเร่งด่วน ๓ ประการ ดังนี้

  • เพิ่มความเข้มงวดในการสุ่มตรวจและเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายทางออนไลน์ (US FDA product database)
  • จัดทำแนวปฏิบัติในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย โดยร่วมมือกับสภาเภสัชกรรมและสถาบันการศึกษาทางการแพทย์
  • สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ แพทย์ควรซักประวัติการใช้อาหารเสริมของผู้ป่วยทุกครั้ง และให้ข้อมูลเตือนภัยเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการกินซ้ำซ้อน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น นักกีฬา และผู้สูงอายุ

วิธีป้องกันตัวเองสำหรับผู้บริโภคชาวไทย

เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนในครอบครัว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนเริ่มใช้อาหารเสริม หรือหากต้องการกินหลายชนิดพร้อมกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับ ไต หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ
  • อ่านฉลากให้ละเอียดเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับวิตามินหรือแร่ธาตุชนิดเดียวกันซ้ำซ้อนจากหลายผลิตภัณฑ์
  • หลีกเลี่ยงสมุนไพรกลุ่มดีท็อกซ์หรืออาหารเสริมลดน้ำหนักที่ไม่ได้รับการรับรองจาก อย. หรือไม่มีผลวิจัยที่น่าเชื่อถือรองรับ
  • สำหรับนักกีฬา ไม่ควรบริโภคโปรตีนเกินกว่าคำแนะนำ (๐.๘-๑.๒ กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน) เว้นแต่จะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียผิดปกติ หรือมีอาการบวม ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
  • ติดตามข่าวสารการเรียกคืนสินค้าหรือคำเตือนด้านสุขภาพจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บไซต์ อย. หรือสำนักข่าวที่ได้มาตรฐาน

สรุป

สุขภาพดีไม่มีทางลัด แม้อาหารเสริมอาจช่วยเติมเต็มสารอาหารที่ขาดไปได้หากใช้อย่างถูกวิธีและอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ แต่การใช้ตามกระแสโดยขาดความรู้หรือหวังผลทางลัด อาจย้อนกลับมาทำร้ายตับและไตของคุณอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัว การยึดหลัก “ความพอดี” ผนวกกับความรู้ที่ทันสมัย คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพของคุณ


แหล่งที่มา: Times of India, Chulalongkorn Pharmacy News, Mahidol University resource, NCBI Bookshelf, NCBI Thailand study, The Nation, ResearchGate, MDPI Open Access, US FDA product database