กรุงเทพฯ — วลี “ไม่ชอบวันจันทร์” อาจกลายเป็นมุกตลกติดปากที่ได้ยินกันจนชินหูในออฟฟิศ โรงเรียน หรือร้านกาแฟทั่วไทย แต่ผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่า ความรู้สึกนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องขำๆ อีกต่อไป เพราะความเครียดที่ถาโถมเข้ามาในวันจันทร์สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังและความเครียดสะสม งานวิจัยชิ้นสำคัญจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Affective Disorders ตอกย้ำเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้น โดยพบว่าคนที่รู้สึกกังวลในวันจันทร์จะมีฮอร์โมนความเครียดพุ่งสูง และผลกระทบอาจฝังลึกนานหลายเดือน

ความเครียดวันจันทร์ส่งผลเสียลึกกว่าที่คิด

งานวิจัยชิ้นนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่กว่า 3,500 คนในอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป และได้สร้างความสนใจให้วงการสุขภาพทั้งในไทยและต่างประเทศ เนื่องจากวิถีชีวิตคนเมืองใหญ่วัฒนธรรมการทำงานและการเรียนในบ้านเรามักผูกติดอยู่กับการ “เริ่มต้นใหม่” ในเช้าวันจันทร์ นี่เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถวัดความรู้สึกหนักใจในวันจันทร์จากอารมณ์ความรู้สึกจริง แล้วเชื่อมโยงเข้ากับระดับคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนความเครียดได้สำเร็จ ที่สำคัญคือ ผู้ที่เครียดเฉพาะเจาะจงในวันจันทร์ จะมีระดับคอร์ติซอลสูงกว่าคนที่เครียดในวันอื่นถึง 23% แม้เวลาจะผ่านไปแล้ว 2 เดือนก็ตาม (NY Post)

คอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายเตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายและความท้าทาย แต่หากระดับคอร์ติซอลสูงค้างเป็นเวลานาน หรือที่เรียกว่าภาวะ “ไฮเปอร์คอร์ติซอเลเมีย” ร่างกายจะเริ่มอ่อนแอลง ภูมิคุ้มกันอาจตก เสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคเรื้อรัง และมีแนวโน้มเกิดภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น ตามข้อมูลสรุปจากคลินิกเมโยและองค์กรสุขภาพชั้นนำหลายแห่ง (Mayo Clinic) นอกจากนี้ ระดับคอร์ติซอลที่สูงยังสัมพันธ์กับความจำที่แย่ลงและปัญหาในระบบเผาผลาญ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่พบมากขึ้นในสังคมไทย

งานวิจัยที่วัดความเครียดได้ตรงจุด

ในการวิจัยครั้งนี้ ทีมจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงได้ให้ผู้เข้าร่วมทดลองรายงานวันและช่วงเวลาที่รู้สึกเครียด จากนั้นจึงเก็บตัวอย่างเส้นผมในอีก 1-2 เดือนถัดมาเพื่อวัดค่าเฉลี่ยของคอร์ติซอล ซึ่งการใช้เส้นผมสามารถสะท้อนความเครียดสะสมได้ดีกว่าการตรวจเลือดที่วัดผลได้เพียงชั่วขณะ นักวิจัยสรุปว่า “ความเครียดในวันจันทร์” เป็นเพียงวันเดียวที่สัมพันธ์กับระดับคอร์ติซอลที่สูงในระยะยาว โดยเชื่อว่าสาเหตุหลักมาจากความรู้สึก “ไม่แน่นอน ความเสี่ยง หรือความกลัว” ที่เกี่ยวพันกับการเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่โดยเฉพาะ

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้กลุ่มตัวอย่างจะอยู่ในอังกฤษ แต่อาการเครียดในวันจันทร์สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ทุกสถานะ แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่เกษียณแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเครียดจากวงจรการทำงานอาจฝังแน่นอยู่ในร่างกายไปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านความเครียดจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ ชี้ว่า “วันจันทร์มักจะเหนื่อยกว่าวันอื่น เพราะมีเรื่องให้ต้องจัดการมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการตื่นเช้า แต่งตัว ฝ่ารถติด ไปจนถึงการสะสางงาน ซึ่งต่างจากวันหยุดที่เราได้พักผ่อนเต็มที่ พอต้องมารับแรงกดดันเพิ่มเติม ระบบความเครียดในร่างกายจึงเตรียมพร้อมรับมือตั้งแต่เช้าตรู่”

ในสังคมไทย ‘วันจันทร์’ อาจหนักหนากว่าที่คิด

การรับมือกับวันจันทร์อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่คงมีน้อยคนที่ตระหนักว่าความเครียดนี้กำลังสะสมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ต้องเผชิญกับรถติดสาหัส รถไฟฟ้าที่แน่นขนัด ออฟฟิศที่เริ่มงานแต่เช้า หรือโรงเรียนที่ต้องเข้าแถวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนกระตุ้นความกังวลได้ไม่น้อย ที่ปรึกษานักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งเปิดเผยว่า วันจันทร์เป็นวันที่นักศึกษามักเข้ามาขอคำปรึกษาเรื่องความเครียดและปัญหาการนอนมากเป็นพิเศษ ขณะที่ฝ่ายบุคคลในออฟฟิศย่านอโศกและสยามก็สังเกตเห็นอัตราการลาป่วยด้วยอาการปวดหัวหรืออ่อนเพลียที่เพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์

งานศึกษานี้ยังสอดคล้องกับข้อมูลก่อนหน้าที่ชี้ว่าวันจันทร์เป็นวันที่มีอัตราการเกิดโรคหัวใจสูงสุดทั้งในไทยและต่างประเทศ บทวิเคราะห์ของสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยฯ พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจะสูงสุดในวันจันทร์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “ความคาดหวังว่าจะต้องเครียด” นั้นส่งผลรุนแรงกว่าความเครียดที่เกิดขึ้นจริงเสียอีก (สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์) นักวิทยาศาสตร์ชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเคยอธิบายว่า “คอร์ติซอลทำงานเชิงคาดการณ์ หากร่างกายคาดว่าจะต้องเจอกับความเครียด มันจะยิ่งหลั่งคอร์ติซอลออกมาสูงกว่าตอนที่เผชิญความเครียดจริงๆ ด้วยซ้ำ”

สาเหตุจากทั้งร่างกายและวัฒนธรรม

เบื้องหลังปรากฏการณ์เกลียดวันจันทร์มีปัจจัยทั้งทางชีววิทยาและวัฒนธรรมซ่อนอยู่ การเปลี่ยนแปลงเวลานอนและเวลารับประทานอาหาร รวมถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอในช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้ “นาฬิกาชีวิต” รวน และทำให้วันจันทร์กลายเป็นวันที่ร่างกายต้องรับภาระหนักกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้เวลากับครอบครัวจนดึก หรือวัยเรียนที่นอนดึกในวันหยุดแล้วต้องตื่นเช้าทันที เรื่องนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับเตือนถึงภาวะ “เจ็ตแล็กสังคม” (Social Jetlag) ซึ่งเชื่อมโยงกับอารมณ์หงุดหงิดง่าย สมาธิลดลง และความเสี่ยงต่อปัญหาระบบเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น (โรงพยาบาลกรุงเทพ)

แม้คนไทยหลายคนอาจจำใจยอมรับความเครียดในวันจันทร์ว่าเป็นเรื่องปกติ แต่งานวิจัยทั่วโลกและข้อมูลในไทยต่างชี้ตรงกันว่านี่คือปัญหาสังคมที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่ง กรมสุขภาพจิตเปิดเผยว่าในปี 2567 มีคนไทยกว่า 1.5 ล้านคนที่มีอาการจากความเครียด เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า ปวดศีรษะ ใจสั่น หรือปวดท้อง (กรมสุขภาพจิต) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก เพราะคนไทยบางส่วนยังรู้สึกอายหรือไม่กล้าเปิดเผยปัญหาสุขภาพจิตของตนเอง

ความเครียดซ้ำซากในวันจันทร์ อาจนำไปสู่โรคเรื้อรัง

ผลเสียของความเครียดในวันจันทร์มีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หากปล่อยทิ้งไว้ โอกาสเกิดโรคเรื้อรังก็จะยิ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ยังให้คุณค่ากับการทำงานหนักและวัฒนธรรม “ความเกรงใจ” จนอาจทำให้หลายคนเลือกที่จะเก็บปัญหาไว้กับตัว ซึ่งน่ากังวลว่าความเครียดสะสมนี้จะฝังรากลึกโดยไม่มีใครกล้าพูดถึง

วิธีรับมือและแนวปฏิบัติจริง

เพื่อบรรเทาความเครียดในวันจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญทั้งในไทยและต่างประเทศแนะนำให้เราลองสำรวจ “ดัชนีความเครียด” ของตัวเองในทุกสัปดาห์ เช่น ลองสังเกตว่ามีจุดไหน งานอะไร หรือการประชุมรูปแบบใดที่ทำให้รู้สึกหนักใจเป็นพิเศษ พร้อมกับหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนจากร่างกาย เช่น ใจเต้นแรง กล้ามเนื้อตึง หรือนอนไม่หลับ การยอมรับและหยิบยกปัญหาความเครียดขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง คือจุดเริ่มต้นของการจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

องค์กรต่างๆ ทั้งฝ่ายบุคคลในบริษัท โรงเรียน และหน่วยงานสาธารณสุขสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น การผ่อนปรนเวลาเข้างานในเช้าวันจันทร์ การส่งเสริมกิจกรรมผ่อนคลายสั้นๆ หรือการปรับปรุงโปรแกรมดูแลสุขภาพจิตในที่ทำงาน ปัจจุบันมีบางบริษัทในกรุงเทพฯ ที่เริ่มใช้แนวคิด “ซอฟท์สตาร์ท” (Soft Start) โดยอนุญาตให้พนักงานเริ่มวันทำงานแบบสบายๆ ด้วยการพูดคุยทักทาย หรือทำกิจกรรมเบาๆ ก่อนเริ่มงานจริง ขณะที่โรงเรียนในเชียงใหม่และขอนแก่นก็พบว่าการจัดกิจกรรมฝึกสติหรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนเข้าเรียนในเช้าวันจันทร์ช่วยลดปัญหาพฤติกรรมและการขาดเรียนของนักเรียนได้

วัฒนธรรมไทยเองก็มีเครื่องมือจัดการความเครียดที่นำมาปรับใช้ได้ เช่น การทำสมาธิแบบ “อานาปานสติ” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในสถานศึกษาและที่ทำงาน (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์) งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลชี้ว่าการนั่งสมาธิเป็นประจำเพียงไม่กี่สัปดาห์สามารถช่วยลดระดับคอร์ติซอลได้จริง และในต่างจังหวัดก็มีครูหลายคนที่นำกิจกรรมควบคุมลมหายใจหรือการยืดเหยียดแบบไทยประยุกต์มาใช้เตรียมความพร้อมให้เด็กๆ ก่อนเริ่มเรียนในต้นสัปดาห์

ความท้าทายในอนาคต และข้อแนะนำสำหรับคนไทย

ด้วยสังคมไทยที่กลายเป็นเมืองและมีวิถีชีวิตเร่งรีบมากขึ้น อาการ “เบื่อวันจันทร์” อาจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น กระแสการรณรงค์ให้ใส่ใจสุขภาพจิตจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่วิถีชีวิตหลังโควิด-19 เปิดโอกาสให้การทำงานและการเรียนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นโอกาสให้แต่ละครอบครัวได้สร้างกิจวัตรที่เหมาะสมกับร่างกายของตัวเอง

คำแนะนำสำหรับคนไทยในวันนี้คือ การหมั่นสังเกตตัวเองและวางแผนล่วงหน้า เช่น จัดตารางในคืนวันอาทิตย์ให้ผ่อนคลาย พยายามนอนหลับให้ได้อย่างน้อย 7 ชั่วโมงก่อนเช้าวันจันทร์ หรือหาเวลาทำสมาธิและฝึกกำหนดลมหายใจสั้นๆ ก่อนเริ่มงานหรือเรียน อาจลองพูดคุยกับหัวหน้างานหรือครูหากรู้สึกว่าวันจันทร์เป็นวันที่หนักใจเกินรับไหว และหากพบว่าความเครียดหรืออาการผิดปกติรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตก่อนที่ปัญหาจะกลายเป็นเรื่องเรื้อรัง

ท้ายที่สุด งานวิจัยนี้ยืนยันว่าอาการ “เกลียดวันจันทร์” ไม่ใช่แค่เรื่องในจินตนาการ แต่มีรากฐานมาจากทั้งปัจจัยทางชีววิทยาและวัฒนธรรม นี่จึงควรเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ ครู พนักงาน หรือผู้กำหนดนโยบาย ควรหันมาใส่ใจอย่างจริงจัง เพราะหากเราเข้าใจและเลือกวิธีป้องกันที่เหมาะสม คนไทยก็สามารถเปลี่ยนวันจันทร์ที่แสนขมขื่นให้กลายเป็นวันแห่งโอกาสได้เช่นกัน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม อ่านต้นฉบับงานวิจัยได้ที่ New York Post (NY Post) หรือศึกษาแนวทางรับมือความเครียดโดย กรมสุขภาพจิต และสื่อสุขภาพชั้นนำ เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ และ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์