เทรนด์สุขภาพจากญี่ปุ่นกำลังมาแรงทั่วโลก กับเทคนิคการเดินออกกำลังกายที่คิดค้นขึ้นเมื่อเกือบ ๒๐ ปีก่อน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าทำง่าย แต่ให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง ทั้งช่วยลดความดันโลหิต เสริมสร้างกล้ามเนื้อขา และบำรุงหัวใจ โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์พิเศษหรือเสียเงินเข้าฟิตเนส วิธีนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “การเดินแบบญี่ปุ่น” หรือ Interval Walking Training (IWT) ที่ใช้หลักการง่าย ๆ คือการสลับเดินเร็ว ๓ นาที กับเดินช้าเพื่อพัก ๓ นาที ทำซ้ำ ๕ รอบ ใช้เวลาเพียง ๓๐ นาทีต่อครั้ง ซึ่งมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมายยืนยันประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ จนตอนนี้กลายเป็นกระแสไวรัลที่แพร่หลายมาถึงเมืองไทยและอีกหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เดินเร็วสลับช้า ประหยัดเวลากว่าเดินวันละหมื่นก้าว

การเดินแบบสลับความเร็ว หรือ Interval Walking แตกต่างจากการเดินทั่วไปหรือเป้าหมายยอดฮิตที่ต้องเดินให้ครบ ๑๐,๐๐๐ ก้าวต่อวัน โดยเน้นการเดินเร็วเป็นช่วงสั้น ๆ สลับกับการเดินช้า ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีเวลาจำกัดแต่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน เทคนิคนี้ริเริ่มโดยทีมอาจารย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูจากมหาวิทยาลัยชินชู จังหวัดนากาโน่ ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้ผู้สูงวัยอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปสามารถออกกำลังกายได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องเสียเงินหรือมองหาสถานที่ออกกำลังกายโดยเฉพาะ (ScienceAlert, Ynetnews) สิ่งที่ต้องเตรียมมีเพียงรองเท้ากีฬาที่ใส่สบายกับนาฬิกาจับเวลา หรือจะใช้แอปพลิเคชันในสมาร์ตโฟนก็สะดวกเช่นกัน

ทำง่าย สะดวกสบาย เหมาะกับทุกวัยในสังคมไทย

หลักการสำคัญคือ เดินเร็ว ๓ นาที ให้รู้สึกเหนื่อยหอบจนเริ่มพูดไม่เป็นประโยค แล้วสลับมาเดินช้า ๓ นาทีเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัว ทำแบบนี้วนไป ๕ รอบ วิธีนี้จึงตอบโจทย์ทั้งคนทำงานประจำที่แทบไม่มีเวลา ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว หรือคนทั่วไปที่อยากเริ่มดูแลสุขภาพ สำหรับมือใหม่หรือผู้ที่ร่างกายยังไม่แข็งแรง อาจเริ่มจากเดินเร็วสลับช้าช่วงละ ๖๐–๙๐ วินาทีก่อนก็ได้ โดยใช้ “เทคนิคคุยทดสอบ” คือช่วงเดินเร็วให้เร่งฝีเท้าจนหายใจถี่และคุยลำบาก ส่วนช่วงเดินช้าก็ผ่อนความเร็วลงจนกลับมาพูดคุยได้ตามปกติ (Healthline)

ทางออกใหม่สำหรับสังคมสูงวัยไทย ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

ข้อมูลนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ ที่ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยพบว่าผู้ใหญ่ไทยกว่าร้อยละ ๒๕ มีภาวะความดันโลหิตสูง (องค์การอนามัยโลกประเทศไทย) ขณะที่จำนวนผู้สูงวัยก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเดินแบบญี่ปุ่นจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะไม่ต้องพึ่งพางบประมาณหรือฟิตเนสราคาแพง

งานวิจัยชี้ชัด! ช่วยลดความดัน เพิ่มความแข็งแรงได้จริง

มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายที่สนับสนุนประสิทธิภาพของการเดินแบบสลับความเร็ว เช่น งานวิจัยที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างชาวญี่ปุ่นวัย ๖๐ ปีขึ้นไป จำนวน ๒๔๖ คน เป็นเวลานานกว่า ๑๐ ปี พบว่ากลุ่มที่เดินแบบสลับความเร็วเป็นประจำ มีความดันโลหิตลดลง ระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น ทั้งยังมีมวลกล้ามเนื้อขาและสมรรถภาพหัวใจที่แข็งแรงกว่ากลุ่มที่เดินปกติหรือนับก้าวเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญคือความสามารถในการใช้ออกซิเจนของร่างกายลดลงช้ากว่า ซึ่งหมายถึงร่างกายที่แก่ช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ (AsAmNews; PubMed) โดยในช่วง ๓ เดือนแรกของการทดลอง พบว่าความดันตัวบนของผู้เข้าร่วมลดลงเฉลี่ยถึง ๑๔ มิลลิเมตรปรอท ซึ่งใกล้เคียงกับผลของยาลดความดันบางชนิด (Healthline; PubMed)

ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่น แต่ได้ผลดีในหลายประเทศ ผู้สูงวัยไทยทำตามได้ไม่ยาก

ข้อมูลล่าสุดยังยืนยันว่าการเดินแบบสลับความเร็วช่วยลดความดันโลหิตในผู้ป่วยจากหลากหลายประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในญี่ปุ่น (PubMed) แม้เทคนิคนี้จะมีหลักการคล้ายกับการออกกำลังกายแบบ HIIT ที่เน้นการออกแรงสูงสลับกับการพัก แต่การเดินแบบญี่ปุ่นจะเน้นการเดินเป็นหลัก จึงนุ่มนวลต่อข้อเข่าและข้อสะโพกมากกว่า ทำให้เหมาะกับผู้สูงวัย ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือผู้ที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนสยืนยัน ดีต่อข้อต่อและไม่น่าเบื่อ

เทรนเนอร์สุขภาพหลายคนต่างชื่นชมว่าวิธีนี้มีความปลอดภัยสูงต่อข้อต่อ แต่สามารถกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีเทียบเท่าการออกกำลังกายที่หนักหน่วงกว่า โดยไม่สร้างภาระให้เข่าหรือสะโพก ทำให้สามารถทำต่อเนื่องได้นานและสนุกกว่าเดิม นอกจากนี้ การสลับจังหวะการเดินยังช่วยให้ไม่รู้สึกจำเจ สร้างแรงจูงใจได้ดีตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ

วินัยคือหัวใจสำคัญ แนะปรับใช้แบบกลุ่มสไตล์ไทย

แม้ผลวิจัยในญี่ปุ่นจะประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ก็พบว่ามีผู้เข้าร่วมประมาณร้อยละ ๒๒ ที่เลิกทำไปกลางคัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญอยู่ที่ความมุ่งมั่นและวินัยในการทำอย่างต่อเนื่อง สำหรับบริบทของสังคมไทย อาจช่วยสร้างแรงจูงใจได้ด้วยการชักชวนกันไปเดินเป็นกลุ่มในสวนสาธารณะ ลานกิจกรรมหมู่บ้าน หรือลานวัด คล้ายกับวัฒนธรรมการเต้นแอโรบิกที่เคยได้รับความนิยมในอดีต

กระแสไวรัลในโซเชียลไทย หลังสื่อดังทั่วโลกตีข่าว

กระแส “การเดินแบบญี่ปุ่น” เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นหลังจากบทความใน ScienceAlert เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ ถูกเผยแพร่ออกไป จนกลายเป็น “ทางลัดใหม่สู่สุขภาพดี แทนการเดินวันละหมื่นก้าว” แฮชแท็ก #JapaneseWalking ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามบนโซเชียลมีเดียทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น TikTok, Instagram หรือ YouTube ที่มีผู้ใช้งานจากนานาประเทศโพสต์คลิปรีวิว พร้อมวัดผลชีพจรและความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ในประเทศไทยเอง เพจสุขภาพของหน่วยงานภาครัฐและอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพก็เริ่มนำเสนอวิธีนี้กันมากขึ้น หลายคนนำไปปรับใช้กับกิจวัตรประจำวันในช่วงเช้าหรือเย็นตามไลฟ์สไตล์แบบไทย ๆ (Real Simple)

อากาศร้อนอาจเป็นอุปสรรค แต่ปรับใช้ได้ไม่ยาก

ความท้าทายสำคัญในเมืองไทยคือสภาพอากาศที่ร้อนชื้น ซึ่งอาจทำให้การเดินกลางแจ้งตอนกลางวันเป็นเรื่องยาก ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้เลือกเดินในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นที่อากาศสบายกว่า หลีกเลี่ยงช่วงแดดจัด หรือเลือกเดินในที่ร่มและมีอากาศถ่ายเท เช่น สวนสาธารณะที่มีต้นไม้ใหญ่ ห้างสรรพสินค้า หรือทางเดินเชื่อมรถไฟฟ้าในเมืองใหญ่ รวมถึงสวนหย่อมในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับคนรักธรรมชาติและอยากมีเพื่อนเดินด้วย

เดินเป็นกลุ่มดีต่อใจ ช่วยสานสัมพันธ์ในชุมชน

นอกเหนือจากประโยชน์ด้านสุขภาพกายแล้ว งานวิจัยยังพบว่าการเดินเป็นกลุ่มช่วยลดความรู้สึกเหงาในผู้สูงอายุ กระตุ้นการหลั่งสารแห่งความสุข และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวและชุมชน วิธีเดินแบบนี้ยังสอดคล้องกับแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างสมดุลของชาวตะวันออก ที่มีทั้งช่วงเวลาที่ใช้แรงและช่วงเวลาแห่งการพักฟื้น

สาธารณสุขไทยนำไปต่อยอดได้ สู่เป้าหมายสังคมสูงวัยสุขภาพดี

หากภาครัฐนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ในนโยบายระดับประเทศ เช่น จัดทำโครงการนำร่องในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือศูนย์ดูแลผู้สูงวัยทั่วประเทศ โดยมีนักกายภาพบำบัดคอยให้คำแนะนำ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมสูงวัย ลดอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และตอบโจทย์สังคมไทยได้อย่างยั่งยืน ยิ่งถ้าสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงคนในท้องถิ่น ก็จะสามารถเปลี่ยนเทรนด์สุขภาพนี้ให้กลายเป็น “เครื่องมือของคนไทยยุคใหม่” ในการรับมือกับสังคมสูงวัยได้อย่างแท้จริง (Healthline)

วิธีเริ่มต้นเดินแบบญี่ปุ่น ใคร ๆ ก็ทำได้

สำหรับผู้ที่สนใจอยากลอง เพียงแค่อบอุ่นร่างกายเบา ๆ ประมาณ ๕ นาที จากนั้นเริ่มเดินเร็ว ๓ นาที (ให้รู้สึกว่าเริ่มพูดลำบาก) แล้วสลับมาเดินช้า ๓ นาที (ให้กลับมาหายใจปกติ) ทำแบบนี้วนไป ๕ รอบ รวมเป็นเวลา ๓๐ นาที หากยังรู้สึกว่าหนักเกินไป ก็สามารถลดเวลาในแต่ละช่วงลงแล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในภายหลัง โดยใช้เทคนิค “เดินเร็ว-พูดไม่คล่อง เดินช้า-คุยสบาย” เพื่อวัดระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมกับตัวเอง

อย่างไรก็ตาม หากมีโรคประจำตัวหรือปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อ ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายใหม่ ๆ สำหรับคนทั่วไป การเดินแบบนี้เพียงสัปดาห์ละ ๒–๓ ครั้ง ก็สามารถเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นทั้งในเรื่องความดันโลหิต มวลกล้ามเนื้อ และความทนทานของร่างกายได้ภายใน ๓ เดือน ตามที่งานวิจัยทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศยืนยัน (PubMed; ResearchGate)

ทางเลือกง่าย ๆ เพื่อสุขภาพดีของคนไทย หัวใจแข็งแรงในไลฟ์สไตล์ที่คุ้นเคย

ท้ายที่สุด “การเดินแบบญี่ปุ่น” คือทางเลือกในการดูแลสุขภาพที่เรียบง่ายและไม่ต้องมีข้ออ้างใด ๆ ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ทันที เหมาะกับวิถีชีวิตแบบไทยที่เน้นความยืดหยุ่น ความอบอุ่นของชุมชน และความสมดุลในชีวิต หากทำอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คนไทยทุกเพศทุกวัยมีหัวใจที่แข็งแรง ความดันคงที่ เดินเหินได้อย่างคล่องแคล่ว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน