เทรนด์ความคิดใหม่กำลังก่อตัวขึ้นในกลุ่มครอบครัวทหารทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย เมื่อ “ความมั่นคงและคุณภาพชีวิต” กลายเป็นโจทย์สำคัญที่อยู่เหนือตัวเลขเงินเดือน บทสัมภาษณ์ครอบครัวทหารอเมริกันโดย Business Insider ที่ตัดสินใจลาออกจากราชการหลังรับใช้ชาติมา ๑๐ ปี เพื่อแลกกับชีวิตที่ลงตัวของครอบครัว แม้รายได้จะลดลงก็ตาม สะท้อนภาพที่คล้ายคลึงกับสถานการณ์ในไทย ซึ่งประเด็นเรื่องสมดุลชีวิตการทำงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัว และสุขภาพใจ กำลังเป็นที่พูดถึงในวงกว้างมากขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในสังคมไทย อาชีพทหารถือเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงและเกียรติยศ มาพร้อมกับสวัสดิการที่ดี แต่เบื้องหลังนั้นคือลักษณะงานที่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้ง ชั่วโมงการทำงานที่ไม่แน่นอน และภารกิจที่ทำให้ต้องห่างบ้าน ปัจจัยเหล่านี้สร้างระยะห่างและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวของครอบครัวทหารอเมริกันที่สื่อได้นำเสนอ (Business Insider) การยอมแลกรายได้ที่น้อยลงเพื่อการได้ใช้ชีวิตที่เป็นปกติสุข ได้นั่งกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันมากขึ้น คือสิ่งที่นักวิชาการมองว่าเป็นแนวโน้มสำคัญระดับโลก โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่

ข้อมูลจากผลสำรวจของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อปี ๒๕๖๖ ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ โดยพบว่ากว่า ๕๘% ของสมาชิกครอบครัวทหารและตำรวจในไทยมีความเครียดสูงหรือเครียดบ่อยครั้ง อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนในการโยกย้ายและภารกิจที่ได้รับมอบหมาย อาจารย์ด้านสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อธิบายว่า “ความมั่นคงในชีวิตในมิติอื่น ๆ เช่น การที่ลูกได้เรียนโรงเรียนเดิมต่อเนื่อง คู่สมรสสามารถสร้างความก้าวหน้าในอาชีพของตนเองได้ หรือการมีเวลาดูแลพ่อแม่ที่อายุมากขึ้นและได้อยู่ใกล้ชิดครอบครัวใหญ่ กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับคนไทยยุคนี้มากกว่าแค่ตัวเลขเงินเดือนหรือยศตำแหน่ง”

งานวิจัยในต่างประเทศก็ให้ภาพที่สอดคล้องกัน โดยงานทบทวนวรรณกรรมในวารสารจิตวิทยาครอบครัวชี้ว่า เด็กในครอบครัวทหารที่ต้องย้ายโรงเรียนบ่อยครั้งหรือขาดพ่อแม่ไปเพราะภารกิจ มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะวิตกกังวลและปัญหาการปรับตัว (PubMed: 31212801) แม้เบี้ยเลี้ยงหรือเงินเพิ่มพิเศษอาจช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินได้ แต่ความรู้สึกอบอุ่นมั่นคงจากการมีบ้านเป็นหลักแหล่งและได้อยู่กันพร้อมหน้า กลับเป็นสิ่งที่เงินไม่สามารถซื้อได้เสมอไป

สำหรับครอบครัวทหารจำนวนไม่น้อย ดังเช่นตัวอย่างในบทความของ Business Insider จุดเปลี่ยนสำคัญมักมาถึงในช่วงที่สมาชิกครอบครัวเริ่มทบทวนถึงผลกระทบจากการที่ต้องห่างกัน การต้องปรับตัวกับการย้ายที่อยู่ตลอดเวลา หรือแรงกดดันที่ไม่คุ้มค่ากับรายได้ที่ได้รับ หลายครอบครัวจึงตัดสินใจเลือกความมั่นคงทางใจและให้ความสำคัญกับสายใยในครอบครัวเป็นอันดับแรก นักสังคมสงเคราะห์จากสมาคมให้ความช่วยเหลือทหารไทยแห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า “คู่ชีวิตยุคใหม่หันมานั่งจับเข่าคุยกันมากขึ้น วางแผนอนาคตของลูก และมองหาโอกาสในการเติบโตของแต่ละฝ่าย แทนที่จะเดินตามคำสั่งโยกย้ายเหมือนในอดีต”

ปรากฏการณ์นี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบของกองทัพไทยอย่างมีนัยสำคัญ ในอดีตกลยุทธ์การดึงดูดและรักษาบุคลากรอาจเน้นไปที่ความมั่นคงในหน้าที่การงาน เงินเดือน บำเหน็จบำนาญ หรือบ้านพักราชการ แต่เมื่อค่านิยมของสังคมเปลี่ยนไป นโยบายสนับสนุนครอบครัวกำลังพลอาจต้องปรับตัวให้ทันสมัยขึ้น เช่น การจัดตารางการปฏิบัติงานที่ยืดหยุ่น การส่งเสริมอาชีพของคู่สมรส หรือการจัดตั้งระบบสนับสนุนการศึกษาของบุตรหลาน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกกันในเวทีนโยบายกลาโหมและภาคประชาสังคม

แม้สังคมไทยจะหยั่งรากลึกด้วยวัฒนธรรมการให้เกียรติอาชีพทหารในฐานะอาชีพที่มีเกียรติและน่าเชื่อถือ แต่เมื่อบริบททางเศรษฐกิจและโอกาสทางการศึกษาเปิดกว้างขึ้น คนรุ่นใหม่และครอบครัวของพวกเขาจึงเริ่มให้นิยาม “ความสำเร็จในชีวิต” ที่หมายรวมถึงความสุขและความมั่นคงทางใจ มากกว่าเพียงสถานะทางสังคมหรือรายได้ นอกจากนี้ ระบบครอบครัวขยายของไทยยังทำให้การตั้งรกรากใกล้ชิดญาติพี่น้องมีข้อดีหลายประการ ไม่ใช่แค่การช่วยเลี้ยงดูบุตรหลานหรือดูแลผู้สูงวัย แต่ยังรวมถึงการสานต่อความสัมพันธ์กับชุมชนและสังคมรอบข้างด้วย

เมื่อมองไปในอนาคต นักวิชาการคาดการณ์ว่ากระแส “ครอบครัวต้องมาก่อน” จะยิ่งชัดเจนและเติบโตขึ้น โดยนักวิจัยนโยบายด้านกลาโหมจากสถาบันวิจัยในประเทศเคยให้ทัศนะไว้ว่า “หากภาครัฐและกองทัพต้องการรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ จำเป็นต้องเปิดใจรับฟังความต้องการของครอบครัวไทยยุคใหม่ การสนับสนุนให้เกิดสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานไม่ได้เป็นเพียงสวัสดิการ แต่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างกองกำลังที่เข้มแข็งและมีขวัญกำลังใจที่ดี”

สำหรับครอบครัวไทยที่กำลังเผชิญทางเลือกในลักษณะนี้ คำแนะนำที่สำคัญคือการเปิดใจพูดคุยถึงความต้องการและเป้าหมายระยะยาวร่วมกัน การวางแผนการเงินอย่างรอบคอบเพื่อรับมือกับรายได้ที่อาจเปลี่ยนแปลง และการมองหาเครือข่ายสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการชุมชน ครูแนะแนว หรือนักจิตบำบัด รวมถึงการศึกษาข้อมูลจากโครงการภาครัฐและเอกชนที่ช่วยเปิดเส้นทางอาชีพใหม่นอกวงการทหารก็เป็นอีกทางออกหนึ่ง

ท้ายที่สุด กรณีศึกษาจากทั่วโลกได้ตอกย้ำบทเรียนสำคัญว่า บางครั้ง “ความสุขและความสมบูรณ์พร้อมของครอบครัว” ก็อาจมีค่ามากกว่าเงินเดือนประจำ หากมันหมายถึงการที่ทุกคนในบ้านได้มีเวลาให้กัน สามารถวางแผนอนาคตร่วมกัน และเติบโตไปบนรากฐานที่มั่นคงและอบอุ่น

ที่มา: Business Insider, PubMed: การโยกย้ายและการปรับตัวของเด็ก, ผลสำรวจความเครียดในครอบครัวทหาร–ตำรวจไทย ๒๕๖๖ (NIDA), บทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ (Bangkok Post)