ในปี 2568 ระบบภาษีของไทยเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะส่งผลกระทบทั้งต่อบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยเฉพาะผู้ให้บริการจากต่างประเทศและผู้ที่อาศัยในไทยจนเข้าเกณฑ์เสียภาษี ซึ่งจะต้องปรับตัวรับมือกฎเกณฑ์ใหม่ๆ เกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax: WHT) และการนำรายได้จากต่างประเทศเข้ามาในไทย การปรับปรุงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันระบบภาษีสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้กระทบแค่นักบัญชีหรือบริษัทข้ามชาติ แต่คนไทยที่มีรายได้หรือทำธุรกรรมกับต่างประเทศก็ต้องเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะมีผลโดยตรงต่อเงินในกระเป๋าและการวางแผนธุรกิจ

หัก ณ ที่จ่าย: จากระบบเดิมสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ

คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับระบบหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นอย่างดี ซึ่งก็คือขั้นตอนที่ผู้จ่ายเงินต้องหักภาษีไว้ส่วนหนึ่งก่อนจ่ายจริง แล้วนำส่งให้กรมสรรพากร เพื่อช่วยให้รัฐจัดเก็บภาษีได้ง่ายขึ้นและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี แต่กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับนิติบุคคลต่างชาติมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ และในปี 2568 นี้ก็มีอัปเดตสำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (BizWings, 2568)

ประเด็นที่เด่นชัดที่สุดคือการบังคับใช้ระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจะต้องยื่นแบบต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรเท่านั้น ส่วนการยื่นด้วยเอกสารกระดาษจะทำได้ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นจริงๆ และต้องทำเรื่องชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ (BizWings, 2568)

ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีมองว่านี่คือการยกระดับมาตรฐานการทำงาน แต่ขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจ SME อาจต้องเร่งปรับตัวเพื่อเรียนรู้ระบบใหม่นี้ให้คล่องแคล่ว ด้านกระทรวงการคลังได้แนะนำให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมแต่เนิ่นๆ เพราะหากยื่นแบบล่าช้าหรือมีข้อผิดพลาด จะต้องเสียเบี้ยปรับในอัตรา 1.5% ต่อเดือน พร้อมเงินเพิ่มและค่าปรับอื่นๆ ตามมา

กฎใหม่สำหรับผู้ให้บริการจากต่างประเทศ

สำหรับบริษัทหรือผู้ให้บริการจากต่างประเทศ กฎใหม่ระบุชัดว่ารายได้ค่าบริการ ค่าสิทธิ (Royalty) ค่าเช่า ค่าบริการทางเทคนิค หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่มีแหล่งเงินได้จากประเทศไทย จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ข้อยกเว้นเดียวคือกรณีที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement: DTA) ซึ่งไทยได้ทำข้อตกลงไว้กับกว่า 60 ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งจะช่วยลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีได้ (ASEAN Briefing, 2568) ดังนั้น ทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติจึงควรตรวจสอบสิทธิตามอนุสัญญาฯ กับประเทศคู่ค้าของตน เพื่อวางแผนภาษีให้เกิดประโยชน์สูงสุด (VBAPartners, 2568)

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลได้ออกมาตรการจูงใจ โดยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือเพียง 1% เป็นการชั่วคราว สำหรับการจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ตามประกาศกระทรวงการคลังฉบับที่ 389/2566 ซึ่งครอบคลุมค่าจ้างทำของ ค่าเช่า (ไม่รวมค่าขนส่งระหว่างประเทศ) ค่าสิทธิ และเงินรางวัล มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ถึง 31 ธันวาคม 2568 เพื่อส่งเสริมสังคมไร้เงินสดและลดภาระให้ทั้งผู้จ่ายและผู้รับเงิน แต่หากยังเลือกจ่ายเงินแบบเดิม ก็ยังต้องหักภาษีในอัตราปกติที่สูงกว่า (BizWings, 2568)

อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA): ตัวช่วยลดหย่อน แต่เอกสารต้องเป๊ะ

อนุสัญญาภาษีซ้อน หรือ DTA คือข้อตกลงระหว่างประเทศที่ช่วยไม่ให้รายได้ประเภทเดียวกันถูกเก็บภาษีซ้ำซ้อนทั้งที่ต่างประเทศและในไทย ตัวอย่างเช่น หากบริษัทที่ปรึกษาจากต่างประเทศมีรายได้ค่าบริการจากไทยและมี DTA รองรับ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ก็อาจลดลงหรือได้รับการยกเว้นไปเลย แต่การจะใช้สิทธินี้ได้ ผู้ยื่นต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เช่น ใบรับรองการเสียภาษีจากประเทศต้นทาง ซึ่งต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่กำหนด หากเอกสารไม่ครบก็อาจถูกปฏิเสธและเสียสิทธิประโยชน์นั้นไปทันที

รายได้จากต่างประเทศ: เคลียร์ชัดกฎใหม่ที่ทุกคนต้องรู้

หนึ่งในประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างมากตั้งแต่ปี 2567 ต่อเนื่องมาถึงปี 2568 คือการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่นำมาจากต่างประเทศ (VBAPartners, 2568) ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 กำหนดว่าผู้ที่พำนักในไทยเกิน 180 วันต่อปี (ซึ่งถือเป็น “ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษี”) หากมีรายได้จากต่างประเทศและนำเงินนั้นกลับเข้ามาในไทย จะต้องนำรายได้ดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี โดยไม่สำคัญว่าจะได้รับเงินนั้นมาในปีภาษีใด ซึ่งพลิกหลักการเดิมที่เคยยกเว้นภาษีให้สำหรับรายได้ที่นำเข้าประเทศในปีถัดจากปีที่มีรายได้ กฎใหม่นี้สร้างความกังวลให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ทำงานหรือมีเงินสะสมในต่างประเทศว่าอาจเป็นอุปสรรคต่อการนำเงินกลับมาลงทุนในไทย

เพื่อบรรเทาผลกระทบ ล่าสุดกรมสรรพากรกำลังอยู่ระหว่างการเสนอพระราชกฤษฎีกาเพื่อยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้จากต่างประเทศที่โอนเข้ามาในไทยภายใน 12 เดือนของปีภาษีนั้นๆ ตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้ในต่างประเทศปี 2568 และนำเงินก้อนนั้นกลับเข้าไทยก่อนสิ้นปี 2569 ก็จะได้รับยกเว้นภาษี แต่หากนำเข้ามาช้ากว่านั้น ก็จะต้องเสียภาษีตามเกณฑ์ปกติ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าหลักการนี้ช่วยจูงใจให้นำเงินกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สำหรับคนที่มีแผนการเงินซับซ้อนหรือลงทุนระยะยาว กรอบเวลา 12 เดือนอาจจะสั้นเกินไป (VBAPartners, 2568)

สิทธิยกเว้นสำหรับบางกลุ่ม

ผู้ที่ถือวีซ่าระยะยาว (Long-Term Resident Visa: LTR) โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง กลุ่มผู้รับบำนาญจากต่างชาติ และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่ทำงานจากไทย ยังคงได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้จากต่างประเทศที่นำเข้ามาในไทย นอกจากนี้ หากมีรายได้เกิดขึ้นในต่างประเทศและเก็บเงินนั้นไว้นอกประเทศโดยไม่นำเข้ามา ก็ยังไม่ต้องเสียภาษีในไทยเช่นกัน แต่การจะใช้สิทธิยกเว้นเหล่านี้ต้องมีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนและครบถ้วนเพื่อยืนยันกับเจ้าหน้าที่ (VBAPartners, 2568)

ธุรกิจและฟรีแลนซ์ไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร?

ทั้งผู้ประกอบการและเหล่ามืออาชีพควรให้ความสำคัญกับการกรอกแบบฟอร์มหัก ณ ที่จ่ายที่ปรับปรุงใหม่ (ภ.ง.ด.1, 2, 3, 53) ให้ถูกต้องตามประเภทเงินได้ และต้องยื่นแบบผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปเท่านั้น นอกจากนี้ควรเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการหักภาษีและใบรับรองจาก DTA ไว้ให้เป็นระเบียบ เพื่อป้องกันปัญหาหากมีการตรวจสอบย้อนหลังและหลีกเลี่ยงค่าปรับที่ไม่จำเป็น (BizWings, 2568)

เทรนด์ภาษีดิจิทัล: ไทยไม่ตกขบวนโลก

การบังคับใช้ระบบ E-Filing สะท้อนเทรนด์ภาษีโลกที่มุ่งสู่ดิจิทัลอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับที่ไทยเริ่มใช้กฎหมายเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากผู้ให้บริการดิจิทัลต่างชาติ (e-Service) ตั้งแต่ปี 2564 ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิง อีคอมเมิร์ซ หรือซอฟต์แวร์บนคลาวด์ (Bangkok Post, 2564) ปัจจุบันมีกว่า 60 ประเทศทั่วโลกที่เก็บภาษีลักษณะนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุกประเทศกำลังปรับตัวเพื่อขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมเศรษฐกิจดิจิทัล (AppleInsider, 2563)

แนวทางใหม่นี้ยังสอดคล้องกับหลัก “ความยุติธรรม” และ “ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม” ในวัฒนธรรมธุรกิจไทย ที่มองว่าการเสียภาษีคือหน้าที่พลเมืองเพื่อพัฒนาสังคม ไม่ใช่แค่ภาระทางกฎหมาย ขณะเดียวกัน คนไทยก็มักจะรับมือกับกฎใหม่ๆ ด้วยความ “ใจเย็น” และเลือกที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญทางการเงินเสมอ

มองไปข้างหน้า: ใครปรับตัวเร็วกว่า ย่อมได้เปรียบ

การบังคับใช้ E-Filing จะเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจและหน่วยงานภาษีต้องลงทุนในเทคโนโลยีมากขึ้น ทั้งซอฟต์แวร์บัญชี ระบบอัตโนมัติ และการฝึกอบรมพนักงาน องค์กรที่ปรับตัวได้เร็วย่อมได้เปรียบ เพราะจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ลดความผิดพลาด เห็นภาพรวมข้อมูลภาษีแบบเรียลไทม์ และลดความเสี่ยงจากการถูกปรับ ขณะที่บริษัทต่างชาติก็ควรศึกษาเงื่อนไข DTA ให้ละเอียดเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ให้เต็มที่และเตรียมเอกสารให้พร้อมเสมอ

สำหรับบุคคลธรรมดา ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่วางแผนจะนำเงินจากต่างประเทศกลับมา ควรวางแผนช่วงเวลาการโอนให้ดี หรือพิจารณาถือครองทรัพย์สินไว้นอกประเทศ รวมถึงศึกษาเงื่อนไขของวีซ่าแต่ละประเภทที่อาจให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หากกฎหมายยังไม่มีความชัดเจนในบางประเด็น การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่องคือทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้การวางแผนการเงินของคุณรัดกุมและถูกต้องตามกฎหมาย (VBAPartners, 2568)


Checklist สรุปให้: ต้องทำอะไรบ้าง?

  • สำหรับผู้มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่าย: รีบสมัครและเรียนรู้การใช้งานระบบ E-Filing ของกรมสรรพากร และทำความเข้าใจแบบฟอร์มใหม่ให้ถ่องแท้
  • สำหรับธุรกิจ: ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือ 1% จากการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และพิจารณาลงทุนในเทคโนโลยีด้านบัญชีและภาษี
  • สำหรับผู้มีรายได้จากต่างประเทศ: จับตาประเด็นเรื่องกรอบเวลา 12 เดือนในการนำเงินเข้าประเทศ หากพระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้ และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการเงินที่ซับซ้อน
  • สำหรับทุกฝ่าย: ตรวจสอบว่ามีอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) กับประเทศที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และเตรียมเอกสาร เช่น ใบรับรองการเสียภาษีจากต่างประเทศ หรือใบรับรองถิ่นที่อยู่ให้ครบถ้วน
  • ติดตามข่าวสาร: เกาะติดประกาศจากกรมสรรพากรและสำนักที่ปรึกษาภาษีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลอัปเดตและกำหนดเวลาที่สำคัญ

การปฏิรูปภาษีรอบนี้สะท้อนเป้าหมายของภาครัฐที่ต้องการยกระดับมาตรฐานสู่สากลและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ในยุคที่เศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับโลกมากขึ้น ความรู้ความเข้าใจด้านภาษีดิจิทัลและการบริหารความเสี่ยงทางการเงินจึงกลายเป็นทักษะสำคัญที่ขาดไม่ได้ ทั้งสำหรับองค์กรและบุคคลธรรมดาที่ต้องการวางแผนอนาคตและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง


แหล่งอ้างอิง