งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้คนกว่า 500,000 คนทั่วโลก ได้เปิดเผยความจริงอันน่าตกใจเกี่ยวกับผลกระทบของผู้นำที่มีบุคลิกแบบแมคเคียเวลเลียน (Machiavellianism) หรือ “ผู้นำสายดาร์ก” ในที่ทำงาน ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Organizational Behavior ชี้ว่า ภาวะผู้นำที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและจ้องหาผลประโยชน์นั้น ไม่ได้มีบทสรุปสำเร็จรูปว่าจะรุ่งหรือจะร่วงเสมอไป แต่มีความซับซ้อนกว่าที่คิด และที่สำคัญคือ แม้ผู้นำประเภทนี้จะสร้างผลเสียต่อลูกน้องแทบทุกด้าน แต่เส้นทางอาชีพของพวกเขาเองกลับขึ้นอยู่กับบริบท มากกว่าจะถูกลงโทษหรือให้รางวัลอย่างตรงไปตรงมา psypost.org
ความท้าทายในบริบทแบบไทยๆ
ในสังคมไทยที่โครงสร้างองค์กร ตั้งแต่ธุรกิจไปจนถึงหน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษา ยังคงให้ความสำคัญกับระบบอาวุโสและวัฒนธรรมการเคารพผู้ใหญ่ ผลการศึกษานี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะผู้นำเจ้าเล่ห์อาจสร้างความเสียหายแก่องค์กรได้อย่างเงียบเชียบ การทำความเข้าใจลักษณะนิสัยของผู้นำกลุ่มนี้ ปัจจัยที่ทำให้พวกเขาอยู่รอด และวิธีป้องกันหรือลดทอนผลกระทบที่เลวร้าย จึงเป็นประเด็นที่องค์กรไทยต้องหันมาใส่ใจอย่างจริงจัง
วิธีวิจัยและผลลัพธ์ที่น่าสนใจ
งานวิจัยชิ้นนี้นำโดยนิสิตปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแอละบามา ร่วมกับทีมงานจากหลากหลายสาขา โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษา 163 ชิ้น ที่มีผู้เข้าร่วมเป็นคนทำงานกว่า 510,925 คน ครอบคลุมหัวข้อเกี่ยวกับภาวะผู้นำ 15 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพของผู้นำ สุขภาวะของพนักงาน พฤติกรรมการช่วยเหลือในองค์กร ไปจนถึงการละเมิดกฎในที่ทำงาน
ผู้นำที่มีลักษณะแมคเคียเวลเลียน ซึ่งมีนิสัยชอบเยาะเย้ยถากถาง คิดทุกอย่างเป็นผลประโยชน์ และไม่ยึดติดกับศีลธรรม มักถูกมองว่าเป็นคนไม่จริงใจและไม่แคร์คนอื่น ส่งผลให้ลูกน้องต้องเผชิญกับประสบการณ์ทำงานสุดย่ำแย่แทบทุกมิติ ตั้งแต่ความพึงพอใจในงานลดต่ำลง การถูกคุกคามในที่ทำงานที่เพิ่มขึ้น ความเครียดจนหมดไฟ สัมพันธภาพกับหัวหน้าที่ย่ำแย่ ไปจนถึงการละเมิดกฎระเบียบและสร้างปัญหาในองค์กรมากขึ้น
ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่รุนแรงกว่าที่คิด
หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าตกใจคือ ลักษณะแมคเคียเวลเลียนของหัวหน้าเพียงอย่างเดียว สามารถอธิบายความแตกต่างของคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องได้เกือบครึ่งหนึ่ง และอธิบายความแตกต่างของการถูกคุกคามโดยหัวหน้าได้มากกว่าหนึ่งในสี่ นั่นหมายความว่าหากคุณได้หัวหน้าที่มีนิสัยแบบนี้ ก็แทบจะการันตีได้เลยว่าต้องเผชิญกับทั้งประสิทธิภาพการทำงานที่ถดถอยและความเครียดที่เพิ่มขึ้น
ทีมวิจัยให้ข้อสังเกตว่า “โดยเฉลี่ยแล้ว ในทุกมิติที่ทำการวัดผล ผู้นำลักษณะนี้มักถูกมองว่าใช้อำนาจในทางที่บั่นทอน ไม่คิดจะพัฒนาหรือใส่ใจลูกน้อง และบางครั้งก็จงใจสั่งงานอย่างคลุมเครือเพื่อเคลมผลงานเป็นของตัวเอง หรือโยนความผิดให้ทีมเมื่อเกิดปัญหา”
เส้นทางอาชีพ: ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ
แม้ผู้นำสายดาร์กจะถูกมองในแง่ลบจากลูกทีม แต่เส้นทางอาชีพของพวกเขากลับไม่ได้ดีหรือร้ายอย่างที่คาดเดาได้เสมอไป ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานขึ้นอยู่กับความสามารถในการเล่นการเมืองในออฟฟิศและชั้นเชิงในการสร้างภาพลักษณ์ต่อทั้งเจ้านายและลูกน้อง ผลวิจัยยังพบด้วยว่า บางคนที่อยู่ในองค์กรมานานกลับถูกมองว่าเป็น “ผู้นำที่มีจริยธรรม” ไปเสียอย่างนั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจเป็นเพราะพวกเขาเปลี่ยนค่านิยมขององค์กร หรือโน้มน้าวให้คนอื่นคล้อยตามมุมมองของตนได้สำเร็จ
ความจริงที่ไม่ต้องปิดบังและอันตรายต่อสังคม
งานวิจัยนี้ยังท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าผู้นำกลุ่มนี้มักซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ภายใต้ท่าทีที่สุภาพอ่อนโยน แต่ข้อมูลกลับชี้ว่าหลายคนเปิดเผยตัวตนอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ยึดติดกับศีลธรรมแบบเดิมๆ และมองโลกแบบ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” โดยไม่รู้สึกผิด กลายเป็นเรื่องย้อนแย้งที่แม้จะเปิดตัวแรงขนาดนี้ แต่ก็ยังได้รับการยอมรับในบางองค์กร โดยเฉพาะองค์กรที่วัดผลจากผลงานมากกว่าความสัมพันธ์
ทีมวิจัยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบวงกว้างที่ตามมา นั่นคือการทำลายบรรยากาศของความร่วมมือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และพฤติกรรมน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในวัฒนธรรมไทยที่เน้นการรักษาหน้า ความสามัคคี และการเคารพผู้อาวุโส ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าในโลกตะวันตก เพราะพนักงานไทยมักไม่กล้าทักท้วงหรือตั้งคำถามกับหัวหน้าโดยตรง
คำเตือนและวิธีรับมือสำหรับคนทำงาน
ทีมวิจัยฝากคำเตือนไว้ 2 ข้อ สำหรับผู้มีอำนาจ หากคุณชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมกับลูกน้อง ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “เล่นกับไฟ” เพราะเสี่ยงที่จะเสียคนดีๆ ในทีมไปโดยไม่การันตีความสำเร็จในระยะยาว ส่วนลูกน้องที่มีเจ้านายแบบนี้ ควรเฝ้าระวังและมองหาสัญญาณอันตราย เช่น ชอบพูดจาถากถาง มองว่าคุณธรรมเป็นเรื่องของคนอ่อนแอ หรือหมกมุ่นกับผลประโยชน์ของตัวเอง คำแนะนำคือ ควรรักษาระยะห่าง เน้นปฏิสัมพันธ์แบบเป็นทางการ ไม่เปิดใจหรือเล่าเรื่องส่วนตัว และหากต้องโต้แย้ง ควรใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นหลัก ไม่ใช่อุดมการณ์หรือหลักการ เพราะอีกฝ่ายจะมองว่าอุดมการณ์คือจุดอ่อน
หากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ นักวิจัยแนะนำให้แสดงออกว่าทุ่มเทกับงานเสมอ เพื่อไม่ให้มีช่องโหว่ให้ถูกโจมตีว่าไม่รักองค์กร เพราะนั่นคือหนทางสู่การเป็นเป้าหมายได้ง่ายที่สุด
สัญญาณเตือนภัยสำหรับองค์กรไทย
ผลการศึกษาชี้ว่าผู้นำลักษณะนี้ไม่ได้มีน้อยอย่างที่คิด และมักซ่อนพิษสงของตนไว้จนเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าระดับสูงกว่ามองไม่เห็น มีเพียงระบบประเมินผลจากลูกน้องแบบไม่เปิดเผยตัวตนเท่านั้นที่จะสะท้อนความจริงได้ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ฝ่ายบุคคลของไทยควรส่งเสริมระบบประเมิน 360 องศาแบบนิรนาม แม้ว่าโดยธรรมชาติแล้วคนไทยอาจลังเลที่จะวิจารณ์ผู้ใหญ่โดยตรงก็ตาม
หลายครั้งที่การถกเถียงในไทยมักเหมารวมผู้นำลักษณะนี้เข้ากับพวกไซโคพาธ (Psychopath) แต่ทีมวิจัยชี้ว่าทั้งสองกลุ่มแตกต่างกัน ผู้นำที่เป็นไซโคพาธจะเสี่ยงบุ่มบ่าม ชอบความตื่นเต้น และมีเสน่ห์ดึงดูด ในขณะที่ผู้นำแบบแมคเคียเวลเลียนจะเน้นการวางกลยุทธ์เพื่อเอาตัวรอดมากกว่า ซึ่งวิธีการรับมือก็อาจแตกต่างกันไป
ข้อจำกัดของงานวิจัยและบทเรียนสำหรับองค์กรไทย
ทีมวิจัยย้ำว่าผลลัพธ์อาจไม่ตายตัวเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น ในองค์กรที่มีการแข่งขันสูง ผู้นำสายแข็งกร้าวอาจพาทีมฝ่าวิกฤตหรือสร้างกำไรระยะสั้นได้ แต่โดยเฉลี่ยแล้ว ผลกระทบต่อบุคลากรและองค์กรในระยะยาวมักเป็นไปในทางลบ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าองค์กรควรมีกระบวนการคัดกรองและประเมินผู้นำอย่างรอบคอบ
สำหรับสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับระบบอาวุโสและการให้เกียรติผู้ใหญ่ บทเรียนสำคัญคือไม่ควรปล่อยให้ผู้นำแนวนี้เติบโตโดยขาดการตรวจสอบ ดังที่สุภาษิตไทยได้เตือนไว้ว่า “ศัตรูที่เห็นหน้า ดีกว่ามิตรที่ซ่อนเร้น” ซึ่งสะท้อนภาพได้ตรงกับผลวิจัยระดับโลกชิ้นนี้อย่างน่าทึ่ง
ก้าวต่อไปขององค์กรไทย
ทีมวิจัยกำลังศึกษาเพิ่มเติมว่าจะติดตามและลดอิทธิพลของ “บุคลิกด้านมืด” ทั้งในตัวผู้นำและพนักงานได้อย่างไร โดยไม่มองข้ามว่าคุณลักษณะเหล่านี้อาจมีประโยชน์ในบางสถานการณ์ สำหรับคนทำงานในสาย HR และการศึกษาในไทย งานวิจัยนี้คือเครื่องย้ำเตือนให้ลงทุนกับการสร้างความตระหนักรู้ทางจิตวิทยา ส่งเสริมระบบฟีดแบ็กแบบไม่เปิดเผยตัวตน และจัดอบรมเพื่อให้ผู้นำได้เห็นจุดบอดของตนเอง
ในวันที่โลกการทำงานและองค์กรไทยกำลังก้าวสู่ความทันสมัย การทำความเข้าใจ “ด้านมืด” ของผู้นำจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าการมองหาเสน่ห์หรือวิสัยทัศน์ และคำแนะนำที่ชัดเจนสำหรับบริบทไทยคือ ควรสร้างระบบที่เปิดให้เกิดการให้ข้อมูลป้อนกลับอย่างจริงใจ เปิดโอกาสให้ผู้นำได้ทบทวนตัวเอง และอย่ามองข้ามสัญญาณอันตราย เพื่อไม่ให้องค์กรต้องจ่ายราคาแพงให้กับเล่ห์เหลี่ยมของผู้นำเพียงคนเดียว
อ่านต้นฉบับเพิ่มเติมได้ที่ PsyPost และ Journal of Organizational Behavior