งานวิจัยชิ้นล่าสุดได้ส่องให้เห็นถึงปัญหาที่ผู้ใหญ่กลุ่มออทิสติกต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นคือความซับซ้อนของการสื่อสารผ่านสัญญาณทางสังคมที่ไร้คำพูด ซึ่งเป็นประเด็นที่คนในสังคมไทยส่วนใหญ่อาจยังมองข้ามไป งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE โดยทีมวิจัยด้านความหลากหลายทางระบบประสาทจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธและนักวิจัยนานาชาติ พบว่าภาระในการถอดรหัสสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง และการสบตาในชีวิตประจำวัน สามารถสร้างความกดดันและความสับสนอย่างมหาศาลให้แก่ผู้ใหญ่กลุ่มออทิสติก จนอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด ความวิตกกังวลในการเข้าสังคม และคุณภาพชีวิตที่ถดถอย (medicalxpress.com)
ผลการวิจัยนี้เปรียบเสมือนเสียงเตือนมายังครอบครัวไทย ครู บุคลากรทางการแพทย์ และคนทั่วไป ให้หันมาตระหนักถึงความพยายามที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังชีวิตประจำวันของบุคคลออทิสติก โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวและความละเอียดอ่อน ซึ่งมักอาศัยการสื่อสารผ่านนัยยะที่ไม่พูดออกมาตรงๆ การทำความเข้าใจมุมมองของกลุ่มออทิสติกจึงเป็นหัวใจสำคัญในการทลายอคติและสร้างสะพานแห่งความเข้าใจ ทั้งในโรงเรียน ที่ทำงาน และทุกพื้นที่ในสังคมไทย
งานวิจัยชิ้นนี้ได้เจาะลึกประสบการณ์ตรงผ่านข้อเขียนของผู้ใหญ่กลุ่มออทิสติกจำนวน ๓๖๒ คน จากการสนทนาในเว็บบอร์ด WrongPlanet.net โดยคัดเลือกกระทู้ ๒๖ หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารแบบไม่ใช้คำพูดมาวิเคราะห์ ซึ่งแตกต่างจากงานวิจัยเดิมๆ ที่มักอาศัยการสังเกตจากมุมมองของแพทย์ ทำให้งานวิจัยนี้สะท้อนเสียงที่แท้จริงของบุคคลออทิสติก หลายคนเล่าถึงความเหนื่อยล้าจากการต้องควบคุมสายตา พยายามตีความท่าทาง และจัดภาษากายของตนให้สอดคล้องกับความคาดหวังของสังคม ไปพร้อมๆ กับการตั้งใจฟังบทสนทนา ผู้เข้าร่วมวิจัยคนหนึ่งเปรียบเปรยประสบการณ์นี้ว่าเหมือนกับการถอดรหัส “ภาษาลับที่ไม่มีคู่มือกำกับแบบเรียลไทม์” ขณะที่อีกคนหนึ่งระบายความในใจว่า “คงจะดีกว่านี้มากถ้าทุกคนพูดกันตรงๆ โดยไม่ต้องทิ้งช่องว่างให้เราต้องเดาใจกันเอง”
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “ปัญหาความเข้าใจผิดสองทาง” (Double Empathy Problem) ซึ่งหมายถึงการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นช่องว่างระหว่างบุคคลออทิสติกและบุคคลทั่วไป ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันนี้มักนำไปสู่ปัญหาระยะยาว เช่น การถูกมองในแง่ลบหรือถูกตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้ไม่กล้าเข้ารับบริการทางการแพทย์ หรือหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม สำหรับสังคมไทยที่เน้นการปรับตัวเข้าหากันและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง รูปแบบการสื่อสารที่อ้อมค้อมและแฝงนัย อาจยิ่งสร้างความลำบากใจให้แก่บุคคลออทิสติกเป็นทวีคูณ
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญยิ่งตอกย้ำประเด็นนี้ ผู้วิจัยจากคณะจิตวิทยา กีฬา และวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ ซึ่งมีประสบการณ์ตรงกับภาวะออทิสติก ชี้ว่าการสื่อสารแบบไร้คำพูดนั้น “เหมือนกับการต้องถอดรหัสภาษาที่ซับซ้อนในสมองแบบสดๆ” ขณะที่ผู้ร่วมวิจัยอีกคนจากมหาวิทยาลัยเดียวกันเสริมว่า งานวิจัยนี้ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่มองว่าปัญหาการสื่อสารเป็นเรื่องของฝ่ายบุคคลออทิสติกแต่เพียงผู้เดียว “ในความเป็นจริง ปัญหาความเข้าใจผิดเกิดจากทั้งสองฝั่ง บุคคลทั่วไปเองก็ประสบความยากลำบากในการทำความเข้าใจวิธีการสื่อสารของบุคคลออทิสติกไม่ต่างกัน” นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศซึ่งมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับออทิสติกเข้าร่วมด้วย ภายใต้การขับเคลื่อนของ Academic Autism Spectrum Partnership in Research and Education (AASPIRE) ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการวิจัยที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
จากเรื่องราวของผู้เข้าร่วมวิจัย พบว่าพวกเขามีกลยุทธ์การรับมือที่แตกต่างกันไป บางคนเลือกที่จะเรียนรู้ภาษากายผ่านการดูโทรทัศน์หรือเข้าคลาสการแสดง เพื่อพยายามเลียนแบบพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ ในขณะที่บางคนกลับค้นพบอิสรภาพในพื้นที่สนทนาออนไลน์ ที่ซึ่งพวกเขาไม่ต้องแบกรับความคาดหวังเรื่องท่าทางหรือการสบตา แต่สำหรับบุคคลออทิสติกจำนวนไม่น้อย การยอมรับในตัวตนและเลิกพยายามฝืนเป็นเหมือนคนอื่น กลับกลายเป็นหนทางสู่การปลดปล่อยและสร้างพลังใจที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของสังคมไทยที่มีแรงกดดันทางสังคมให้ต้องปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม เช่น การไหว้ หรือการอ่านนัยยะจากผู้ใหญ่ตามลำดับอาวุโส ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคที่เพิ่มขึ้นมา
ความเข้าใจผิดทางสังคมเหล่านี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเชิงทฤษฎี แต่ส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมต่อชีวิต ตั้งแต่การเข้ารับบริการด้านสุขภาพ การสัมภาษณ์งาน การเรียน ไปจนถึงความสัมพันธ์ส่วนตัว ผู้ใหญ่กลุ่มออทิสติกมักถูกมองว่าหยิ่งยโส ไม่จริงใจ หรือไม่ตั้งใจฟัง ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นเพราะภาษากายหรือสัญญาณที่พวกเขาส่งออกไปไม่ตรงกับบรรทัดฐานที่สังคมคาดหวัง สำหรับในประเทศไทย ความเข้าใจผิดระหว่างบทสนทนาอาจกลายเป็นกำแพงที่ขัดขวางการเข้าถึงบริการต่างๆ หรือสร้างความตึงเครียดในครอบครัว โดยเฉพาะในบริบทที่เน้นความเคารพตามลำดับชั้น งานวิจัยนี้จึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่บุคลากรทางการแพทย์ ครู และนายจ้างในไทยต้องตระหนักและเปิดใจให้กว้างต่อรูปแบบการสื่อสารที่หลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของกลุ่มสนับสนุนบุคคลออทิสติกในประเทศไทย (autismlight.com)
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติที่ได้จากการศึกษานี้คือ การเริ่มต้นด้วยการถามเจ้าตัวโดยตรงว่าสะดวกใจจะสื่อสารด้วยวิธีใด การให้เวลาคู่สนทนาในการคิดและตอบมากขึ้น การหลีกเลี่ยงที่จะตัดสินใครจากภาษากายเพียงอย่างเดียว และการเปิดรับช่องทางการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาหรือผ่านตัวอักษร โดยเฉพาะในสังคมไทยที่การสื่อสารผ่านไลน์ อีเมล หรือข้อความกลายเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดการสนทนาต่อหน้า คุณครูในโรงเรียนสามารถช่วยเหลือได้โดยการให้คำสั่งหรือคำชี้แจงที่ชัดเจน และลดการสื่อสารที่ต้องอาศัยการตีความจากนัยยะต่างๆ
ประเด็นเรื่องออทิสติกในผู้ใหญ่กำลังได้รับความสนใจในไทยมากขึ้น แม้ว่างานวิจัยส่วนใหญ่จะยังคงมุ่งเน้นไปที่เด็ก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะนี้เพิ่มสูงขึ้น (Bangkok Post) ประกอบกับวัฒนธรรม “ความเกรงใจ” ของไทย ที่มักทำให้การขอความช่วยเหลือหรือการสื่อสารความต้องการของตนเองตรงๆ เป็นเรื่องยาก ยิ่งเพิ่มความท้าทายให้กับคนกลุ่มนี้ ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกประมาณการว่าประชากร ๑ ใน ๑๐๐ คนทั่วโลกมีภาวะออทิสติก (World Health Organization) จึงถึงเวลาแล้วที่สังคมและองค์กรต่างๆ จะต้องร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมที่เปิดกว้างอย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่สังคมแห่งความเท่าเทียมในสถานศึกษาและที่ทำงาน เช่น การที่กระทรวงแรงงานส่งเสริมการจ้างงานคนพิการซึ่งรวมถึงผู้มีความหลากหลายทางระบบประสาท ก็ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าข้อเสนอแนะเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำไปปรับใช้ (ILO Thailand)
ก่อนหน้านี้ Bangkok Post เคยนำเสนอข่าวว่ามหาวิทยาลัยและองค์กรภาคประชาสังคมของไทยได้ริเริ่มพัฒนา “พื้นที่ที่เป็นมิตร” สำหรับนักศึกษากลุ่มออทิสติก โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจรูปแบบการเรียนรู้ทั้งแบบที่ใช้และไม่ใช้คำพูด (Bangkok Post) งานวิจัยล่าสุดนี้ชี้ให้เห็นว่าครูและนายจ้างควรเริ่มต้นจากการถามถึงความต้องการของแต่ละบุคคล แทนที่จะทึกทักเอาเองว่าควรจะช่วยเหลืออย่างไร ดังที่ผู้วิจัยนานาชาติท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “เพียงแค่การเปิดพื้นที่ให้กับการสื่อสารที่หลากหลาย ก็สามารถลดความเข้าใจผิด ส่งเสริมสุขภาพจิต และช่วยให้ทุกคนสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นได้”
เมื่อมองไปข้างหน้า งานวิจัยนี้บ่งชี้ว่ากระแสการยอมรับความหลากหลายด้านการสื่อสารกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะหลังยุคโควิด-19 ที่การเรียนและการทำงานออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ ช่องทางการสื่อสารผ่านตัวอักษรหรือวิดีโอจึงเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างสังคมที่ครอบคลุมและเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น สำหรับองค์กรในประเทศไทย นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่จะได้ทบทวนและปรับปรุงแนวปฏิบัติที่อาจเป็นอุปสรรคต่อประชากรผู้มีความหลากหลายทางระบบประสาท
อย่างไรก็ตาม การสร้างความตระหนักรู้เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น งานวิจัยนี้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ นายจ้าง ไปจนถึงผู้กำหนดนโยบาย ต้องร่วมมือกันสร้างพื้นที่ที่ยอมรับความหลากหลายในการแสดงออก สำหรับผู้อ่านชาวไทย สิ่งที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีคือการเปิดใจรับฟังช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย การเชื้อเชิญให้คู่สนทนาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และการให้เวลาพวกเขาในการตอบสนอง นอกจากนี้ ควรติดตามข้อมูลข่าวสารหรือขอคำปรึกษาจากเครือข่ายในประเทศ เช่น สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม (ไทย) หรือที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษในแต่ละพื้นที่
ท้ายที่สุดแล้ว การสนับสนุนให้ผู้ใหญ่กลุ่มออทิสติกสามารถเติบโตและใช้ชีวิตในสังคมไทยได้อย่างเต็มศักยภาพนั้น หมายถึงการที่เราต้องมองเห็นคุณค่าในรูปแบบการสื่อสารที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ช้าลงอีกนิด และรอคอยคำตอบจากแต่ละคน โดยไม่ด่วนตัดสินจากมาตรฐานทางภาษากายแบบเดิมๆ ซึ่งจะช่วยให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่หลากหลาย แข็งแกร่ง และเท่าเทียมสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
อ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่วารสาร PLOS ONE และสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับออทิสติกในผู้ใหญ่ได้ที่องค์การอนามัยโลก (WHO ASD Fact Sheet), องค์กร Academic Autism Spectrum Partnership in Research and Education (AASPIRE), และเครือข่ายให้ความช่วยเหลือในประเทศไทย (Autism Thailand) นอกจากนี้ ครอบครัวและบุคลากรที่สนใจสามารถเข้ารับการอบรม ขอคำแนะนำ หรือเข้าร่วมกิจกรรมในวันรณรงค์ตระหนักรู้ออทิสติกของประเทศไทยในเดือนเมษายนของทุกปี