งานวิจัยล่าสุดหลายชิ้นกำลังตีแผ่ความเชื่อผิดๆ ที่ฝังรากลึกเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศของผู้หญิง ตั้งแต่เรื่องการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ไปจนถึงปัญหาในวัยหมดประจำเดือน ข้อมูลเหล่านี้ โดยเฉพาะจากโรงพยาบาลและสถาบันวิจัยในเอเชีย ชี้ให้เห็นว่าประเด็นสุขภาพสตรีเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยการให้ความรู้และการพูดคุยอย่างเปิดใจ โดยเฉพาะในสังคมไทยที่เรื่องเพศยังเป็นประเด็นอ่อนไหว และการเรียนการสอนในโรงเรียนยังทำได้ไม่เต็มที่
งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากโรงพยาบาลในสิงคโปร์เมื่อปี ๒๕๖๗ พบว่าผู้หญิงวัย ๒๑-๔๕ ปี กว่าครึ่งหนึ่งที่ทำแบบสำรวจ ยังไม่สามารถแยกแยะอาการของโรคทางเพศที่พบบ่อยได้ แม้ส่วนใหญ่จะเห็นว่าความรู้เรื่องนี้สำคัญก็ตาม ที่น่ากังวลคือ มีเพียงร้อยละ ๔๓ เท่านั้นที่กล้าไปพบแพทย์เมื่อมีปัญหา ขณะเดียวกัน ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ กว่า ๘ ใน ๑๐ คน ยังไม่รู้จักเครื่องมือคัดกรองโรคทางเพศ และมีแค่ราว ๑ ใน ๑๐ ที่มั่นใจว่าสามารถวินิจฉัยหรือดูแลความผิดปกติทางเพศของสตรีได้ (CNA Lifestyle)
ข้อมูลนี้สะท้อนภาพมาถึงไทยได้เป็นอย่างดี เพราะแม้จะมีความพยายามพัฒนาเพศศึกษาในโรงเรียนมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ แต่รายงานของยูนิเซฟในปี ๒๕๖๒ ยังชี้ว่าวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่มองเรื่องเพศเป็นเรื่องต้องห้าม ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้ไม่รอบด้าน ครูจำนวนมากขาดแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และความมั่นใจในการสอน ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางความเข้าใจทั้งเรื่องสุขภาพการเจริญพันธุ์ โรคติดต่อทางเพศ ความยินยอม และสุขภาวะทางอารมณ์ในหมู่นักเรียน (Unicef Thailand)
๗ ความเชื่อผิดเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศหญิงที่ต้องทบทวนใหม่
๑. เข้าใจผิดว่าต้องรอให้มีเพศสัมพันธ์ก่อน ถึงค่อยไปหาหมอสูติฯ
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ผู้หญิงควรพบสูตินรีแพทย์อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เข้าสู่วัยรุ่นไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน ไม่ว่าจะเคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ก็ตาม เพราะปัญหาสุขภาพอย่าง ประจำเดือนมาไม่ปกติ ซีสต์ในรังไข่ หรือการรับมือกับวัยทอง ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่อง แพทย์อาวุโสจากแผนกเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ย้ำว่า “การตรวจสุขภาพทางนรีเวชมีความสำคัญในทุกช่วงชีวิตของผู้หญิง” (CNA Lifestyle)
๒. เชื่อว่าใช้ห้องน้ำสาธารณะแล้วจะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือเชื้อรา
แพทย์ยืนยันว่า การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (UTI) มักเกิดจากแบคทีเรียในลำไส้ของตัวเราเองที่พลัดเข้าไปในท่อปัสสาวะ ส่วนเชื้อราในช่องคลอดก็เกิดจากเชื้อราที่มีอยู่แล้วในร่างกาย แต่เจริญเติบโตมากผิดปกติจากปัจจัยกระตุ้น เช่น การกินยาปฏิชีวนะ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือในผู้ป่วยเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี แม้การมีเพศสัมพันธ์จะเพิ่มความเสี่ยงของ UTI ได้ แต่การนั่งบนโถส้วมสาธารณะไม่ใช่สาเหตุโดยตรง
๓. คิดว่าโรคติดต่อทางเพศทุกชนิดต้องแสดงอาการชัดเจน
ความจริงคือ โรคติดต่อทางเพศส่วนใหญ่ เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม เอชพีวี เริม ซิฟิลิส หรือแม้แต่เอชไอวี ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใดๆ แต่หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะเลือดออกผิดปกติ ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงมีบุตรยาก
ที่สำคัญกว่านั้น โรคเหล่านี้ไม่ได้กระทบแค่สุขภาพทางเพศ เช่น ซิฟิลิสอาจลามไปทำลายสมองหรือหัวใจ หนองในแท้เสี่ยงทำให้ตาบอดหรือข้ออักเสบ ส่วนหนองในเทียมและโรคอื่นๆ ก็อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้หากแม่ไม่ได้รับการรักษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชจึงแนะนำให้รีบตรวจและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
๔. ปัญหาทางเพศของผู้หญิงเป็นแค่เรื่องของ “ใจ” หรือคิดไปเอง
จริงๆ แล้วภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้หญิงเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นโรคประจำตัว ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ประวัติการผ่าตัด หรือแม้แต่ค่านิยมในสังคม ตัวอย่างเช่น อาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์อาจมีสาเหตุมาจากปัญหากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหรือภาวะป่วยอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่
๕. หากความต้องการทางเพศของคู่รักไม่ตรงกัน ต้อง “ทน” สถานเดียว
ไม่จริงเสมอไป การตรวจสุขภาพเพื่อหาสาเหตุทางกาย จิตใจ หรือผลข้างเคียงจากยา ถือเป็นสิ่งจำเป็น แพทย์ชี้ว่ามีทางเลือกในการรักษาหลายอย่าง ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ไปจนถึงการใช้ฮอร์โมนบำบัดในผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน เพื่อช่วยบรรเทาอาการและปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
๖. หมดประจำเดือนแล้ว ความสุขทางเพศก็จบสิ้นลง
แม้ภาวะหมดประจำเดือนอาจทำให้ช่องคลอดแห้งหรือความต้องการทางเพศเปลี่ยนไป แต่ก็สามารถจัดการได้ เช่น การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเฉพาะที่ก็ช่วยให้ความรู้สึกและความสุขระหว่างมีเพศสัมพันธ์กลับมาดีขึ้นได้ ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่า คู่รักสามารถสร้างความใกล้ชิดและความพึงพอใจในความสัมพันธ์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่การถึงจุดสุดยอดหรือการสอดใส่เท่านั้น (CNA Lifestyle)
ความเชื่อผิดเหล่านี้สะท้อนอะไรในสังคมไทย
ผลสำรวจหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า ความเข้าใจผิดเรื่องสุขภาพทางเพศยังคงเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย แม้หน่วยงานอย่าง UNFPA และกระทรวงสาธารณสุขจะพยายามผลักดันเพศวิถีศึกษาที่รอบด้านตามมาตรฐานสากล แต่ก็ยังเจอความท้าทายจากกำแพงวัฒนธรรม การนำนโยบายไปปฏิบัติที่ไม่ต่อเนื่อง และการพัฒนาบุคลากรที่ยังไม่ทั่วถึง (UNFPA Thailand)
ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และการศึกษาในภูมิภาคเอเชียต่างเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา จากการศึกษาในผู้หญิงวัยกลางคนชาวสิงคโปร์เมื่อปี ๒๕๖๔ พบว่าทัศนคติทางวัฒนธรรมและปัญหาสุขภาพของตัวเอง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้มีปัญหาเรื่องเพศ ซึ่งไม่ต่างจากสิ่งที่พบในไทย (PubMed) ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ก็ได้ริเริ่มนโยบายและคู่มือสุขภาพทางเพศสำหรับสตรีวัยเจริญพันธุ์ พร้อมเครื่องมือประเมินที่เป็นระบบ เช่น แบบประเมินสมรรถภาพทางเพศสตรี FSFI-6 ซึ่งอาจเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคได้
ได้เวลาผลักดันความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย
แม้กฎหมายและนโยบายของไทยจะรองรับการสอนเพศศึกษาในโรงเรียนมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๐ แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ถึงโรงเรียนมัธยมส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาสุขศึกษาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์หรือโรคติดต่อทางเพศ แต่ครูและบุคลากรหน้างานยังต้องการการสนับสนุนทั้งด้านเนื้อหา และเทคนิคการสื่อสารในประเด็นที่ซับซ้อน เช่น อารมณ์ความรู้สึก ความสัมพันธ์ หรือความหลากหลายทางเพศ (education-profiles.org)
นอกจากนี้ สังคมไทยยังมีอคติที่ฝังรากจากความเชื่อทางศาสนาและบริบทครอบครัว ทำให้ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยรู้สึกอายหรือไม่กล้าปรึกษาแพทย์เรื่องสุขภาพเพศ เพราะกลัวจะถูกตัดสินหรือมองในแง่ลบ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับทัศนคติและสร้างบรรยากาศของการสื่อสารที่เปิดกว้าง รวมถึงการสร้างสรรค์แคมเปญรณรงค์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง
แนวโน้มในภูมิภาคชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้เมื่อสังคมเปิดกว้างขึ้น และคนรุ่นใหม่เข้าถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่เจือปนด้วยอคติมากขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งพัฒนาบุคลากรและปรับหลักสูตรสุขศึกษาให้ครอบคลุมทั้งมิติร่างกาย จิตใจ และสังคม เพื่อลดช่องว่างความรู้และความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ
ข้อแนะนำสำหรับผู้หญิงไทยทุกคน
หัวใจสำคัญคือ ปัญหาสุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเรื่องต้องห้าม และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วเท่านั้น การตรวจสุขภาพภายในหรือพบแพทย์เป็นประจำจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมกับผู้หญิงทุกช่วงวัย หากมีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกกะปริดกะปรอย เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ความต้องการทางเพศเปลี่ยนไป หรือมีอาการคันระคายเคืองบ่อยๆ ควรปรึกษาแพทย์ อย่าปล่อยทิ้งไว้หรือหลงเชื่อข้อมูลผิดๆ จากอินเทอร์เน็ต
วิธีดูแลสุขภาพเพศด้วยตัวเองง่ายๆ
- ตรวจสุขภาพภายในกับสูตินรีแพทย์เป็นประจำ แม้จะยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์
- กล้าปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ ประจำเดือน หรืออาการวัยทอง
- เรียนรู้สัญญาณเตือนของโรคติดต่อทางเพศ และเข้ารับการตรวจคัดกรองเมื่อมีความเสี่ยง แม้จะไม่มีอาการ
- สื่อสารกับคู่รักอย่างเปิดอกและตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาหรือไม่สบายใจ
- ร่วมกันสนับสนุนให้มีเพศวิถีศึกษาที่รอบด้านและถูกต้องทั้งในโรงเรียนและที่ทำงาน
การลงมือทำสิ่งเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการพูดคุยเรื่องเพศให้เป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง ทั้งในระดับครอบครัว สถานศึกษา และสังคมโดยรวม ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างความรู้และทำลายอิทธิพลของความเชื่อผิดๆ ที่บั่นทอนสุขภาวะของผู้หญิงไทยและในภูมิภาค
แหล่งข้อมูล
- ไขข้อสงสัย! การใช้ชักโครกทำให้ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือเชื้อราได้จริงไหม? (CNA Lifestyle, กรกฎาคม ๒๕๖๘)
- UNICEF Thailand: การทบทวนเพศศึกษารอบด้านในประเทศไทย
- Education-Profiles.org: เพศศึกษาในประเทศไทย
- UNFPA Thailand: สุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์
- PubMed: การศึกษาภาวะไม่มีเพศสัมพันธ์และปัญหาทางเพศในผู้หญิงสิงคโปร์