ในความสำเร็จไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จะมีคนบางคนยืนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นเสมอ ดังนั้นเวลาลูกประสบกับความสุขและความสำเร็จใดๆ ก็จงอย่าลืมคนที่อยู่เคียงข้างก็แล้วกัน

แม่ดีเด่นของลูก

          ลูกชายถามผมว่า” ทำไมพ่อถึงรักแม่และรักกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

          ผมเลยเล่าให้ฟังว่า ภรรยาของผมหรือแม่ของลูก พ่อคบหากันมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปีที่ ๔ วิทยาลัยครูพระนคร บางเขน พ่อเรียนวิชาเอกภาษาไทย แม่เรียนวิชาเอกการแนะแนว

          แม่ชวนพ่อไปเป็นเพื่อนเรียนดนตรีที่โรงเรียนสยามกลการ แถวสะพานควาย เครื่องดนตรีสากลที่แม่เรียนก็คือเปียร์โนและกีต้าร์คลาสสิก ตอนนั้นพ่อรักและสนใจเรื่องราวของดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ ยังนึกเสียดายที่ไม่ได้เลือกเรียนสายดนตรีเสียตั้งแต่ตอนนั้น

          พ่อรู้สึกทึ่งในความสามารถของแม่ และคิดว่าแม่ของลูกต้องดูดีมีฐานะเป็นแน่แท้ เพราะค่าเล่าเรียนดนตรีที่สยามกลการมิใช่ถูกๆเลย ตลอดจนผู้เรียนต้องมีความมานะพยายามมากด้วย

          พอแม่เรียนจบหลักสูตรวิชาชีพครูและดนตรี พ่อกับแม่ไปสอบบรรจุเป็นครูที่สุรินทร์และศรีสะเกษ จากนั้นก็แต่งงานกัน พ่อจึงได้รู้ว่าแม่มิได้ร่ำรวยอย่างที่พ่อคิดไว้ แต่พ่อก็มิได้ถือสาอะไรแล้ว

          เพราะศิลปะและวัฒนธรรมทางดนตรี ได้กล่อมเกลาจิตใจและหล่อหลอมพ่อกับแม่เข้าไปในสายเลือด จนกลายมาเป็นลูกชายสองคนที่บ่มเพาะทักษะทางดนตรีและนาฎศิลป์มาจนถึงทุกวันนี้

          ตอนที่ลูกเรียน ป.ตรี คงยังจำได้และไม่แปลกใจเลยใช่ไหมว่าทำไม นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กที่พ่อบริหารจัดการ มีไม่ถึง ๖๐ คน แต่พ่อก็สามารถตั้งวงดุริยางค์เล็กๆ จากกลองใหญ่ผุๆ กลองแต๊กพังๆ เมโรเดี้ยนเพียง ๓ ตัว และเบลเลลล่าหรือนิ้งหน่องเพียงตัวเดียวเท่านั้น

          พ่อคิดว่า ณ ตอนนั้น น่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กในระดับต้นๆของอำเภอก็ว่าได้ ที่สามารถทำวงดุริยางค์บรรเลงเพลงชาติหน้าเสาธงมาอย่างยาวนานและยั่งยืนมาโดยตลอด

          เด็กนักเรียนในรุ่นนั้นได้ขึ้นสู่เวทีการแสดงของชุมชนอยู่เสมอ ออกงานผ้าป่างานกฐินก็หลายครั้ง ปัจจุบันเขาเหล่านั้นได้เป็นนักดนตรีมืออาชีพประจำแตรวงของหมู่บ้าน หลายคนเรียนวิชาเอกดนตรีในสถาบันราชภัฎฯ จึงนับเป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจของแม่

          ส่วนพ่อที่ใครต่อใครมองเห็นว่าอยู่เบื้องหน้า ผู้นำพาความสำเร็จมาสู่นักเรียนและโรงเรียน ที่แท้นั้นมีแม่ของลูกอยู่เบื้องหลังความสำเร็จเสมอ โดยเฉพาะในการเรียนการสอนด้านดนตรี

          เรื่องของเรื่องก็คือแม่อ่านโน้ตสากลได้และไล่เรียงตัวโน้ตได้แม่นยำ ทั้งเพลงจังหวะรำวงทั่วไป เพลงลูกทุ่งและเพลงพระราชนิพนธ์ โชคดีที่เด็กรุ่นแรกๆ ว่านอนสอนง่าย ถ่ายทอดเพลงอะไรก็รับได้หมด

          แต่แม่จะสอนจังหวะกลองไม่ได้ ส่วนพ่อจะมีทักษะด้านการตีกลองเป็นพิเศษ ตีได้ทั้งกลองใหญ่ กลองแต๊ก กลองยาวและกลองรำมะนา เมื่อเด็กต่อเพลงได้จนจบ แม่ก็จะปล่อยให้มารวมวงกับพ่อ เพื่อเล่นตามจังหวะของตัวโน้ตในทำนองเพลงนั้นๆ โดยมีกลองคอยให้จังหวะที่สนุกสนานเร้าใจ

          แม่ของลูกไม่ชอบออกสื่อ จึงไม่เคยมายืนหน้าวงดุริยางค์ของโรงเรียน ปล่อยให้พ่อเป็นคอนดักเตอร์ ยืนโบกมือและปรบมือสร้างจังหวะให้พร้อมเพรียงกัน พ่อจึงเป็นครูฝึกซ้อมและให้กำลังใจนักเรียนมานานนับ ๑๐ ปี

          พ่อจึงคิดอยู่เสมอว่า ในความสำเร็จไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จะมีคนบางคนยืนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นเสมอ ดังนั้นเวลาลูกประสบกับความสุขและความสำเร็จใดๆ ก็จงอย่าลืมคนที่อยู่เคียงข้างก็แล้วกัน

          วันนี้แม่พูดเปรยๆกับพ่อว่า ลูกเราสองคนเหน็ดเหนื่อยกับอาชีพครูเสียเหลือเกิน แม่ก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ เกษียณแล้วเป็นได้แค่แม่เขาเท่านั้น พ่อฟังแล้วรู้สึกประทับใจที่แม่ก็มีคำคมกับเขาเหมือนกัน

          แม่ของลูกคงไม่รู้ตัวหรอกว่า ที่ผ่านมานั้น และปัจจุบันที่เห็นและเป็นอยู่ แม่ก็ไม่ธรรมดานะจะบอกให้ ถึงแม้ว่าแม่จะไม่เคยได้รางวัลใดๆกับเขา แต่ก็เชื่อว่าเป็นแม่ดีเด่นของลูกอย่างแน่นอน 

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๑๔  กรกฎาคม  ๒๕๖๘