กระแสงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระลอกใหม่กำลังตั้งคำถามตัวโตๆ ถึงความจำเป็นของการกินวิตามินเสริมเป็นประจำทุกวัน โดยพบข้อมูลที่น่าสนใจว่าการกินวิตามินรวมอาจไม่ได้จำเป็นต่อการมีสุขภาพดีอย่างที่เคยเชื่อกันมา ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อพอดแคสต์ ‘Chasing Life’ ของ CNN นำเสนอข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับอาหารเสริมและผลลัพธ์ที่แท้จริงต่อสุขภาพของคนส่วนใหญ่ cnn.com
คนไทยเองก็คุ้นเคยกันดีกับความเชื่อที่ว่าการกินวิตามินเป็นเรื่องปกติเพื่อ “เสริมภูมิคุ้มกัน” หรือ “ป้องกันโรค” ไม่ว่าจะในร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อทั่วกรุงเทพฯ ก็จะเห็นวิตามินเสริมวางเรียงรายเป็นตับ สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค พ่อแม่หลายคนเลือกวิตามินแบบเคี้ยวให้ลูก ขณะที่คนวัยทำงานสายสุขภาพก็มักจะเพิ่ม “วิตามินรวม” เข้าไปในตารางชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนหรือเมื่อมีโรคระบาด อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดกลับกำลังท้าทายความเชื่อและพฤติกรรมเหล่านี้ ทั้งในระดับโลกและในชีวิตประจำวันของคนไทย ว่าสรุปแล้วอาหารเสริมนั้นจำเป็นและให้ประโยชน์จริงหรือ?
งานวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ โดยคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อบริการป้องกันแห่งสหรัฐอเมริกา (USPSTF) ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยจำนวนมากที่มีผู้เข้าร่วมนับหลายพันคน พบว่าแทบไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการกินวิตามินรวมหรือวิตามินเดี่ยวส่วนใหญ่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งหรือโรคหัวใจ ในกลุ่มคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงดี JAMA, 2022 รายงานของ CNN ยังชี้ด้วยว่าผลการวิจัยเหล่านี้ได้เริ่มส่งผลต่อคำแนะนำและนโยบายด้านสาธารณสุขทั่วโลกแล้ว
นักวิชาการด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการว่า “คนส่วนใหญ่มักมองหาวิธีลัดในการดูแลสุขภาพ แต่ความจริงก็คือ สำหรับคนทั่วไปที่กินอาหารครบหมู่และหลากหลาย ร่างกายก็ได้รับสารอาหารเพียงพออยู่แล้ว ไม่มีอาหารเสริมตัวไหนมาทดแทนพื้นฐานสุขภาพที่ดีได้ และวิตามินรวมก็ไม่ใช่ยาวิเศษ”
มุมมองของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยหลายชิ้น เห็นตรงกันว่าอาหารเสริมอาจมีความจำเป็นสำหรับบางกลุ่มเท่านั้น เช่น หญิงตั้งครรภ์ที่ต้องการกรดโฟลิก ผู้สูงอายุที่ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ไม่ดี หรือผู้ที่แพทย์วินิจฉัยว่าขาดวิตามินชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างชัดเจน แต่สำหรับผู้ใหญ่และเด็กที่สุขภาพดีและกินอาหารครบถ้วน ซึ่งประกอบด้วยผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไขมันต่ำ แทบจะไม่ได้รับประโยชน์เพิ่มเติมอะไรจากการกินวิตามินเสริมเป็นประจำ Harvard T.H. Chan School of Public Health ที่สำคัญไปกว่านั้น การได้รับวิตามินเสริมมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น เพิ่มความเสี่ยงของนิ่วในไต หรือไปรบกวนการดูดซึมแร่ธาตุตัวอื่น
สำหรับบริบทของไทย ประเด็นนี้ถือว่ามาได้ถูกจังหวะ แม้จะยังพบปัญหาการขาดสารอาหารในบางกลุ่ม เช่น ภาวะโลหิตจางและขาดวิตามินดีในพื้นที่ห่างไกลและในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ข้อมูลการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขในช่วงหลังพบว่าคนเมืองส่วนใหญ่ได้รับสารอาหารจากมื้ออาหารปกติอย่างเพียงพอ Bangkok Post ดังนั้นความท้าทายหลักจึงไม่ใช่การส่งเสริมอาหารเสริม แต่เป็นการทำให้กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กในโรงเรียนชนบท สามารถเข้าถึงอาหารที่หลากหลายและมีคุณค่าทางโภชนาการ
ในทางวัฒนธรรมอาหาร วัฒนธรรมการกินของไทยที่เน้นผัก สมุนไพรหลากชนิด ผลไม้ตามฤดูกาล และปลา ก็ถือเป็นพื้นฐานที่ดีในการป้องกันภาวะขาดสารอาหารอยู่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขเองก็รณรงค์เรื่อง “อาหาร ๕ หมู่” มาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นจานอาหารที่สมดุลด้วยผักหลากสี ผลไม้ ข้าว โปรตีน และนม ทว่ากระแสการตลาดที่แข็งแกร่งและโฆษณาอาหารเสริม รวมถึงเครื่องดื่มผสมวิตามินราคาสูง ยังคงมีอิทธิพลสูง ทำให้หลายครัวเรือนยอมจ่ายเงินไปกับผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่ได้ให้ประโยชน์คุ้มค่าอย่างที่คาดหวัง
ในอดีต นโยบายสาธารณสุขของไทยมักเน้นไปที่การเสริมสารอาหารในอาหารหลัก (food fortification) มากกว่าการแจกจ่ายอาหารเสริมเป็นรายบุคคล เว้นแต่ในกรณีที่เกิดปัญหาขาดสารอาหารในวงกว้าง เช่น การเสริมไอโอดีนในเกลือเพื่อแก้ปัญหาโรคคอพอกในภาคเหนือ เช่นเดียวกับโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนปัจจุบันที่หันมาให้ความสำคัญกับเมนูที่สมดุลโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนนโยบายที่ให้ความสำคัญกับ “อาหารเป็นยา”
ในอนาคต นักโภชนาการเสนอว่าผู้กำหนดนโยบายควรทุ่มเททรัพยากรไปกับการให้ความรู้ด้านโภชนาการที่ถูกต้อง และมุ่งเน้นไปยังกลุ่มเสี่ยง เช่น ครอบครัวรายได้น้อย หรือผู้สูงอายุ เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนที่ตรงจุด “หากคุณสุขภาพดีและกินอาหารไทยที่หลากหลายอยู่แล้ว วิตามินเสริมก็อาจไม่จำเป็นเลย แต่สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือผู้สูงอายุ โครงการด้านสาธารณสุขยังต้องเฝ้าระวังปัญหาขาดสารอาหารอย่างใกล้ชิด และควรเน้นการแก้ปัญหาผ่านมื้ออาหารเป็นหลัก ไม่ใช่แค่อาหารเสริม” ผู้บริหารจากสถาบันโภชนาการของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้ทรรศนะกับผู้สื่อข่าว
สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ข้อแนะนำที่สำคัญที่สุดคือการหันมาใส่ใจเลือกกินอาหารที่หลากหลายและครบถ้วน แทนที่จะเสียเงินไปกับวิตามินเสริมโดยไม่จำเป็น และควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนตัดสินใจใช้วิตามินเสริมใดๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว หากกังวลว่าอาจขาดสารอาหาร ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับตัวเอง ผลวิจัยยุคใหม่กำลังตอกย้ำความจริงที่ว่า การลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดเริ่มต้นที่ ‘จานอาหาร’ ไม่ใช่ ‘ขวดวิตามิน’
ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และรับฟังพอดแคสต์ CNN ‘Chasing Life’ เพื่อเข้าใจมุมมองเรื่องอาหารเสริมในระดับสากลได้ง่ายขึ้น