นักบำบัดด้านบาดแผลทางใจชื่อดังได้แชร์ 2 เทคนิคการหายใจที่ทำได้ง่ายและรวดเร็วสุด ๆ สามารถช่วยลดความวิตกกังวลได้แทบจะทันที เหมาะสำหรับใครก็ตามที่รู้สึกเครียดหรือกังวลใจ ถือเป็นวิธีที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ต้องรับมือกับความเร่งรีบและแรงกดดันในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะตื่นเต้นก่อนพรีเซนต์งานใหญ่ หรืออึดอัดใจกับบทสนทนาที่น่ากระอักกระอ่วนใจที่บ้าน เทคนิคเหล่านี้ถูกนำเสนอผ่านรายการ “Today” ของสหรัฐฯ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัดและนักเขียน ที่เน้นย้ำว่าทำง่ายและได้ผลจริง เหมาะกับชีวิตที่รีบเร่งของคนไทยในปัจจุบัน (Today.com)
ในประเทศไทย แนวโน้มความเครียดและความกังวลพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิตพบว่า มีคนไทยเข้ารับคำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานและนักเรียนนักศึกษา ด้วยปัจจัยรุมเร้าทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว รวมถึงผลกระทบระยะยาวจากโควิด-19 ทำให้หลายคนต้องเผชิญกับความกดดันมหาศาล แม้การทำสมาธิหรือเจริญสติแบบชาวพุทธจะยังคงเป็นที่นิยม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเวลาหรือสะดวกกับกิจกรรมที่ต้องใช้เวลานาน เทคนิคสั้น ๆ ที่ทำได้ทันทีจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น
วิธีแรก: “Voo” เทคนิคเปล่งเสียงสลายความเครียด
เทคนิคที่นักบำบัดแนะนำเรียกว่า “Voo” (วู) ซึ่งทำได้ง่ายมาก ๆ แค่สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตอนที่หายใจออก ให้เปล่งเสียง “วู” ออกมาให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ หัวใจสำคัญคือการจดจ่อและรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากเสียงที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย “เวลาเรากังวล มันเหมือนมีอะไรบางอย่างคันยุบยิบอยู่ข้างในที่สัมผัสไม่ถึง แต่เสียงสั่น ๆ นี้สามารถเข้าไปถึงตรงนั้นได้” นักบำบัดอธิบายเพิ่มเติมว่า คลื่นเสียงสั่นสะเทือนนี้จะช่วยปลดปล่อยความตึงเครียดออกจากร่างกาย ทำให้เรารับรู้ถึงแรงสั่นและค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
วิธีที่สอง: เทคนิคเกร็งแล้วคลาย สลายความตึงเครียด
อีกเทคนิคคือการคลายกล้ามเนื้อ หรือ “Tension Release” วิธีการคือ สูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ พอหายใจออกให้เกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกาย ตั้งแต่หัวจรดเท้า หลังจากนั้นสูดลมหายใจเข้าอีกครั้งแล้วปล่อยกล้ามเนื้อทั้งหมดให้คลายตัวพร้อมกับหายใจออกอย่างสบาย ๆ การเกร็งและคลายกล้ามเนื้อแบบตั้งใจนี้จะช่วยให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ซึ่งส่งผลให้จิตใจสงบลงได้ “การจงใจสร้างความตึงเครียดให้ร่างกายแล้วปล่อยมันออกไป จะทำให้จิตใจรู้สึกสงบลงอย่างน่าทึ่ง” นักบำบัดชี้ว่าทั้งสองเทคนิคนี้ทำได้แทบทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะระหว่างรอกาแฟ หรือยืนรออุ่นอาหารหน้าไมโครเวฟ
เบื้องหลังเทคนิคง่าย ๆ นี้มีหลักวิทยาศาสตร์รองรับ โดยอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า “ความรู้สึกเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ผ่านร่างกาย” การเปล่งเสียงหรือการขยับกล้ามเนื้อจะช่วยกระตุ้น “เส้นประสาทเวกัส” (Vagus Nerve) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนสวิตช์ควบคุมระบบความเครียดของร่างกาย (PubMed) การใช้เสียงหรือการเกร็งกล้ามเนื้อจึงสามารถช่วยตัดวงจรความกังวลและดึงสติให้กลับมาสงบได้อย่างรวดเร็ว
เทคนิคง่าย ๆ ที่ปรับใช้ได้ในบริบทแบบไทย ๆ
สำหรับไลฟ์สไตล์คนไทยที่ต้องวุ่นวายตั้งแต่เช้า รับมือทั้งเรื่องงาน เรื่องครอบครัว และการเดินทาง เทคนิคทั้งสองนี้สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันทีโดยไม่มีข้อจำกัดด้านวัฒนธรรมหรืออุปกรณ์ ไม่ต้องใช้พื้นที่พิเศษ เหมาะกับช่วงเวลาเร่งด่วน หรือเวลาที่รู้สึกสมองล้าในช่วงบ่าย นอกจากนี้ เทคนิคการ “เขย่าตัว” เพื่อคลายเครียดยังสอดคล้องกับความเชื่อหรือการออกกำลังกายบางอย่างของไทย ที่เน้นการสลัดพลังงานลบหรือโชคร้ายผ่านการเคลื่อนไหว ซึ่งมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับด้วยเช่นกัน (Bangkok Post)
นักบำบัดเปรียบเทียบความเจ็บปวดทางใจกับความหิวเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น “เวลาหิว เราก็กินข้าว ถ้าปล่อยให้หิวทั้งวัน แรก ๆ อาจจะทนไหว แต่สุดท้ายก็จะหมดแรง อารมณ์ก็เหมือนกัน ถ้าเราใส่ใจความรู้สึกตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรังได้” แนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวทางของกรมสุขภาพจิตที่รณรงค์ให้คนไทยหันมาดูแลใจตัวเองและหมั่นสำรวจอารมณ์อยู่เสมอ
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในไทย
นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “เทคนิคที่ช่วยให้เรารู้ทันลมหายใจและความตึงของกล้ามเนื้อ จะช่วยดึงสติให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ดีมาก เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษาและคนทำงานที่ชีวิตวุ่นวายตลอดวัน” ขณะเดียวกัน แพทย์อาวุโสจากกรมสุขภาพจิตชี้ว่า “วิธีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อหรือการเปล่งเสียง ถือเป็นเครื่องมือดูแลใจเบื้องต้นที่นำไปใช้เสริมการรักษาได้ดี โดยเฉพาะระหว่างที่รอคิวพบผู้เชี่ยวชาญ” (กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข) งานวิจัยในต่างประเทศอย่างทฤษฎีโพลีเวกัส (Polyvagal Theory) ก็ชี้ว่าการควบคุมลมหายใจและเปล่งเสียงความถี่ต่ำ (เช่น การฮัมเพลง หรือสวดมนต์) ช่วยลดอาการเครียดและวิตกกังวลได้จริง (Frontiers in Psychology)
ทำง่าย ไม่เปลืองเวลา นำไปใช้ได้กับทุกวัย
ข้อดีสุด ๆ ของเทคนิคนี้คือใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีและไม่ต้องการความเป็นส่วนตัว สามารถทำได้ทันทีหลังตื่นนอน ก่อนเจอสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้น หรือแม้กระทั่งระหว่างทำกิจวัตรประจำวันอย่างการแปรงฟัน นักบำบัดแนะนำให้ลอง “เขย่าตัว” ไล่ความเครียดขณะแปรงฟันดู เพื่อทำให้การดูแลใจกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยอัตโนมัติ แถมยังง่ายพอที่เด็กหรือผู้สูงอายุในบ้านจะทำตามได้ด้วย
ในบริบทของไทย การขยับร่างกายและฝึกเปล่งเสียงมีความหมายที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอยู่แล้ว เช่น นาฏศิลป์ไทยที่ใช้ท่วงท่า ลมหายใจ และเสียงในการสื่อสารและเปลี่ยนอารมณ์ ซึ่งสะท้อนว่าการคลายเครียดผ่านร่างกายไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทยเลย เทคนิคสมัยใหม่เหล่านี้จึงเข้ากันได้ดีกับแนวทางดั้งเดิม
แนวโน้มในอนาคตและข้อควรระวัง
ผู้เชี่ยวชาญในไทยคาดว่าเทคนิคดูแลใจแบบสั้นและกระชับเช่นนี้จะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับวิถีชีวิตคนเมืองยุคดิจิทัล จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า อัตราความเครียดและปัญหานอนไม่หลับในไทยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและพนักงานออฟฟิศ เมื่อเทคโนโลยีทำให้เส้นแบ่งระหว่างบ้านและที่ทำงานจางลง ประกอบกับการเดินทางที่ยาวนานขึ้นในเมืองใหญ่ การฝึกหายใจแบบ “Voo” หรือการคลายกล้ามเนื้อจึงเป็นทางออกที่น่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาคลินิกแถวหน้าของกรุงเทพฯ ให้ข้อคิดว่า เทคนิคเหล่านี้เหมาะสำหรับจัดการความเครียด ความกังวลเฉพาะหน้า หรือลดความไม่สบายใจชั่วคราวเท่านั้น หากมีความกังวลที่เรื้อรังหรือส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสมต่อไป สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยยังแนะนำให้ประชาชนหมั่นสังเกตอารมณ์ของตนเองอยู่เสมอ อาจใช้แอปพลิเคชันหรือจดบันทึกความรู้สึกควบคู่ไปกับการใช้เทคนิคเหล่านี้
เริ่มดูแลใจด้วยตนเองได้ทันที
สำหรับผู้อ่านที่สนใจ ไม่ต้องรอ! เริ่มฝึกได้เลยตั้งแต่เช้าวันพรุ่งนี้ หลังตื่นนอน ลองสำรวจใจตัวเองสักครู่ จากนั้นหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเปล่งเสียง “วู” ยาว ๆ พร้อมกับลมหายใจออก สัมผัสถึงแรงสั่นในร่างกาย ต่อด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อตอนหายใจเข้า แล้วคลายออกตอนหายใจออก คิดเสียว่านี่คือการดูแลใจ เหมือนที่เราต้องล้างหน้าหรือแปรงฟันทุกเช้า หากวันไหนรีบมาก ๆ แค่ลองเขย่าตัวสั้น ๆ เริ่มจากสะโพกแล้วไล่ขึ้นมาจนทั่วร่าง ก็ช่วยคลายความตึงเครียดได้แล้ว และเมื่อทำเป็นประจำ มันจะกลายเป็นเกราะป้องกันความเครียดชั้นดีให้เรา
สรุปได้ว่า ไม่ว่าจะกำลังเผชิญความเครียดบนรถไฟฟ้า วุ่นวายกับเดดไลน์ หรือกังวลเรื่องคะแนนสอบ เทคนิคง่าย ๆ เหล่านี้คือทางเลือกใหม่ในการดูแลใจ ที่มีทั้งหลักวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมรองรับ ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ร่วมกับกิจกรรมที่คุ้นเคยอย่างการสวดมนต์หรือทำสมาธิได้ทันที หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมหรือพบว่าปัญหายังคงอยู่ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมและวิธีฝึกได้ที่ Today.com หรือแหล่งข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข และงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับลมหายใจและสุขภาพจิตบน PubMed