กระแส “Glow Up” หรือการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดูดีขึ้นแบบฉับพลัน กำลังเป็นไวรัลในโลกโซเชียล โดยมีเหล่าอินฟลูเอนเซอร์คอยปั่นเทรนด์อาหารใหม่ๆ ออกมาไม่หยุดหย่อน แต่ในทางกลับกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการทั้งในและต่างประเทศต่างออกมาเตือนว่า หลายวิธีที่กำลังฮิตกัน ตั้งแต่การอดอาหารแบบหักโหมไปจนถึงการคุมอาหารอย่างเข้มงวดสุดขั้ว นอกจากจะไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือมารองรับแล้ว ยังอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพกายและใจ โดยเฉพาะกับกลุ่มวัยรุ่น ในยุคที่คนไทยต้องรับมือกับปัญหาสุขภาพจากอาหารและความเครียดที่เพิ่มขึ้น การรู้เท่าทันเทรนด์ “Glow Up” ที่ควรเลี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

ทุกวันนี้ คนไทยเปิดรับเทรนด์อาหารจากทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, YouTube และ Instagram อย่างเต็มที่ แม้บางกระแส เช่น การกินผักให้มากขึ้น หรือการลดน้ำตาล จะมีประโยชน์ แต่หลายเทคนิคที่อวดอ้างว่าเป็นทางลัดสู่ความสวย ความผอม หรือการ “ดีท็อกซ์” เช่น การอดอาหารโดยดื่มแค่น้ำเปล่าหลายวันติด, การติดเซ็นเซอร์วัดน้ำตาลตลอดเวลา หรือการกินแต่เนื้อสัตว์ กำลังสร้างความกังวลใจให้แก่นักโภชนาการอย่างมาก คำว่า “Glow Up” ได้กลายเป็นศัพท์ติดปากในกลุ่มวัยรุ่นและคนเมืองที่อยากเปลี่ยนลุคและชีวิตให้ดีขึ้น แต่บ่อยครั้งที่ทางลัดเหล่านี้กลับมองข้ามองค์ความรู้เรื่องการกินอย่างสมดุลที่สืบทอดกันมาในครัวไทย และอาจสวนทางกับเป้าหมายด้านสุขภาพที่ตั้งใจไว้เสียเอง

จากการรวบรวมข้อมูลโดยทีมนักกำหนดอาหารและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการทั่วโลก (Abby Langer Nutrition; Wikipedia/อาหารกระแส) พบว่ามี ๕ เทรนด์ “Glow Up” ที่ต้องจับตาและควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ การอดอาหารโดยดื่มแต่น้ำเปล่าเป็นเวลานาน, การใช้เซ็นเซอร์วัดน้ำตาลต่อเนื่องทั้งที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน, การเหยียดหรือวิจารณ์อาหารของผู้อื่นบนโซเชียล, การหมกมุ่นกับการเช็ครูปร่างตัวเอง และการกินอาหารแบบ “คาร์นิวอร์” (Carnivore) หรือกินแต่เนื้อสัตว์ล้วนๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเสี่ยงก่อปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจ และยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนมารองรับ

๑. การอดอาหารโดยดื่มแค่น้ำเปล่า (Water Fasting)

เทรนด์นี้อ้างว่าช่วย “รีเซ็ตระบบเผาผลาญ” หรือล้างพิษในร่างกายได้ ด้วยการงดอาหารทุกชนิดและดื่มเพียงน้ำเปล่าเป็นเวลาหลายวัน แต่นักโภชนาการทั้งไทยและต่างประเทศต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือใดๆ มาสนับสนุนคำกล่าวอ้างนี้ ในทางตรงกันข้าม รายงานทางการแพทย์เมื่อปี ๒๕๖๔ กลับพบว่าผู้ที่อดอาหารนาน ๑๐–๓๐ วัน มีภาวะดื้อต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น และเกิดผลข้างเคียงตามมา เช่น ภาวะขาดน้ำ, โซเดียมในเลือดต่ำ และน้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่า “การอดอาหารนานๆ ไม่ต่างอะไรกับภาวะอดอยากของร่างกาย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสมดุลเกลือแร่ ไตทำงานหนัก และสร้างความเครียดทางจิตใจอย่างมหาศาล” โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานที่สุขภาพแข็งแรงดี การอดอาหารลักษณะนี้อาจเป็นอันตรายเกินความจำเป็น

๒. การใช้เครื่องวัดน้ำตาลต่อเนื่อง ทั้งที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

อุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำตาลต่อเนื่อง (CGM) เดิมทีมีไว้สำหรับผู้ป่วยเบาหวานเท่านั้น แต่กลับถูกอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพนำมาใช้เพื่อควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด แม้ว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะมีการขึ้นลงหลังมื้ออาหารเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วก็ตาม นักโภชนาการจากสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ ได้ออกมาเตือนว่า การติดเครื่องมือนี้ในคนปกติ นอกจากจะสิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุแล้ว ยังอาจสร้างความวิตกกังวลเกี่ยวกับการกินโดยไม่จำเป็น ด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ระบุชัดเจนว่า “คนที่ไม่เป็นเบาหวาน ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจวัดระดับน้ำตาลตลอดเวลา” การจ้องจับผิดตัวเลขมากเกินไป อาจขัดกับหลักการกินอย่างมีความสุขของคนไทย ที่เน้นความหลากหลายและการกินร่วมกันในสังคม

๓. เทรนด์วิจารณ์อาหารคนอื่น (Food Shaming) บนโซเชียล

การทำคลิปล้อเลียนหรือวิจารณ์อาหารที่คนอื่นเลือกซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือโลกออนไลน์ กำลังกลายเป็นปัญหาที่น่ากังวล พฤติกรรมเช่นนี้มักดูแคลนอาหารราคาประหยัดหรืออาหารแปรรูป แล้วยกย่องอาหารสุขภาพราคาแพง โดยไม่คำนึงถึงบริบททางสังคมของแต่ละคน ในประเทศไทยซึ่งมีวัฒนธรรมอาหารที่หลากหลายและพึ่งพิงวัตถุดิบท้องถิ่น การด้อยค่าอาหารจึงอาจกระทบกระเทือนจิตใจและเป็นอุปสรรคต่อการกินที่สอดคล้องกับชีวิตจริง นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งเตือนว่า “อาหารที่คนเลือกกินสะท้อนถึงรายได้ ข้อจำกัดทางสุขภาพ หรือแม้แต่ความเชื่อทางศาสนา” การสร้างตราบาปให้กับการกินข้าวแกงหรืออาหารจานด่วน อาจก่อให้เกิดความเครียด, ลดทอนความมั่นใจ และนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติในหมู่เยาวชนได้

๔. การหมกมุ่นกับการเช็ครูปร่าง (Body Checking)

การส่องกระจกบ่อยๆ ถ่ายคลิปโชว์สัดส่วน หรือเปรียบเทียบรูปร่างของตัวเองกับอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา คืออีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในคอนเทนต์สายออกกำลังกายและคุมอาหาร ที่มักผูกโยงความสำเร็จเข้ากับรูปร่างที่ผอมเพรียว นักจิตวิทยาคลินิกในกรุงเทพฯ หลายท่านพบว่าพฤติกรรมนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไม่พอใจในรูปลักษณ์ของตนเอง (Body Dysmorphia), โรคซึมเศร้า และบั่นทอนความภาคภูมิใจในร่างกาย ซึ่งสวนทางกับวัฒนธรรมไทยที่ให้คุณค่ากับสุขภาพดีและความพอเพียงมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก “โลกออนไลน์มักนำเสนอมาตรฐานความงามในกรอบที่แคบมาก ทำให้ผู้เสพสื่ออาจเผลอวัดคุณค่าของตัวเองด้วยบรรทัดฐานที่ไม่เป็นจริง” นักจิตวิทยาจากสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติกล่าว

๕. เทรนด์กินแต่เนื้อสัตว์ (Carnivore Diet)

แนวทางการกินที่เน้นแต่เนื้อสัตว์ และงดผักผลไม้รวมถึงธัญพืชทุกชนิด กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นและสายฟิตเนส แม้จะมีบางคนอ้างว่าช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้ แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสมาคมนักกำหนดอาหารและงานวิจัยระดับนานาชาติต่างเตือนว่า ความเสี่ยงนั้นมีมากกว่าประโยชน์ที่อาจได้รับ เช่น การไม่กินผักผลไม้ทำให้ร่างกายขาดใยอาหาร ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพลำไส้และอาจเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือด “แนวทางโภชนาการสำหรับคนไทยเน้นความสมดุลของข้าว ผัก ผลไม้ และโปรตีน การกินแบบสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งจึงขัดกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของครัวไทยอย่างสิ้นเชิง” ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายโภชนาการจากกระทรวงสาธารณสุขให้ความเห็น

รากฐานอาหารไทย: หลากหลายและสมดุล คือหัวใจ

อาหารไทยแต่ดั้งเดิมนั้นงดงามด้วยความหลากหลายของวัตถุดิบท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค ตั้งแต่ข้าวเหนียวปลาย่างทางเหนือไปจนถึงส้มตำที่อุดมด้วยสมุนไพรของภาคอีสาน แม้แต่ในหลักปฏิบัติทางศาสนา การกินอย่างมีสติและพอดีก็ถือเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ใช่การจำกัดอย่างสุดโต่งตามกระแสตะวันตก ผู้เชี่ยวชาญต่างกังวลว่าเทรนด์ Glow Up เหล่านี้กำลังบ่อนทำลายรากฐานวัฒนธรรมการกินที่ดีงามในหมู่เยาวชนที่กำลังมองหาทางลัดสู่สุขภาพและภาพลักษณ์ที่ดี

อนาคตโภชนาการไทย: คิดให้รอบด้านก่อนตามกระแส

ตราบใดที่โซเชียลมีเดียยังมีอิทธิพล เทรนด์อาหารแปลกใหม่ก็จะยังคงวนเวียนเข้ามาท้าทายเราอยู่เสมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และสาธารณสุขจึงเสนอให้สังคมหันมาเน้นย้ำเรื่องความสมดุลทางโภชนาการที่ปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตของแต่ละคน พร้อมทั้งผลักดันทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ด้านสุขภาพในโรงเรียน เพื่อให้เยาวชนสามารถเลือกเสพคอนเทนต์ที่ปลอดภัยและมองเห็นมุมมองที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการกินอย่างมีสติแบบพุทธ หรือหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมการกินอย่างพอดีและเห็นคุณค่าของทรัพยากรในท้องถิ่น

ข้อแนะนำง่ายๆ สำหรับคนไทยที่อยากสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

  • กินอาหารให้หลากหลายครบ ๕ หมู่
  • ฟังเสียงร่างกายตัวเอง รู้จักความหิวและความอิ่ม
  • ปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร แทนที่จะเชื่ออินฟลูเอนเซอร์เพียงอย่างเดียว
  • อย่าหลงเชื่อคำอวดอ้างที่ดูสุดโต่งและขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
  • ภาคภูมิใจในภูมิปัญญาอาหารไทย เพราะ “Glow Up” ที่แท้จริงและยั่งยืนคือการมีสุขภาพดีในระยะยาว ไม่ใช่กระแสที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
  • สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดใจพูดคุยเรื่องอาหารอย่างสร้างสรรค์ ทั้งในห้องเรียนและในครอบครัว พร้อมตั้งคำถามต่อเคล็ดลับสุขภาพต่างๆ บนโลกออนไลน์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเราและคนที่เรารัก

แหล่งอ้างอิง: