อุทยานประวัติศาสาตร์ปราสาทพนมรุ้ง

ปราสาทกลุ่มราชมรรคา เป็นกลุ่มปราสาทหินที่ตั้งอยู่บนเส้นทางโบราณที่เชื่อมโยงเมืองสำคัญในอดีตของอาณาจักรขอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ปราสาทเหล่านี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่อใช้เป็นศาสนสถานและสถานที่พักสำหรับผู้เดินทาง ปราสาทกลุ่มราชมรรคาประกอบด้วย ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย ปราสาทพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือ ปราสาทพนมรุ้ง เป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของประเทศไทย ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหนึ่งในปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคา ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 บ้านดอนหนองแหน ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ลงมาทางใต้ประมาณ 77 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยโบราณสถานสำคัญซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูงประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ หรือประมาณ 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

คำว่า พนมรุ้ง มาจากภาษาขอมคำว่า วนํรุง แปลว่า ภูเขาใหญ่ ซึ่งปรากฏอยู่ในศิลาจารึกอักษรขอม ในตัวปราสาทพนมรุ้ง เขาพนมรุ้ง หรือ ภูพนมรุ้ง เป็นภูเขาไฟดับสนิทในตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ มีความสูง 386 เมตร มีอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ซึ่งเป็นปราสาทหินทรายในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ประกอบด้วยปรางค์ใหญ่ ระเบียงคด วิหาร 3 หลัง และปรางค์น้อย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15 - 18

ปราสาทหินพนมรุ้งเดิมเป็นเทวสถานอิฐในศิลปะแบบเกาะแกร์ มีการบูรณะก่อสร้างต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 และในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นวัดมหายาน ในช่วงแรกปราสาทหินพนมรุ้งสร้างขึ้นจากหินทรายสีชมพู ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้งสูง 1,320 ฟุตจากระดับน้ำำทะเล

จารึกต่างๆที่นักวิชาการได้อ่านและแปล พอจะสรุปได้ว่า พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 กษัตริย์แห่งอาณาจักรพระนคร (พ.ศ. 1487 - 1511) ได้สถาปนาเทวสถานถวายพระศิวะที่เขาพนมรุ้ง ซึ่งในสมัยแรกๆคงยังไม่ใหญ่โตนัก ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ. 1511 - 1544) ได้ทรงอุทิศที่ดินและข้าทาสถวายแด่เทวสถานพนมรุ้ง ในสมัยพุทธกาลศตวรรษที่ 17 นเรนทราทิตย์เจ้านายแห่งราชวงศ์มหิธรปุระที่ปกครองดินแดนแถบนี้ ซึ่งเป็นต้นตระกูลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด ได้สร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นและได้ทรงบำเพ็ญพรตเป็นโยคี ณ ปราสาทพนมรุ้ง

ปราสาทพนมรุ้งสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวะ ซึ่งนับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด ดังนั้นเขาพนมรุ้งจึงเปรียบเสมือนเขาไกรลาสที่ประทับของพระศิวะ

องค์ประกอบและแผนผังของปราสาทพนมรุ้ง  ปรับการออกแบบให้มีลักษณะเป็นแนวเส้นตรงและเน้นความสำคัญเข้าหาจุดศูนย์กลาง นั่นคือปราสาทประธานซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ด้านขวาของบันไดทางขึ้นสู่ศาสนสถานมีอาคารที่เรียกว่า พลับพลา อาคารนี้อาจจะเป็นอาคารที่เรียกกันในปัจจุบันว่า พลับพลาเปลื้องเครื่อง ซึ่งเป็นที่พักจัดเตรียมองค์ของพระมหากษัตริย์ก่อนเสด็จเข้าสู่การสักการะเทพเจ้าหรือประกอบพิธีกรรมในบริเวณศาสนสถาน

ในพุทธศตวรรษที่ 18เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน เทวสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นวัดมหายาน ในช่วงแรกปราสาทหินพนมรุ้งสร้างขึ้นจากหินทรายสีชมพู สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15 - 18 ทางเดินสู่ปราสาททั้งสองข้างประดับด้วยเสามีหัวเสาคล้ายดอกบัวตูม เรียกว่า เสานางเรียง จำนวนข้างละ 35 ต้น ทอดตัวไปยังสะพานนาคราชซึ่งเป็นรูปทรงกากบาทยกพื้นสูง ราวสะพานทำเป็นลำตัวพญานาค 5 เศียร สะพานนาคราชนี้ตามความเชื่อเป็นทางที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับเทพเจ้า สิ่งที่น่าสนใจคือ จุดกึ่งกลางสะพาน มึภาพจำหลักรูปดอกบัวแปดกลีบ อาจหมายถึงเทพเจ้าประจำทิศทั้งแปดในศาสนาฮินดู หรือเป็นจุดที่ผู้มาทำการบูชาตั้งจิตอธิษฐาน จากสะพานนาคราชชั้นที่ 1 มีบันไดจำนวน 52 ขั้นขึ้นไปยังลานบนยอดเขา

ด้านข้างของทางเดินทางทิศเหนือมีพลับพลาสร้างด้วยศิลาแลง 1 หลัง เรียกว่า โรงช้างเผือก สุดสะพานนาคราชเป็นบันไดทางขึ้นปราสาท ซึ่งทำเป็นชานพักเป็นระยะๆรวท 5 ชั้น สุดบันไดเป็นชานชลาโล่งกว้างซึ่งมีทางนำไปสู่สะพานนาคราชหน้าประตูกลางของระเบียงคด อันเป็นเส้นทางหลักที่จะผ่านเข้าสู่ลานชั้นในของปราสาท และจากประตูนี้ยังมีสะพานนาคราขรับอยู่อีกช่วงหนึ่งก่อนถึงปรางค์ประธาน

ที่หน้าซุ้มประตูระเบียงคดทิศตะวันออก มีสะพานนาคราชชั้นที่ 2 ระเบียงคดก่อเป็นห้องยาวต่อเนื่องกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ารอบลานปราสาทแต่ไม่สามารถเดินทะลุถึงกันได้ เพราะมีผนังกั้นอยู่เป็นช่วงๆ มีซุ้มประตูกึ่งกลางของแต่ละด้าน ที่มุมระเบียงคดทำเป็นซุ้มกากบาท ที่หน้าบันของระเบียงคดทิศตะวันออกด้านนอกมีภาพจำหลักรูปฤๅษีซึ่งหมายถึงพระศิวะในปางที่เป็นผู้รักษ่โรคภัยไข้เจ็บ และอาจรวทหมายถึง นเรนทราทิตย์ ผู้ก่อสร้างปราสาทประธานแห่งนี้ด้วย

ประสาทประธานตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของลานปราสาทชั้นใน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม มณฑปคือห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเชื่อมอยู่ทางด้านหน้าที่ส่วนประกอบของปรางค์ประธานตั้งแต่ฐานผนังด้านบนและด้านล่าง เสากรอบประตู เสาติดผนัง ทับหลัง หน้าบัน ซุ้มชั้นต่างๆ ตลอดจนกลีบขนุน ก่อด้วยหินทรายสีชมพู มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมกว้าง 820 เมตร สูง 27 เมตร ด้านหน้าทำเป็นมณฑปโดยมีอันตราละหรือฉนวนเชื่อมปราสาทประธานนี้ เชื่อว่าสร้างโดยนเรนทราทิตย์ ซึ่งเป็นผู้นำปกครองชุมชนที่มีปราสาพนมรุ้งเป็นศูนย์กลาง ราวพุทธศตวรรษที่ 17

ที่บริเวณหน้าบันและทับหลังของปราสาทประธานมีภาพจำหลักแสดงเรื่องราวในศาสนาฮินดู เช่น ศิวนาฏราช (ทรงฟ้อนรำ) ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ อวตารของพระนารายณ์ เช่น พระรามในเรื่องรามเกียรติ์ หรือพระกฤษณะ ภาพพิธีกรรม ภาพชีวิตประจำวันของฤๅษี เป็นต้น โดยเฉพาะทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็นทับหลังที่ถูกขโมยไปเมื่อราวปี พ.ศ. 2503 และได้กลับคืนมาในปีพ.ศ. 2531

ปรางค์ล้วนสลักลวดลายประดับทั้งลายดอกไม้ ใบไม้ภาพฤๅษี เทพประจำทิศ ศิวนาฏราช ที่ทับหลังและหน้าบันด้านหน้าปรางค์ประธาน ลักษณะของลวดลายและรายละเอียดอื่นๆ ช่วยให้กำหนดได้ว่า ปรางค์ประธานพร้อมด้วยบันไดทางขึ้นและสะพานนาคราชสร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่17 ภายในลานชั้นในด้านตะวันตกเฉียงใต้มีปรางค์ขนาดเล็ก 1 องค์ ไม่มีหลังคา จากหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฏ เช่น ภาพสลักที่หน้าบัน ทับหลัง บอกให้ทราบว่าปรางค์องค์นี้สร้างขึ้นก่อนปรางค์ประธาน มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 16

ภายในเรือนธาตุตรงกึ่งกลาง เรียกว่า ห้องครรภคฤหะ เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพที่สำคัญที่สุด ในที่นี้ คือ ศิวลึงค์ ซึ่งแทนองค์พระศิวะ เป็นที่น่าเสียดายว่าประติมากรรมชิ้นนี้ได้สูญหายไป เหลือเพียงแต่
ท่อโสมสูตร คือ ร่องน้ำมนต์ที่ใช้รับน้ำสรงจากการสักการะศิวลึงค์เท่านั้น
ทางเดินด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทประธาน มีปราสาทอิฐสององค์และปรางค์น้อย จากหลักฐานทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม กล่าวได้ว่า ปราสาททั้ง 3 หลังได้สร้างขึ้นก่อนปราสาทประธานราวพุทธศตวรรษที่ 15 และ16 ตามลำดับ ส่วนทางด้านหน้าของปราสาทประธาน คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีอาคาร 2 หลังก่อด้วยศิลาแลง เรียกว่า บรรณาลัย ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์ทางศาสนา ก่อสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 ร่วมสมัยเดียวกับโรงช้างเผือก พลับพลาที่สร้างขึ้นด้วยศิลาแลงข้างทางเดินขึ้นสู่ปราสาททางทิศเหนือ

ชุมชนที่เคยตั้งอยู่บริเวณเขาพนมรุ้งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ เพราะนอกจากมีบารายหรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งใช้ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของปากปล่องภูเขาไฟ เดิมเป็นอ่างเก็บน้ำอยู่บนเขาอยู่แล้ว ที่เชิงเขามีบารายอีก 2 สระ คือสระน้ำหนองบัว บารายที่เชิงเขาพนมรุ้งและสระน้ำโคกเมืองใกล้ปราสาทหินเมืองต่ำ สระน้ำบนพื้นราบเบื้องล่างภูพนมรุ้งนี้รับน้ำมาจากธารน้ำที่ไหลมาจากบนเขา นอกจากนี้ยังมีกุฏิฤๅษี 2 หลัง เป็นอโรคยาศาลที่รักษาพยาบาลของชุมชนอยู่เชิงเขาด้วย

ในวันที่ 2 - 4 เมษายน และ 8 - 10 กันยายน ของทุกปี ดวงอาทิตย์ขึ้นและส่องแสงลอดช่องประตูทั้ง 15 บาน ชาวบ้านจะเดินเท้าขึ้นมาเพื่อชมความอลังการที่ผสมผสานระหว่างธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างของบรรพชน  นอกจากนี้ในวันที่ 5 -7 มีนาคม และ 5 -7 ตุลาคมของทุกปี ดวงอาทิตย์ตก ส่องแสงลอดช่องประตูทั้ง 15 บานเช่นกัน  ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง  งานประเพณีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนเมษายน(วันเพ็ญเดือนห้า) เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในวันเพ็ญเดือนห้า ปี พ.ศ. 2485 ประชาชนจะเดินทางมาปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลอง ที่ประดิษฐานอยู่ในปรางค์องค์น้อย และชมแสงอาทิตย์ส่องผ่าน 15 ช่องประตู ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ของภูมิปัญญาของคนในสมัยโบราณ

ปัจจุบันปราสาทพนมรุ้งกำลังอยู่ในเกณฑ์กำลังพิจารณาเป็นแหล่งมรดกโลก เช่นเดียวกับปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคา ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นหนึ่งในปราสาทหินขอมของไทยที่มีชื่อเสียงม่กที่สุด เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ และถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของจัวหวัดบุรีรัมย์ และปัจจุบันใข้เป็นภาพพื้นหลังตราสัญลัษณ์ของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีกด้วย