ในยุคที่นิยามความเป็นชายในครอบครัวเปลี่ยนไป คุณพ่อรุ่นมิลเลนเนียลจำนวนมากต่างมุ่งมั่นที่จะแบ่งปันภาระการเลี้ยงดูลูกอย่างเท่าเทียมกับคู่ชีวิต แต่เส้นทางนี้กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคตั้งแต่กำแพงวัฒนธรรมในที่ทำงานไปจนถึงทัศนคติเรื่องเพศที่หยั่งรากลึก ผลการศึกษาล่าสุดและเสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความท้าทายเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาไกลตัว แต่เป็นประเด็นร้อนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสังคมไทย ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทั้งในมิติของบทบาททางเพศและวัฒนธรรมการทำงาน

เมื่อคุณพ่อยุคใหม่ขอมีส่วนร่วมเต็มร้อย

เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้คือการที่คุณพ่อเจนมิลเลนเนียล (ผู้ที่เกิดช่วงต้นทศวรรษ 1980 ถึงกลางทศวรรษ 1990) พยายามเข้ามามีบทบาทในบ้านมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ข้อมูลจากศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) เผยว่า ในปี 2016 คุณพ่อชาวอเมริกันที่มีลูกอายุต่ำกว่า 18 ปี ใช้เวลาอยู่กับลูกเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าเมื่อเทียบกับปี 1965 และแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่คุณพ่อกว่า 85% มองว่าการเป็นผู้ปกครองคือส่วนสำคัญอย่างยิ่งในชีวิต อย่างไรก็ตาม เทรนด์ดังกล่าวกลับต้องสะดุด เมื่อเจอกับแรงกดดันจากที่ทำงานซึ่งยังไม่พร้อมเปิดรับแนวคิดพ่อแม่ยุคใหม่ที่ร่วมกันเลี้ยงลูก ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างเชื่องช้าและสร้างความอึดอัดใจไม่น้อย

สังคมไทยบนทางสองแพร่ง

สำหรับสังคมไทย ประเด็นนี้ยิ่งทวีความสำคัญ เพราะเรากำลังเปลี่ยนผ่านจากครอบครัวในอุดมคติแบบเดิมไปสู่แนวโน้มที่ đề cao ความเท่าเทียมทางเพศทั้งในบ้านและนอกบ้าน แม้จะยังไม่มีข้อมูลสถิติของไทยโดยตรง แต่ภาพของครอบครัวในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ก็เริ่มสะท้อนเทรนด์เดียวกับในต่างประเทศ หลายครอบครัวพบว่าคุณพ่อต้องการมีบทบาทในการดูแลลูกมากขึ้น แต่กลับถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน หรือความไม่ยืดหยุ่นของเวลา ซึ่งไม่ต่างจากสิ่งที่ผู้หญิงทำงานเคยเผชิญกับ “ภาระสองกะ” มาแล้ว

อคติแฝงต่อบทบาท ‘พ่อผู้ดูแล’

งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงอคติที่ซ่อนอยู่ในที่ทำงานต่อคุณพ่อที่เลือกจะแสดงบทบาทผู้ดูแลลูกอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในสายงานที่มีการแข่งขันสูงอย่างเทคโนโลยีหรือที่ปรึกษา ซึ่งหลายคนยอมรับว่าต้องปกปิดภาระความรับผิดชอบในครอบครัว ไม่ให้เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้ารู้ เพราะกลัวจะถูกมองว่าไม่ทุ่มเทกับงานและอาจเสียโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ นักวิชาการจากสหราชอาณาจักรท่านหนึ่งชี้ว่า ภาพจำที่ว่า “พ่อคือเสาหลักของครอบครัว” ที่ต้องหาเลี้ยงเป็นหลัก ยังคงฝังแน่นอยู่ในสังคม แม้โครงสร้างครอบครัวยุคใหม่จะเปลี่ยนไปมากแล้วก็ตาม

ช่องว่างระหว่างอุดมคติและความเป็นจริง

แม้แนวคิด “ร่วมกันเลี้ยงดูอย่างเท่าเทียม” จะเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง แต่ในทางปฏิบัติกลับยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ งานวิจัยจากสถาบัน Institute for Family Studies พบว่าแม้คุณพ่อระดับปริญญาในสหรัฐอเมริกาจะใช้เวลากับลูกเพิ่มขึ้นกว่าวันละ 2 ชั่วโมงเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อน แต่บทบาท “พ่อคือผู้ช่วย แม่คือผู้จัดการหลัก” ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อถึงคราวต้องตัดสินใจเรื่องการลาเพื่อดูแลลูก สังคมก็ยังคาดหวังให้เป็นหน้าที่ของผู้เป็นแม่เป็นหลัก ศูนย์เพื่อการทำงานและครอบครัวแห่งวิทยาลัยบอสตัน (Boston College Center for Work and Family) เรียกสถานการณ์นี้ว่า “ความย้อนแย้งของคุณพ่อยุคใหม่” ที่ปรารถนาจะทุ่มเททั้งเรื่องงานและครอบครัว แต่สุดท้ายกลับต้องเผชิญกับความตึงเครียดและไร้ทางออก

รากฐานสังคมและโครงสร้างเชิงระบบ อุปสรรคชิ้นใหญ่

นักสังคมวิทยาจากสหรัฐอเมริกาวิเคราะห์ว่า สังคมมักปลูกฝังให้เด็กผู้หญิงกล้าที่จะฝันอยากเป็นอะไรก็ได้ แต่กลับไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กผู้ชายเห็นคุณค่าของงานดูแลเอาใจใส่ หรือบทบาทของผู้ให้ความอบอุ่น ในประเทศไทยเองก็มีเสียงเรียกร้องในทำนองเดียวกันจากผู้เชี่ยวชาญด้านเพศศึกษาและองค์กรพัฒนาเอกชน ที่มองว่าเด็กชายไทยยังไม่ถูกปลูกฝังให้มองว่าการดูแลครอบครัวเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญ ในขณะที่เด็กผู้หญิงกำลังก้าวเข้าสู่โลกอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น

ข้อจำกัดเชิงนโยบายยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ ในสหรัฐอเมริกา การขาดระบบดูแลเด็กที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้ถ้วนหน้า ประกอบกับช่องว่างรายได้ระหว่างเพศ ทำให้ผู้หญิงยังคงต้องแบกรับภาระงานดูแลเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ในไทย แม้กฎหมายแรงงานจะให้สิทธิการลาและความยืดหยุ่นอยู่บ้าง แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกับฝ่ายชาย การใช้สิทธิลาหรือขอทำงานแบบยืดหยุ่นยังคงถูกมองว่าเป็นการขาดความทุ่มเทต่อองค์กร

วัฒนธรรมออฟฟิศแบบ ‘งานมาก่อน’ ยิ่งซ้ำเติม

ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานเรียกวัฒนธรรม “งานละโมบ” (Greedy Work) ว่าเป็นหนึ่งในต้นตอสำคัญของปัญหา ซึ่งหมายถึงอุตสาหกรรมที่ให้รางวัลแก่พนักงานที่เลือกงานมากกว่าครอบครัว และผลักดันให้ทุกคนต้องทำงานในออฟฟิศเป็นเวลานาน นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า โครงสร้างงานลักษณะนี้ยากที่จะปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบครอบครัวสมัยใหม่ ในบริบทของไทยเอง โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติ ค่านิยมเรื่อง “ความทุ่มเท” และการ “อยู่ดึก” ก็ยังคงฝังรากลึกเช่นกัน

นักวิชาการด้านการทำงานชี้ว่า การจะทลายวัฒนธรรมเช่นนี้ได้ ต้องอาศัยทั้งนโยบายจากภาครัฐและการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมอย่างจริงจัง นักวิชาการจากอังกฤษท่านหนึ่งเตือนว่า หากปล่อยให้บทบาททางเพศในบ้านถูก “ล็อก” ตั้งแต่ลูกยังเล็ก โอกาสที่จะสร้างความเท่าเทียมในระยะยาวก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งปัญหานี้สะท้อนมาถึงสังคมไทยที่ยังมองว่าการลาคลอดและงานดูแลบ้านเป็นเรื่องของผู้หญิงเป็นหลัก

เมื่อมี ‘ต้นแบบ’ มากพอ การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม งานศึกษาทั้งในโลกตะวันตกและไทยต่างเห็นพ้องต้องกันว่า หากพ่อแม่กล้าที่จะทลายกรอบเดิมๆ และบริษัทสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้คุณพ่อสามารถใช้สิทธิลาเพื่อดูแลครอบครัวได้โดยปราศจากอคติ การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้จริง ดังเช่นกรณีของประเทศสวีเดนที่ออกนโยบาย “โควตาวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรสำหรับพ่อโดยเฉพาะ” ซึ่งกระตุ้นให้คุณพ่อจำนวนมากลาเพื่อดูแลลูกมากขึ้น จนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม ซึ่งเป็นโมเดลที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย

ความกดดันที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคุณพ่อจำนวนมาก หลายคนรู้สึกว่าตนเองล้มเหลวทั้งในบทบาทการงานและครอบครัว อีกทั้งยังขาดต้นแบบและการสนับสนุน ผู้ชายส่วนใหญ่มักไม่กล้าขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต ซึ่งเป็นประเด็นที่บุคลากรสาธารณสุขของไทยเริ่มให้ความสำคัญและเฝ้าระวังมากขึ้น

ในต่างประเทศ ผู้นำองค์กรระดับสูงบางคนยังคงสนับสนุนวัฒนธรรมการทำงานแบบ “ทุ่มสุดตัว” อย่างเปิดเผย ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันและตอกย้ำภาพลักษณ์ “ผู้นำ = คนทำงานดึก” สำหรับผู้ชายไทยในองค์กรหรืออุตสาหกรรมที่เติบโตเร็ว แนวคิดเรื่องความเป็นผู้นำก็ยังคงผูกติดอยู่กับความทุ่มเทในรูปแบบเดิมๆ

หากมี ‘ต้นแบบ’ ที่ดี สังคมก็พร้อมเปลี่ยนตาม

หากมีผู้บริหารหรือผู้จัดการที่กล้าใช้สิทธิลาเพื่อดูแลลูกและสนับสนุนให้พนักงานสร้างสมดุลในชีวิต ก็จะกลายเป็นต้นแบบที่ทรงพลัง นักวิจัยด้านเพศศึกษาของสหรัฐอเมริการะบุว่า “บรรทัดฐานทางสังคมจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเมื่อมีกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากพอ” ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอจากฝั่งไทยที่เน้นย้ำถึงบทบาทของบุคคลต้นแบบในที่สาธารณะ ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยผู้ชายด้วยกันเอง แต่ยังส่งผลดีต่อผู้หญิง เด็ก และสังคมโดยรวม เพราะเป็นการช่วยกระจายภาระ เปิดโอกาสให้ทุกเพศ และส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็กอีกด้วย

มรดกทางวัฒนธรรมไทย กับโอกาสในการผสมผสานแนวคิดใหม่

แม้พื้นฐานครอบครัวไทยแบบดั้งเดิมมักจะมี “แม่” เป็นศูนย์กลาง แต่หลักคำสอนทางพุทธศาสนาอย่างเมตตาธรรมและความรับผิดชอบร่วมกัน สามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างแนวคิดการแบ่งปันภาระโดยไม่ยึดติดกับเพศสภาพได้เช่นกัน ในยุคที่ครอบครัวไทยเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเมืองและเปิดรับอิทธิพลจากต่างชาติมากขึ้น การมีนโยบายที่ชัดเจน ต้นแบบที่ดี และการเปิดอกพูดคุยกันในครอบครัว จะกลายเป็นกุญแจสำคัญ

ทางข้างหน้า…อยู่ที่การลงมือทำของทุกฝ่าย

อนาคตบทบาทของคุณพ่อ ไม่ว่าจะในไทย สหรัฐฯ หรือสหราชอาณาจักร จะก้าวไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความเร็วในการปรับตัวของที่ทำงาน นโยบายรัฐ และทัศนคติของผู้คนในสังคม แม้จะมีสัญญาณบวกจากคนรุ่นใหม่ องค์กรหัวก้าวหน้า และการขับเคลื่อนจากภาคประชาสังคม แต่หากขาดความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง การเป็นคุณพ่อที่ “มีพร้อมทุกอย่าง” ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ก็อาจเป็นได้แค่ฝันลมๆ แล้งๆ เหมือนที่ผู้หญิงทำงานเคยเผชิญมาแล้วหลายทศวรรษ

สำหรับผู้ปกครอง ผู้จัดการ และผู้วางนโยบายในไทย ข้อเสนอที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือ การเปิดพื้นที่ให้บทสนทนาเรื่องการดูแลครอบครัวเป็นเรื่องของทุกคน ท้าทายภาพจำเดิมๆ เกี่ยวกับเพศ และผลักดันนโยบายที่สนับสนุนให้พนักงานทุกคนสามารถใช้สิทธิลาได้อย่างเท่าเทียมโดยไม่ถูกตีตรา องค์กรที่กล้าส่งเสริมให้ผู้ชายทำหน้าที่ในบ้านได้อย่างเต็มที่ ไม่เพียงแต่จะสร้างความเป็นธรรม แต่ยังสามารถดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้ได้ในโลกการทำงานยุคใหม่อีกด้วย

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งงานวิจัยและบทวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ เช่น ศูนย์วิจัย Pew Research Center (pewresearch.org), สถาบัน Institute for Family Studies (ifstudies.org), หรือผลงานรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ของ Claudia Goldin (nobelprize.org) สำหรับข้อมูลในประเทศไทย สามารถดูเพิ่มเติมที่กระทรวงแรงงาน (labour.go.th) และ UN Women ประเทศไทย (asiapacific.unwomen.org)