งานวิจัยชิ้นล่าสุดเผยความสัมพันธ์ที่น่ากังวลระหว่างทัศนคติที่ดีต่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียจนเข้าข่ายเสพติด ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในสังคมไทยที่เทคโนโลยีดิจิทัลแทรกซึมอยู่ในทุกมิติของชีวิต การค้นพบนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้ครู ผู้ปกครอง และผู้กำหนดนโยบายต้องทบทวนแนวทางการส่งเสริมความฉลาดทางดิจิทัลและสุขภาวะทางจิตของคนไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI บนโลกออนไลน์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เทรนด์ AI กับพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทย
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาสู่การเป็นสังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ คำถามถึงอิทธิพลของเทคโนโลยีต่อพฤติกรรมมนุษย์ก็ยิ่งดังขึ้น งานวิจัยที่อ้างอิงโดย PsyPost ชี้ว่า คนที่มอง AI ในแง่บวกมักมีแนวโน้มที่จะควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียของตนเองได้ยากกว่า หรืออาจถึงขั้นเสพติดได้ง่ายกว่าคนกลุ่มอื่น ข้อมูลนี้ยิ่งน่าจับตาในบริบทของสังคมไทย ซึ่งมีอัตราการใช้โซเชียลมีเดียสูงติดอันดับโลก โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่าคนไทยกว่า 52 ล้านคนมีบัญชีโซเชียล และหลายคนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มเหล่านี้เฉลี่ยมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน (รายงาน DataReportal ประเทศไทย)
ทัศนคติต่อ AI ส่งผลต่อพฤติกรรมออนไลน์อย่างไร
งานวิจัยระบุว่า การเปิดรับ AI ไม่ได้หมายถึงแค่การใช้เครื่องมืออัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมการท่องโลกโซเชียลอย่าง Facebook, Instagram, TikTok หรือแอปแชตต่าง ๆ แบบขาดการยับยั้งชั่งใจ พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนออกมาในรูปแบบของการเช็กโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา ไม่สามารถหยุดไถฟีดได้ และใช้เวลาบนโลกออนไลน์จนกระทบต่อชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นภาพที่คุ้นตาในสังคมเมืองของไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงานที่ต่างก็ดูเหมือนจะติดจออย่างแยกไม่ออก
หัวใจสำคัญที่นักวิจัยเน้นย้ำคือ ทัศนคติเชิงบวกต่อ AI อาจทำให้ผู้ใช้ขาดความระมัดระวังหรือการคิดวิเคราะห์ในการตอบสนองต่อเนื้อหาและอัลกอริทึมที่ป้อนให้ ส่งผลให้ใช้งานเกินพอดีจนกลายเป็นการพึ่งพาโซเชียลมีเดียโดยไม่รู้ตัว นักจิตวิทยาในทีมวิจัยอธิบายว่า “เมื่อ AI ทำให้ประสบการณ์บนโซเชียลมีเดียถูกใจเรามากขึ้น คนที่เชื่อมั่นใน AI ก็จะยิ่งห้ามใจตัวเองได้ยากขึ้น” สถานการณ์นี้ยิ่งเห็นได้ชัดในไทย ที่ระบบ AI จากแพลตฟอร์มต่างชาติหรือโฆษณาที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายต่างใช้อัลกอริทึมเพื่อคัดสรรเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจของคนไทย โดยที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่แทบไม่ตระหนักถึงกลไกเบื้องหลังเหล่านี้เลย
ความท้าทายของสังคมไทยและทางออก
ผลกระทบที่ตามมาสำหรับประเทศไทยนั้นนับเป็นวงกว้าง ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐได้ออกมาเตือนถึงปัญหาการเสพติดดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง โดยกรมสุขภาพจิตเองก็เฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของเด็กและเยาวชนไทยอย่างใกล้ชิด (กรมสุขภาพจิต) และเมื่อ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในห้องเรียน สื่อบันเทิง และอีคอมเมิร์ซมากขึ้น เส้นแบ่งระหว่างคุณประโยชน์และโทษภัยก็ยิ่งเลือนลาง นักวิจัยด้านจิตวิทยาดิจิทัลจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งให้ความเห็นว่า “มันไม่ใช่แค่เรื่องของเวลาที่ใช้หน้าจออีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ AI ที่สามารถปรับเนื้อหาให้ดึงดูดใจผู้ใช้แต่ละคนโดยเฉพาะ ทำให้การควบคุมตัวเองกลายเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น”
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐไทย โดยเฉพาะหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ได้ผลักดันนโยบายส่งเสริมการใช้ AI ในหน่วยงานราชการและภาคการศึกษา รวมถึงพัฒนาหลักสูตรความรู้พื้นฐานด้าน AI ในโรงเรียน (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) แม้นโยบายเหล่านี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่บทเรียนจากงานวิจัยล่าสุดก็ชี้ว่า ทักษะดิจิทัลจำเป็นต้องมาพร้อมกับความรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งอาจต้องอาศัยหลักคิดในวัฒนธรรมไทยที่เน้นเรื่องความพอประมาณและการรู้จักตนเอง มาปรับใช้เพื่อรับมือกับเสน่ห์อันเย้ายวนของแพลตฟอร์มยุคใหม่
ที่ผ่านมา สังคมไทยมักตอบรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้วยความตื่นตัวปนความกังวล เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่สมาร์ทโฟนเริ่มแพร่หลาย คำสอนทางพุทธศาสนาหรือแนวคิดเรื่องการมีสติและความพอดีถูกนำมาปรับใช้ในแคมเปญรณรงค์ด้านสุขภาพจิตเพื่อลดพฤติกรรมเสพติด ตั้งแต่การพนันไปจนถึงเกมออนไลน์ แต่ในยุคที่ AI สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เข้ากับรสนิยมส่วนบุคคลได้อย่างละเอียดอ่อน การส่งเสริมความพอดีในรูปแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเหยื่อของการใช้สื่อดิจิทัลอย่างไร้การควบคุม
ข้อเสนอแนะและทางเลือกสำหรับสังคมไทย
งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องหันมาพูดคุยและกำหนดนโยบายที่อิงจากข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชนเจ้าของเทคโนโลยี ซึ่ง AI เองก็อาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือป้องกันปัญหาได้เช่นกัน เช่น การออกแบบระบบแจ้งเตือนด้านสุขภาวะดิจิทัลที่ปรับให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้แต่ละคน หรือเครื่องมือให้ผู้ปกครองใช้กำกับดูแลพฤติกรรมออนไลน์ของบุตรหลาน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องควบคู่ไปกับการปลูกฝังทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และจัดแคมเปญสร้างความตระหนักรู้ ที่ครู ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชนต้องเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง
สำหรับคนไทยทุกคน ข้อคิดสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีใหม่อย่างมีสติ และเปิดรับนวัตกรรมควบคู่ไปกับความรู้เท่าทัน พ่อแม่และครูควรเปิดวงสนทนากับเยาวชนถึงข้อดีและข้อเสียของแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมทั้งส่งเสริมนิสัยการใช้สื่ออย่างไตร่ตรองและมีวิจารณญาณ ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายควรผลักดันกฎหมายด้านสุขภาวะดิจิทัล สนับสนุนการวิจัยอย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องให้แพลตฟอร์มออนไลน์มีความโปร่งใสในการใช้อัลกอริทึม ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องขององค์กรระดับนานาชาติอย่างยูเนสโก (UNESCO Digital Literacy)
ท่ามกลางภูมิทัศน์ดิจิทัลของไทยที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา งานวิจัยใหม่นี้จึงเป็นโจทย์ท้าทายให้ทุกภาคส่วนต้องกลับมาขบคิดถึงแนวทางที่จะดึงศักยภาพของ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ตกเป็นทาสของผลกระทบที่แฝงมากับเทคโนโลยี หากสังคมไทยมีความรู้เท่าทัน มีสติ และกล้าที่จะพูดคุยกันอย่างเปิดอก ก็จะสามารถก้าวสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างสมดุลและยั่งยืน