ปราสาทเขาน้อย หรือ ปราสาทเขาน้อยสีชมพู





เป็นปราสาทหินที่เชื่อว่าเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู สันนิษฐานว่าปราสาทนี้สร้างในพุทธศตวรรษที่ 12 และมีการบูรณปฏิสังขรณ์ในพุทธศตวรรษที่ 15 และคงความสำคัญจนถึงพุทธศตวรรษที่ 16
ปราสาทเขาน้อยตั้งอยู่บนยอดเขาน้อยสีชมพู ในเขตตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ห่างจากพรมแดนไทย - กัมพูชา ประมาณ 1 กืโลเมตร ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเษกษา เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 มีเนื้อที่เขตโบราณสถานทั้งสิ้นประมาณ 50 ไร่ ปัจจุบันที่เชิงเขาข้างๆปราสาทเขาน้อยสีชมพู ได้กลายเป็นที่ตั้งของวัดเขาน้อยสีชมพู ซึ่งปรับเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง





ปราสาทหลังนี้เป็นอาคารก่ออิฐไม่สอปูน (ไม่ผสมปูน) เดิมทีมี 3 หลัง พังทลายลงคงเหลือแต่ปรางค์องค์กลางกับเนินดินอีก 2 เนิน ได้พบโบราณวัตถุหลายชิ้นบริเวณโบราณสถานแห่งนี้ ที่สำคัญได้แก่ ทับหลังเขาน้อย มีลักษณะศิลปะขอมแบบสมโบร์ไพกุก ติดอยู่เหนือกรอบประตูทางเข้าปรางค์องค์กลาง จารึกเขาน้อยซึ่งเป็นจารึกที่เก่าแก่ที่สุดในไทย จารึกด้วยอักษรปัลวะ โดยจารึกบนแผ่นวงกบประตูปรางค์องค์กลางด้านขวามือของประตู ระบุมหาศักราช 559 ตรงกับพุทธศักราช 1180 เสาประดับประกอบประตูเป็นเสารูปแปดเหลี่ยม มีลวดลายใบไม้ตามลักษณะศิลปะขอมแบบกุเลน ประติมากรรมรูปบุคคลมี 4 กร ยืนอยู่เหนือศีรษะกระบือ สันนิษฐานว่าเป็นรูปนางทุรคาตอนปราบอสูรควาย หรือ มหิษาสุรมรรธนี





โบราณวัตถุเหล่านี้บางส่วนได้สูญหายและถูกโยกย้ายไปเก็บรักษาจนหมดสิ้น ในปีพุทธศักราช 2532 กรมศิลปากรได้มอบหมายให้หน่วยศิลปากรที่ 5 ดำเนินการขุดแต่งปราสาทเขาน้อยซึ่งเมื่อขุดลอกดินที่ทับถมออกจากปราสาทเขาน้อยทั้งหมด พบว่าปรางค์ทิศเหนือและปรางค์องค์กลางตั้งอยู่บนฐานอันเดียวกัน แต่ปรางค์ทิศเหนือสร้างยื่นล้ำออกมาข้างนอกมาก อาคารทิศใต้ตั้งอยู่บนฐานสูงเท่ากันแต่แยกห่างออกไปเล็กน้อย มีเพียงแนวฐานอิฐด้านหลังทำมาเชื่อมกัน





โบราณสถานทั้งหมดมีทางออกทางเดียวคือทางทิศตะวันออก ด้านหน้าของปราสาทมีบันไดทอดขึ้นสู่ตัวอาคารทั้ง 3 หลัง มีรอยบากเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสไว้ที่ปลายทั้งสองข้าง อาจมีไว้เพื่อเสียบเสาไม้ซึ่งต่อหลังคาเครื่องไม้จากซุ้มประตูทั้ง 4 ด้าน แต่ทำเป็นประตูหลอก 3 ด้าน ฐานปรางค์ตั้งอยู่บนฐานสูงอีกชั้นหนึ่งของฐานปัทม์ ประกอบด้วยหน้ากระดานบัวคว่ำบัวหงาย ถัดขึ้นมาเป็นเรือนธาตุ เครื่องบนของปรางค์เป็นแบบจำลองของขั้นล่างขึ้นไปอีก 2 ขั้นบันไดทางขึ้นมี 7 ขั้น ขั้นล่างสุดและขั้นที่ 6 เป็นอัฒจันทร์ทำเป็นรูปปีกกา ขั้นที่ 4 เป็นที่พักบันไดทำเป็นลานอิฐ และขั้นที่ 7 เป็นธรณีประตู มีรูเดือยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสำหรับเสียบวงกบประตูทั้ง 2 ข้าง





ภายในองค์ปรางค์เป็นห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้าง 6 .60 เมตร ยาว 7.90 เมตร มีซุ้มประตูยื่นออกมาทุกด้าน และเป็นประตูหลอก 3 ด้านเช่นเดียวกัน ส่วนปรางค์องค์กลางฐานปรางค์องค์นี้มีรายละเอียดประณีตซับซ้อนมาก มีการย่อมุม เว้นช่อง และเรียงอิฐลดหลั่นกันมากมาย ตั้งแต่ฐานจนถึงเรือนธาตุซึ่งคงเหลือเฉพาะช่วงล่าง บันไดทางขึ้นมี 7 ขั้น ขั้นที่ 4 เป็นที่พักบันได ปลายอีกด้านของที่พักบันไดมีแผ่นหินชนวนบางๆรูปครึ่งวงกลมวางอยู่ ซึ่งอาจนับเป็นขั้นที่ 5 บนบันไดขั้นที่ 6 มีฐานเสาสี่เหลี่ยมทั้ง 2 ข้างวางหันหน้าออก ด้านบนมีรูปเดือย ด้านข้างมีเดือยยื่นเสียบเข้าไปในผนังซุ้ม ด้านหน้าสลักนูนสูงเป็นรูปช้างอยู่ภายในซุ้มลายใบไม้ ตรงข้ามกับเดือยสลักนูนต่ำเป็นรูปคชสีห์ บันไดขั้นที่ 7 เป็นธรณีประตู ภายในอาคารเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อมุม ขนาดกว้าง 3.60 เมตร ยาว 5.60 เมตร





บริเวณหน้าซุ้มประตูของปราค์ทิศเหนือทุกซุ้มพบทับหลัง ลักษณะทับหลังจากประตูซุ้มด้านเหนือเป็นทับหลังที่มีศิลปะขอมแบบสมโบร์ไพรกุกอย่างแท้จริง ทับหลังจากซุ้มประตูทางด้านใต้ก็มีลักษณะเป็นศิลปะขอมแบบสมโบร์ไพรกุกเช่นเดียวกัน แต่รูปคนขี่ม้าและช้างในวงรูปไข่เปลี่ยนมาเป็นรูปสัตว์ปีก เช่น หงส์และนกยูง ทับหลังจากซุ้มประตูด้านหน้ามีลักษณะเป็นศิลปะขอมแบบไพรกเม็ง แต่ยังคงมีลายใบไม้ ม้วนออกคล้ายจะแทนที่ส่วนของหางมกร ส่วนตัวมกรถูกแทนที่ด้วยรูปเทพประนมทำท่าเหาะเข้าหากึ่งกลางทับหลัง





ปราสาทเขาน้อยได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ จากกรมศิลปากรเมื่อพ.ศ.2478 มีการสำรวจขุดพบโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่น โบราณวัตถุทำจากโลหะ เครื่องปั้นดินเผา ทับหลังหินทรายแบบสมโบร์ไพรกุก อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 ส่วนศิลาจารึกระบุมหาศักราช 559 ตรงกับพ.ศ. 1180 ซึ่งเป็นศิลาจารึกที่ระบุศักราชเก่าที่สุดในประเทศ เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี



