สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจจะออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตร แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกไปกลางคัน ทางออกอาจไม่ใช่แค่การพยายามหาเวลาให้มากขึ้น หรือทุ่มเงินซื้ออุปกรณ์แพงๆ แต่อยู่ที่การเลือกกิจกรรมที่ใช่และเข้ากับ “บุคลิก” ของเราต่างหาก งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychology และนำเสนอโดย CNN ค้นพบว่า การเลือกประเภทการออกกำลังกายให้สอดคล้องกับนิสัยของแต่ละคน ไม่เพียงแต่จะทำให้กิจกรรมนั้นสนุกขึ้น แต่ยังช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย

ที่ผ่านมา หลายคนต้องถอดใจกับการพยายามขยับร่างกายให้สม่ำเสมอ เพราะคำแนะนำด้านสุขภาพส่วนใหญ่มักเป็นสูตรสำเร็จตายตัว เช่น ต้องไปวิ่ง ต้องเล่นเวทหนักๆ หรือเข้าคลาสออกกำลังกายเป็นกลุ่ม ซึ่งอาจไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีบุคลิกแตกต่างออกไปและมักจะหมดไฟกับกิจกรรมเหล่านี้อย่างรวดเร็ว ในบริบทของสังคมไทยที่มีทั้งวิถีชีวิตในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่เร่งรีบ และวิถีชีวิตในชนบทที่ยังคงอยู่ คำแนะนำนี้ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยที่ทำให้คนไทยจำนวนมากพลาดโอกาสในการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยชิ้นนี้จัดทำโดยทีมนักวิจัยจาก University College London ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่าง 132 คน ที่มีอายุระหว่าง 25–51 ปี โดยใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพ 5 ด้าน (Big Five) ได้แก่ ความเปิดเผย (extroversion), ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ (neuroticism), ความเป็นมิตร (agreeableness), การเปิดรับประสบการณ์ใหม่ (openness) และความมีจิตสำนึก (conscientiousness) จากนั้นจึงแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็นกลุ่มเพื่อทำโปรแกรมออกกำลังกายเป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยกลุ่มหนึ่งเน้นการออกกำลังกายหนัก เช่น เวทเทรนนิ่งและปั่นจักรยาน ส่วนอีกกลุ่มเน้นกิจกรรมเบาๆ อย่างการยืดเหยียด

ผลลัพธ์ที่ได้ชี้ชัดว่า คนที่ได้ออกกำลังกายในรูปแบบที่ตรงกับลักษณะนิสัยของตัวเองจะมีความสุขและเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คนที่มีนิสัยเปิดเผย ชอบเข้าสังคม มักจะชื่นชอบกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูงและได้ทำร่วมกับผู้อื่น เช่น กีฬาประเภททีมหรือคลาสฟิตเนสสุดมันส์ เพราะพวกเขาได้แรงผลักดันจากบรรยากาศที่คึกคัก ในทางกลับกัน คนที่มีแนวโน้มวิตกกังวลง่ายหรือมีอารมณ์อ่อนไหว เช่น เครียดง่ายหรืออารมณ์แปรปรวน กลับพบความสุขในกิจกรรมที่ทำคนเดียวแบบเบาๆ และมีช่วงพักสั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นโยคะที่บ้าน การยืดเส้นยืดสาย หรือการออกกำลังกายตามคลิปออนไลน์ ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มที่มีแนวโน้มวิตกกังวลยังรายงานว่าระดับความเครียดลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังได้ออกกำลังกายในแบบที่ตัวเองเลือก

รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ร่วมวิจัย อธิบายว่า “บุคลิกภาพเป็นเหมือนเข็มทิศที่ชี้ว่าเราเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหน หากเราเข้าใจจุดนี้ ก็จะสามารถช่วยเหลือและสร้างนิสัยการออกกำลังกายให้กับกลุ่มคนที่ยังไม่เคยเข้าถึงได้” ข้อมูลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย) มีผู้ใหญ่เพียง 22.5% และวัยรุ่นเพียง 19% เท่านั้นที่ออกกำลังกายได้ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) คืออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

ด้านผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย Florida State ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพและสุขภาพ เสริมว่า “ข้อมูลนี้จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถออกแบบโปรแกรมที่ยืดหยุ่นและเข้ากับแต่ละบุคคลได้ดียิ่งขึ้น” ไม่จำเป็นต้องผลักดันให้ทุกคนต้องออกกำลังกายแบบ HIIT ที่หนักหน่วงเสมอไป โดยเฉพาะกับคนที่มีความวิตกกังวลสูง ซึ่งอาจรู้สึกกลัวและล้มเลิกได้ง่าย ทั้งที่จริงแล้วการเคลื่อนไหวเบาๆ ก็ให้ประโยชน์มหาศาลเช่นกัน มุมมองนี้อาจช่วยให้โรงพยาบาล คลินิก หรือแม้แต่โรงเรียนในไทย สามารถออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับทั้งวัฒนธรรมและสภาพอากาศของประเทศได้ดีขึ้น

เมื่อมองในมุมจิตวิทยาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาจาก UCL ได้อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “บุคลิกภาพที่เราแสดงออกเป็นเพียงภาพสะท้อนของรูปแบบพฤติกรรมที่สมองของเราเลือกตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งมีปัจจัยเบื้องหลังมากมาย เช่น สมาธิ ความจำ หรือปฏิกิริยาตอบสนอง” พูดง่ายๆ ก็คือ แม้แต่คนที่มีบุคลิกภาพที่ดูขัดแย้งกัน เช่น เป็นคนวิตกกังวลแต่งานต้องสำเร็จ ก็จะได้รับแรงจูงใจจากคนละด้าน คนที่มีวินัยสูงจะยังคงออกกำลังกายเพื่อเป้าหมายด้านสุขภาพ ถึงแม้ความกังวลจะเป็นอุปสรรคอยู่ก็ตาม

หากเปรียบเทียบกับบริบทของไทย จะเห็นภาพชัดเจนขึ้น กิจกรรมออกกำลังกายแบบดั้งเดิมในชุมชนชนบท เช่น การเล่นตะกร้อ หรือการรำไม้พลองตามลานวัดและลานหมู่บ้าน สะท้อนบุคลิกแบบเปิดเผยที่ชื่นชอบกิจกรรมกลุ่ม ขณะที่คนเมืองจำนวนมากหันมาเลือกออกกำลังกายคนเดียวที่บ้าน ใช้แอปพลิเคชันฟิตเนส เปิดวิดีโอโยคะในยูทูบ หรือวิ่งคนเดียวในสวนสาธารณะ ซึ่งตอบโจทย์คนที่มีโลกส่วนตัวสูง แนวโน้มนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อเมืองขยายตัวและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม สังคมไทยยังมีความท้าทายเฉพาะตัว ด้วยค่านิยมที่เน้นความสามัคคีและกิจกรรมกลุ่ม ทำให้บางครั้งการแยกตัวไปทำอะไรคนเดียว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น อาจถูกมองว่าแปลกแยก ในขณะเดียวกัน สภาพอากาศที่ร้อนและเมืองที่แออัดก็เป็นอุปสรรคให้หลายคนไม่อยากออกกำลังกายกลางแจ้ง ส่งผลให้กิจกรรมในร่มที่ทำคนเดียวได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น การทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างบุคลิกภาพ วัฒนธรรม และพฤติกรรมการออกกำลังกาย จะช่วยให้ครูพละและผู้กำหนดนโยบายด้านสุขภาพสามารถปรับแนวทางให้เหมาะสมกับคนแต่ละกลุ่มได้ โดยเฉพาะในยุคที่เยาวชนไทยต้องแบกรับภาระทั้งการเรียนและการทำงาน จนอาจละเลยสุขภาพกายไป

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่งานวิจัยนี้ตอกย้ำคือ ความสัมพันธ์ของการขยับร่างกายกับสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวและเครียดง่าย ซึ่งมักจะได้รับประโยชน์สูงสุดเมื่อได้เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับตัวเอง ดังที่เห็นจากระดับความเครียดที่ลดลงอย่างมาก เรื่องนี้มีความหมายอย่างยิ่งในสังคมไทยที่กำลังตื่นตัวเรื่องสุขภาพจิต แต่ยังคงมีความอับอายหรือกลัวการตีตราในบางกลุ่ม เทรนเนอร์ นักให้คำปรึกษา และบุคลากรสาธารณสุข สามารถนำผลวิจัยนี้ไปปรับใช้เพื่อแนะนำกิจกรรมทางเลือก สำหรับผู้ที่ไม่กล้าไปฟิตเนสหรือเล่นกีฬาเป็นทีมเพราะกังวลหรือรู้สึกประหม่า

ในยุคที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน บุคลากรทางการแพทย์ ฟิตเนสเซ็นเตอร์ และหน่วยงานด้านสุขภาพ ควรปรับเปลี่ยนมุมมอง ไม่ยึดติดกับคำแนะนำแบบเดิมๆ ที่ว่า “ต้องไปวิ่ง” หรือ “ต้องเข้ายิม” อีกต่อไป แต่ควรเปิดโอกาสให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ ที่มีชีวิตผูกติดกับโต๊ะทำงาน หรือผู้สูงวัยที่รำไทเก๊กยามเช้าในสวนสาธารณะ ได้มีอิสระในการเลือกกิจกรรมที่เข้ากับตัวตนของพวกเขามากที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้เราเริ่มต้นด้วยการสำรวจตัวเอง ทั้งในด้านนิสัย พลังงาน และความชอบส่วนตัว หากไม่แน่ใจในบุคลิกของตัวเอง อาจลองทำแบบทดสอบง่ายๆ เช่น แบบทดสอบ Big Five หรือปรึกษานักจิตวิทยาในโรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัย สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและหมั่นประเมินความรู้สึกของตัวเองเสมอ เพื่อก้าวข้ามความกังวลและไม่ท้อถอยไปเสียก่อน สำหรับสถานออกกำลังกายหรือหน่วยงานต่างๆ การฝึกอบรมทีมงานให้เข้าใจบุคลิกภาพที่แตกต่างและสามารถให้คำแนะนำอย่างนุ่มนวล จะช่วยให้ลูกค้าอยู่กับโปรแกรมได้นานขึ้นและมีความสุขกับกิจกรรมที่เลือก

ในอนาคต หากมีงานวิจัยที่เจาะลึกบริบทของคนไทยโดยเฉพาะ อาจให้คำตอบที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาปัจจัยทางวัฒนธรรม สังคม หรือสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อบุคลิกภาพและพฤติกรรมการขยับร่างกายในแต่ละภูมิภาค การนำข้อมูลเหล่านี้มาบรรจุในหลักสูตรสุขศึกษาในโรงเรียนหรือโปรแกรมสุขภาพในที่ทำงาน อาจช่วยชะลออัตราการขาดกิจกรรมทางกายในกลุ่มเยาวชนและลดภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาวได้

สำหรับคนไทยทุกคนที่อยากมีสุขภาพดี บทสรุปสำคัญจึงมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ “ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว” การจะค้นพบความสุขในการออกกำลังกายนั้นเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเต้นแอโรบิกร่วมกับเพื่อนบ้านในลานกว้าง หรือการฝึกสมาธิด้วยโยคะในห้องเงียบๆ หากเราเลือกวิธีที่ใช่สำหรับเรา ก็มีแนวโน้มที่จะทำมันได้นานขึ้นและมีความสุขมากขึ้น

ลองถามตัวเองง่ายๆ ว่า “เวลาอยู่กับคนเยอะๆ แล้วหมดพลัง หรือยิ่งคึกคัก?” คำตอบนี้อาจช่วยนำทางให้คุณเลือกระหว่างโยคะ ว่ายน้ำ กีฬาเป็นทีม เต้นซุมบ้า หรือเดินเร็วได้เหมาะสมยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องดูแลเด็กหรือผู้สูงวัยในครอบครัว การเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ลองกิจกรรมหลากหลาย ย่อมดีกว่าการบังคับให้ทำตามสูตรสำเร็จ ความอดทนและความเข้าใจในตัวเอง คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้คนไทยทุกคนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน หรือมีนิสัยแบบใดก็ตาม

หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษางานวิจัยฉบับเต็มได้จาก Frontiers in Psychology ลองสำรวจบริการฟิตเนสใกล้บ้าน หรือพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาแนวทางการออกกำลังกายที่ใช่สำหรับคุณ เพื่อให้ทั้งร่างกายและจิตใจของคนไทยแข็งแรงพร้อมก้าวสู่สังคมสุขภาพดีในยุคใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ

แหล่งข้อมูล: CNN, Frontiers in Psychology, องค์การอนามัยโลก