ดิฉันมีกายอันเปื้อนด้วยหนองและโลหิตกินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่งกรรม คือการทำให้ครรภ์ตกและการพูดมุสาวาท

ปัญจปุตตขาทิกเปติวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๖. ปัญจปุตตขาทิกเปติวัตถุ

เรื่องนางเปรตกินลูกคราวละ ๕ ตน

             (พระสังฆเถระถามว่า)

             [๒๖] เธอเปลือยกาย มีผิวพรรณและรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป หมู่แมลงวันพากันไต่ตอมเกลื่อนกล่น เธอเป็นใครกันเล่ามายืนอยู่ในที่นี้

             (นางเปรตนั้นตอบว่า)

             [๒๗] ท่านผู้เจริญ ดิฉันเกิดเป็นเปรตในยมโลก ได้รับความลำบาก เพราะทำกรรมชั่วไว้ จึงต้องจากโลกนี้ไปยังเปตโลก

             [๒๘] เวลาเช้า คลอดลูก ๕ คน เวลาเย็นอีก ๕ คน แล้วกินลูกเหล่านั้นทั้งหมด แต่ก็ยังไม่อาจบรรเทาความหิวของดิฉันได้

             [๒๙] หัวใจของดิฉันถูกความหิวแผดเผาสุมอยู่ ดิฉันไม่ได้ดื่มน้ำที่ควรดื่ม ขอเชิญท่านดูดิฉันซึ่งถึงความพินาศเช่นนี้เถิด

             (พระเถระถามว่า)

             [๓๐] เมื่อก่อน เธอได้ทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจอะไรไว้หรือ เพราะผลกรรมอะไรเธอจึงต้องกินเนื้อลูก

             (นางเปรตนั้นตอบว่า)

             [๓๑] เมื่อก่อน หญิงร่วมสามีของดิฉันคนหนึ่งได้ตั้งครรภ์ ดิฉันได้คิดร้ายต่อเธอ มีใจประทุษร้ายได้ทำให้เธอแท้ง

             [๓๒] นางตั้งครรภ์ ๒ เดือนเท่านั้นก็ตกเลือด ครั้งนั้น มารดาของนางโกรธแล้วเชิญญาติของดิฉันมาประชุมซักถาม ให้ดิฉันสาบาน และขู่เข็ญดิฉันให้กลัว

             [๓๓] ส่วนดิฉันนั้นได้กล่าวคำสาบานเท็จอย่างรุนแรงว่า ถ้าดิฉันทำความชั่วอย่างนี้จริง ขอให้ดิฉันกินเนื้อลูกเถิด

             [๓๔] เพราะผลกรรม คือการทำลายสัตว์มีชีวิต และการกล่าวเท็จทั้ง ๒ อย่างนั้น ดิฉันจึงมีกายเปื้อนหนองและเลือด กินเนื้อลูก

ปัญจปุตตขาทิกเปติวัตถุที่ ๖ จบ

--------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค

๖. ปัญจปุตตขาทิกเปตวัตถุ

               อรรถกถาปัญจปุตตขาทกเปติวัตถุที่ ๖               

               เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภถึงนางเปรตผู้เคี้ยวกินบุตร ๕ คน ดังนี้.
               ได้ยินว่า มีภรรยาของกฎุมพีคนหนึ่ง ในหมู่บ้านไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี เป็นหญิงหมัน. พวกญาติของกฎุมพีคนนั้นได้พากันกล่าวดังนี้ว่า ภรรยาของเจ้าเป็นหมัน พวกเราจะนำหญิงสาวคนอื่นมาให้เจ้า. เพราะความสิเนหาในภรรยานั้น เขาจึงไม่ปรารถนา (ภรรยาอื่น).
               ลำดับนั้น ภรรยาของกฎุมพีนั้นทราบเรื่องนั้นแล้ว จึงกล่าวกะสามีอย่างนี้ว่า นาย ฉันเป็นหมัน ควรจะนำหญิงอื่นมา (เป็นภรรยา) วงศ์ตระกูลของท่านจะได้ไม่ขาดสูญ. เธอเมื่อถูกภรรยารบเร้าจะแต่งงานกะหญิงอื่น.
               ครั้นต่อมา นางได้ตั้งครรภ์. หญิงหมันมีความริษยาเป็นปกติ คิดว่า หญิงนี้ได้บุตรแล้วจักเป็นใหญ่แก่เรือนนี้ จึงหาอุบายให้ครรภ์ของนางตกไป จึงเกลี่ยกล่อมปริพาชิกาคนหนึ่งด้วยข้าวและน้ำเป็นต้น ให้ทำครรภ์ของนางให้ตกไป.
               นางเมื่อครรภ์ตกไปก็ได้แจ้งให้มารดาของตนทราบ.
               มารดาให้ประชุมพวกญาติของตนแล้วแจ้งความนั้นให้ทราบ. ญาติเหล่านั้นได้กล่าวกะหญิงหมันดังนี้ว่า เจ้าทำครรภ์ของหญิงนี้ให้ตก หญิงหมันตอบว่า ฉันไม่ได้ทำให้ตก ก็จงสบถ. หญิงหมันกล่าวเท็จทำการสบถว่า ถ้าฉันทำครรภ์ให้ตก ฉันก็จะพึงมีทุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ถูกความหิวกระหายครอบงำ ขอให้คลอดบุตรทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าครั้งละ ๕ คน แล้วกินเสียก็ยังไม่อิ่ม ขอให้ฉันมีกลิ่นเหม็นเป็นนิจ และถูกแมลงวันไต่ตอม. ไม่นานนักนางก็ทำกาละบังเกิดเป็นนางเปรต มีรูปร่างขี้เหร่อยู่ไม่ไกลบ้านนั้นนั่นเอง.
               ในกาลนั้น พระเถระ ๘ รูปออกพรรษาในชนบท มายังกรุงสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระศาสดา จึงเข้าไปพักในราวป่าอันสมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ ไม่ไกลแต่บ้านนั้น.
               ลำดับนั้น นางเปรตนั้นได้แสดงตนแก่พระเถระทั้งหลาย.
               ในพระเถระเหล่านั้น พระสังฆเถระได้ซักถามนางเปรตนั้นด้วยคาถาว่า
               เจ้าเปลือยกาย มีรูปพรรณขี้เหร่ ส่งกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้ง แมลงวันจับเป็นกลุ่ม เจ้าเป็นใคร มายืนอยู่ในที่นี้.
               ลำดับนั้น นางเปรตนั้นถูกพระมหาเถระถามอย่างนั้น เมื่อจะประกาศตน จะให้เหล่าสัตว์เกิดความสลดจึงได้กล่าว ๓ คาถานี้ว่า
               ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ถึงทุคติเกิดในยมโลก เพราะกระทำกรรมชั่วไว้จึงต้องจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก. เวลาเช้าดิฉันคลอดบุตร ๕ คน เวลาเย็นอีก ๕ คน แล้วกินลูกเหล่านั้นทั้งหมดถึงลูก ๑๐ คนเหล่านั้น ก็ไม่อาจบรรเทาความหิวของดิฉันได้ หัวใจของดิฉันเร่าร้อนหมกมุ่น เพราะความหิว ดิฉันไม่ได้ดื่มน้ำที่ควรดื่ม ขอท่านจงดูดิฉันผู้ถึงความวอดวายเช่นนี้เถิด.
               พระเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อจะถามถึงกรรมที่นางเปรตนั้นกระทำ จึงกล่าวคาถาว่า
               เมื่อก่อน เธอทำความชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจาและใจ หรือเธอกินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร.
               ลำดับนั้น นางเปรตเมื่อจะประกาศกรรมที่ตนกระทำแก่พระเถระ จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า
               เมื่อก่อน หญิงร่วมผัวของดิฉันคนหนึ่งมีครรภ์ ดิฉันคิดชั่วต่อเขา มีจิตคิดประทุษร้าย ได้กระทำครรภ์ให้ตกไป เขามีครรภ์ ๒ เดือนเท่านั้น ไหลออกเป็นโลหิต.
               ในกาลนั้น มารดาของเขาโกรธดิฉัน เชิญพวกญาติมาประชุมซักถาม ให้ดิฉันทำการสบถ และขู่เข็ญให้ดิฉันกลัว ดิฉันนั้นได้กล่าวคำสบถและมุสาวาทอย่างร้ายกาจว่า ถ้าดิฉันทำชั่วดังนั้น ขอให้ดิฉันกินเนื้อบุตรเถิด.
               ดิฉันมีกายอันเปื้อนด้วยหนองและโลหิตกินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่งกรรม คือการทำให้ครรภ์ตกและการพูดมุสาวาททั้ง ๒ นั้น.
               นางเปรตนั้น ครั้นประกาศวิบากแห่งกรรมของตนอย่างนี้แล้ว จึงได้กล่าวกะพระเถระทั้งหลายอย่างนี้อีกว่า ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ ดิฉันเป็นภรรยาของกฎุมพีชื่อโน้นในบ้านนี้เอง เป็นหญิงมีความริษยาเป็นปกติ กระทำกรรมชั่วจึงบังเกิดในกำเนิดเปรตอย่างนี้. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดังดิฉันขอโอกาส ขอท่านทั้งหลายจงไปยังเรือนของกฎุมพีคนนั้นเถิด กฎุมพีนั้นจักถวายทานแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงให้เขาอุทิศทักษิณานั้นแก่ดิฉัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ดิฉันจะหลุดพ้นจากเปตโลกนี้.
               พระเถระทั้งหลายได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะอนุเคราะห์นางตั้งอยู่ในสภาวะการยกขึ้น เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านกฎุมพีนั้น.
               กฎุมพีเห็นพระเถระทั้งหลายแล้วเกิดความเลื่อมใส ต้อนรับแล้วรับบาตร นิมนต์ให้นั่งบนอาสนะ เริ่มให้ฉันด้วยอาหารอันประณีต. พระเถระทั้งหลายแจ้งเรื่องนั้นแก่กฎุมพี แล้วจึงให้เขาอุทิศทานนั้นแก่นางเปรตนั้น. ก็ขณะนั้นนั่นเอง นางเปรตนั้นปราศจากทุกข์นั้นแล้วได้รับสมบัติอันยิ่ง แสดงตนแก่กฎุมพีในเวลาราตรี.
               ลำดับนั้น พระเถระทั้งหลายไปยังกรุงสาวัตถีโดยลำดับ กราบทูลความนั้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้พร้อมมูลกันอยู่ โดยยกเรื่องนั้นขึ้นเป็นอุบัติเหตุ. ในเวลาจบเทศนา มหาชนได้รับความสลดใจ เว้นขาดจากความริษยาและความตระหนี่.
               เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนด้วยประการฉะนี้แล.


               จบอรรถกถาปัญจปุตตขาทกเปติวัตถุที่ ๖               
               -----------------------------------------------------