งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Social Psychology ได้เผยความเชื่อมโยงที่น่ากังวลระหว่าง ‘ภาวะชาตินิยมหลงตัวเอง’ (national narcissism) กับปัญหาในการทำความเข้าใจอารมณ์ ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดรับกับความกังวลทั่วโลกต่อสถานการณ์ความขัดแย้งและอคติในสังคม งานวิจัยชี้ว่าบุคคลที่มีภาวะชาตินิยมหลงตัวเองสูง ซึ่งหมายถึงการมีความภาคภูมิใจในชาติแบบสุดโต่ง ต้องการการยอมรับอย่างสูง และเปราะบางต่อคำวิจารณ์ มักจะบกพร่องในการทำความเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น ที่สำคัญ ความบกพร่องทางอารมณ์นี้ยังเชื่อมโยงกับแนวโน้มที่จะลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนนอกกลุ่มหรือแม้แต่คนในกลุ่มเดียวกันเอง (PsyPost)

ข้อค้นพบนี้สะท้อนสังคมไทยอย่างไร

ข้อค้นพบนี้ไม่ได้มีความสำคัญแค่ในแวดวงวิชาการ แต่ยังสะท้อนปัญหาใจกลางการอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ให้คุณค่ากับความสงบสุขและการปรองดองเป็นอย่างสูง ในขณะที่สังคมไทยเองก็เผชิญกับกระแสชาตินิยมในหลากหลายรูปแบบ การทำความเข้าใจรากเหง้าทางอารมณ์ที่อยู่เบื้องหลังทัศนคติชาตินิยมสุดโต่งจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทั้งครู ผู้กำหนดนโยบาย และประชาชนทั่วไป ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ การย้ายถิ่นฐาน ความขัดแย้งทางการเมือง และการถกเถียงเรื่องอัตลักษณ์ของชาติ ข้อค้นพบนี้อาจเป็นแสงสว่างที่ชี้แนวทางป้องกันและส่งเสริมสังคมที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น

“ความภูมิใจในชาติ” ต่างจาก “ชาตินิยมหลงตัวเอง” อย่างไร

งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างว่า ภาวะชาตินิยมหลงตัวเองนั้นไม่เหมือนกับความภาคภูมิใจในชาติแบบทั่วไป หรือ “อัตลักษณ์แห่งชาติ” ซึ่งเป็นความรู้สึกผูกพันและเห็นคุณค่าในมาตุภูมิอย่างมั่นคง ในทางตรงกันข้าม ภาวะชาตินิยมหลงตัวเองคือความเชื่อฝังหัวว่าชาติของตนยิ่งใหญ่กว่าใคร ต้องการสิทธิพิเศษ และมักรู้สึกว่าตนเองถูกคุกคามอยู่เสมอ คนกลุ่มนี้มักเชื่อว่าชาติของตนถูกเข้าใจผิด และพร้อมที่จะตอบโต้ทันทีเมื่อรู้สึกว่าถูกดูแคลน หลักฐานในอดีตชี้ว่าคนที่มีภาวะชาตินิยมหลงตัวเองมักจะเชื่อในทฤษฎีสมคบคิด มีอคติต่อกลุ่มอื่นสูง แต่งานวิจัยชิ้นนี้ได้เจาะลึกลงไปถึงกระบวนการทางอารมณ์ที่เป็นต้นตอของทัศนคติดังกล่าว

กระบวนการวิจัยและผลลัพธ์ที่ค้นพบ

ทีมวิจัยในโปแลนด์ได้ทำการศึกษา 4 ชุด โดยรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถาม การทดสอบการรับรู้อารมณ์ และการบันทึกไดอารี่รายสัปดาห์ เพื่อประเมินความสามารถในการเท่าทันอารมณ์ ความไวต่ออารมณ์ และการอ่านสีหน้า โดยสุ่มตัวอย่างจากผู้ใหญ่ชาวโปแลนด์กว่า 1,500 คน ซึ่งมีความหลากหลายทั้งในด้านอายุและพื้นเพ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและรอบด้าน

ผลการศึกษาชุดแรกชี้ว่า คนที่มีภาวะชาตินิยมหลงตัวเองในระดับสูงมักมีปัญหาในการระบุและอธิบายอารมณ์ของตนเอง หรือที่เรียกว่าภาวะ ‘อะเล็กซิไธเมีย’ (alexithymia) ซึ่งผลลัพธ์นี้ยังคงชัดเจนแม้จะควบคุมปัจจัยเรื่องความภูมิใจในชาติแล้วก็ตาม สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความรักชาติโดยทั่วไป แต่มาจากลักษณะชาตินิยมที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและพร้อมตั้งรับ

การศึกษาชุดต่อมาพบว่า กลุ่มคนที่มีภาวะชาตินิยมหลงตัวเองมักเผชิญกับ “อารมณ์เชิงลบ” เป็นประจำ เช่น ความโกรธ ความดูถูก และความรังเกียจ ซึ่งมักนำไปสู่พฤติกรรมที่ก้าวร้าวหรือการปลีกตัวออกจากสังคม นอกจากนี้ยังพบว่าคนกลุ่มนี้มีความไวต่ออารมณ์ตกใจและกลัวสูงเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเตรียมพร้อมตั้งรับอยู่ตลอดเวลา ในทางตรงกันข้าม กลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ชาติที่มั่นคงแต่ไม่มีภาวะหลงตัวเอง มักจะรู้สึกถึงอารมณ์เชิงบวก เช่น ความสนุกสนานหรือความสนใจ และมีความรู้สึกดูถูกหรือรังเกียจผู้อื่นน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

บทสรุปสำคัญ: เมื่อความไม่เข้าใจอารมณ์นำไปสู่การลดทอนความเป็นมนุษย์

จุดที่น่าขบคิดที่สุดมาจากการศึกษาชุดสุดท้าย ซึ่งใช้กลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ระดับประเทศร่วมกับการทดลองระบุอารมณ์จากภาพถ่ายใบหน้า โดยผู้เข้าร่วมจะต้องทายว่าใบหน้าที่เห็นเป็นคนกลุ่มเดียวกับตน หรือเป็นคนจากกลุ่มอื่น เช่น ชาวยิว กลุ่ม LGBTQ+ ชาวรัสเซีย หรือชาวยูเครน ผลปรากฏว่าผู้ที่มีภาวะชาตินิยมหลงตัวเองในระดับสูง ทำคะแนนการจำแนกอารมณ์ได้ต่ำในทุกกลุ่ม ขณะเดียวกันก็แสดงแนวโน้มที่จะ “ลดทอนความเป็นมนุษย์” ของคนอื่นอย่างชัดเจน ไม่เว้นแม้แต่คนในชาติเดียวกัน

จากการวิเคราะห์เพิ่มเติมพบว่า ปัญหาในการอ่านอารมณ์เป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างภาวะชาตินิยมหลงตัวเองกับการลดทอนความเป็นมนุษย์ กล่าวคือ คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะมองผู้อื่นว่า “ไม่ใช่มนุษย์โดยสมบูรณ์” เพราะพวกเขาไม่สามารถรับรู้สัญญาณทางอารมณ์ที่เป็นสากลของมนุษย์ได้ เช่น เมื่อไม่เห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายเป็นมิตร ก็อาจตีความไปว่าเป็นการดูถูกหรือคุกคาม ซึ่งท้ายที่สุดก็นำไปสู่การแบ่งแยกและความขัดแย้ง

นักวิชาการชี้ปัญหาสะท้อนปรากฏการณ์สังคม

ทีมวิจัยอธิบายว่านี่คือกลไกสำคัญที่ทำให้แนวคิดชาตินิยมสุดโต่งบานปลายได้ “เมื่อเรามองไม่ออกว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร ก็มีแนวโน้มจะเข้าใจผิด คิดว่าอีกฝ่ายไม่ชอบหรือเยาะเย้ยเรา ส่งผลให้เกิดการตั้งรับด้วยความโกรธหรือดูถูก” ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จะยิ่งหล่อเลี้ยงอคติและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มในสังคม (PsyPost)

ข้อจำกัดและโอกาสในการประยุกต์ใช้กับบริบทไทย

แม้ว่าข้อมูลทั้งหมดจะมาจากกลุ่มตัวอย่างชาวโปแลนด์และอาศัยการรายงานตนเองซึ่งอาจมีอคติอยู่บ้าง อีกทั้งงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์แต่ยังไม่ได้ฟันธงถึงสาเหตุโดยตรง แต่ผลการทดลองที่ใช้วิธีวิทยาอันรัดกุมก็ทำให้กลไกทางอารมณ์ที่ค้นพบสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มชาตินิยมสูงได้เช่นกัน

สำหรับบริบทของไทย ซึ่งมีความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมและให้ความสำคัญกับ “ความสนุก” (sanuk) “ความสบายใจ” (sabai) และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ก็ไม่ต่างจากสังคมอื่นที่กระแสชาตินิยมกลับมาเป็นระลอก ไม่ว่าจะเป็นการถกเถียงเรื่องหลักสูตรการศึกษา ภาษาไทย หรือภาพจำทางประวัติศาสตร์ งานวิจัยนี้จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยอธิบายว่า เหตุใดความรักชาติที่ควรเป็นพลังบวกในสังคม บางครั้งกลับแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อารมณ์และความไม่เข้าใจเข้าครอบงำวงสนทนา

ที่ผ่านมา ทั้งครู นักจิตวิทยา และบุคลากรด้านสาธารณสุขจิตในไทยต่างรณรงค์ให้มีการฝึกฝนทักษะความเข้าใจอารมณ์ (emotional intelligence) ตั้งแต่วัยเด็กเพื่อสร้างสังคมที่เห็นอกเห็นใจกัน ผลวิจัยนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่า การส่งเสริมให้ผู้คนเท่าทันอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงจากลัทธิชาตินิยมที่คับแคบและก้าวร้าว

แนวทางส่งเสริมสุขภาวะทางอารมณ์ในสังคมไทย

ทั้งสื่อ ระบบการศึกษา และการสื่อสารสาธารณะล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสุขภาวะทางอารมณ์ของสังคม ครู ข้าราชการ และภาคประชาสังคมไทยต่างให้ความสำคัญกับค่านิยมเรื่อง “ความเกรงใจ” และ “ไม่เป็นไร” ในฐานะกลไกสร้างความสมานฉันท์ อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความเครียด ความไม่แน่นอน และความขัดแย้งทางการเมือง ค่านิยมเหล่านี้ก็อาจสั่นคลอนได้ง่าย ข้อค้นพบล่าสุดจึงย้ำเตือนว่า การสร้างเสริมทักษะความเห็นอกเห็นใจ เช่น การฝึกสังเกตและเข้าใจอารมณ์ในห้องเรียน ที่ทำงาน หรือแม้แต่บนโลกออนไลน์ คือสินทรัพย์อันล้ำค่าของความเป็นปึกแผ่นในสังคม

ผู้เขียนงานวิจัยเสนอให้มีการออกแบบโปรแกรมฝึกอบรมความฉลาดทางอารมณ์ในโรงเรียนหรือจัดเวิร์กช็อปสำหรับกลุ่มต่าง ๆ หรืออาจใช้นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อช่วยฝึกการตรวจจับและระบุอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น ซึ่งมีหลักฐานจากหลายกรณีทั่วโลกพบว่าโปรแกรมเหล่านี้สามารถช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพและลดอคติได้จริง (Frontiers in Psychology) ข้อเสนอนี้นับว่าเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยที่กำลังพยายามเชื่อมโยงผู้คนท่ามกลางความหลากหลายทางภูมิภาค วัฒนธรรม และความคิดทางการเมือง

บทสรุปสำหรับสังคมไทย

บทเรียนสำคัญที่สังคมไทยอาจเรียนรู้ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้คือ การพัฒนา “ความฉลาดทางอารมณ์” ไม่ได้เป็นเพียงทักษะส่วนบุคคล แต่เป็นหัวใจของความสามัคคีในสังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย เติบโตอย่างรวดเร็ว และมีชีวิตชีวาบนโลกออนไลน์ การส่งเสริมทักษะนี้ตั้งแต่ในครอบครัว โรงเรียน ไปจนถึงองค์กรภาครัฐ จึงเป็นการลงทุนที่สำคัญเพื่อสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

แนวทางปฏิบัติ เช่น การนำแนวคิดเรื่องสติ (mindfulness) ความกรุณา และการให้เกียรติผู้อื่นมาปรับใช้ในชีวิตจริง ควบคู่ไปกับการสนับสนุนเชิงนโยบายและกิจกรรมสาธารณะ จะช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันสังคมจากผลกระทบของแนวคิดชาตินิยมที่คับแคบได้ งานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการ “ฟัง” “เห็น” และ “ให้คุณค่าผู้อื่น” โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่าง คือสิ่งที่หล่อหลอมความแข็งแกร่งที่แท้จริงของแผ่นดินนี้

สำหรับผู้อ่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ PsyPost และติดตามงานวิจัยระดับนานาชาติเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์และการอยู่ร่วมกันได้ที่ Frontiers in Psychology สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าสังคมใดที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและสร้างความเข้าใจทางอารมณ์ จะสามารถยืนหยัดอย่างมีเอกภาพและมั่นคงได้ในระยะยาว