ในช่วงหลายปีมานี้ วงการแพทย์หันมาให้ความสำคัญกับ “วิตามินดี” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วิตามินแดด” มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่แค่ในฐานะตัวช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง แต่ยังครอบคลุมถึงบทบาทต่อระบบภูมิคุ้มกัน สุขภาพจิต โรคภูมิต้านตนเอง ไปจนถึงความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง สิ่งที่น่าตกใจคือ แม้ประเทศไทยจะแดดจ้าเกือบตลอดปี แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยกลับกำลังเผชิญภาวะขาดวิตามินดีโดยไม่รู้ตัว
วิตามินดี สำคัญเกินกว่าที่คิด
วิตามินดีมีความพิเศษตรงที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เองเมื่อผิวหนังสัมผัสแสงแดด โดยเฉพาะแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าและเย็น ประโยชน์หลักที่ทราบกันดีคือการช่วยดูดซึมแคลเซียมเพื่อรักษากระดูกให้แข็งแรง แต่ด้วยไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตในอาคารเป็นส่วนใหญ่ การบริโภคอาหารแปรรูป และปัญหามลภาวะ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาวะขาดวิตามินดีในหมู่คนไทยกลายเป็นปัญหาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเงียบๆ รายงานวิจัยล่าสุดจาก Times of India ยืนยันว่าบทบาทของวิตามินดีนั้นกว้างไกลกว่าการป้องกันโรคกระดูกพรุน แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับสภาวะอารมณ์ ระบบภูมิคุ้มกัน และมะเร็งหลายชนิดอีกด้วย
สถานการณ์ในไทย: แดดแรง แต่คนยังขาดวิตามินดี
แม้ไทยจะขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งแสงอาทิตย์ แต่ผลสำรวจหลายชิ้นกลับชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้หญิงและผู้สูงอายุ มีระดับวิตามินดีในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ปัญหานี้เห็นได้ชัดในกลุ่มคนเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในออฟฟิศ เดินทางด้วยรถไฟฟ้า และพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดเพราะกลัวผิวหมองคล้ำ งานศึกษาเชิงวิชาการเมื่อปี ๒๕๖๐ เผยให้เห็นสถานการณ์ การขาดวิตามินดีในประเทศไทย ที่น่าเป็นห่วง ขณะที่รายงาน ล่าสุด ชี้ว่าแม้ความตระหนักรู้จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลุ่มเสี่ยงยังคงต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด
๕ โรคร้ายจากการขาดวิตามินดี
๑. กระดูกเปราะ กระดูกพรุน
เมื่อร่างกายขาดวิตามินดี ความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมจะลดลง ส่งผลให้กระดูกบาง เปราะ และเสี่ยงต่อการแตกหักได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ รายงานปี ๒๕๕๔ ที่ศึกษา ผลของวิตามินดีต่อกระดูกและโรคกระดูกพรุน ชี้ว่า ภาวะขาดวิตามินดีอาจกระตุ้นให้ฮอร์โมนพาราไทรอยด์ทำงานผิดปกติ และดึงแคลเซียมออกจากกระดูกมาใช้ ทั้งยังทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ทำงานในร่มและไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ
๒. ปัญหาสุขภาพจิตและภาวะซึมเศร้า
ความเชื่อมโยงระหว่างวิตามินดีกับภาวะซึมเศร้ากำลังเป็นที่สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยจาก The British Journal of Psychiatry ในปี ๒๕๕๖ พบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการซึมเศร้าสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับบทบาทของวิตามินดีต่อการสร้างเซโรโทนิน สารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ในสมอง นอกจากนี้ รายงานในไทยยังพบว่ากลุ่มนิสิตแพทย์ในช่วงโควิด-๑๙ ที่ขาดวิตามินดี มีแนวโน้มซึมเศร้าสูงขึ้นเช่นกัน (PubMed) การดูแลให้ร่างกายได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพใจได้
๓. ภูมิคุ้มกันแปรปรวนและโรคแพ้ภูมิตัวเอง
วิตามินดีเปรียบเสมือนผู้ควบคุมระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างสมดุล การขาดวิตามินดีจึงอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune Diseases) เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคเอสแอลอี งานวิจัยปี ๒๕๖๖ สรุปว่าวิตามินดีมีส่วนช่วยต้านการอักเสบและอาจช่วยบรรเทาอาการในผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ แม้ปัจจุบันอัตราการเกิดโรคเหล่านี้ในไทยจะยังไม่สูงเท่าชาติตะวันตก แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้วิตามินดียิ่งทวีความสำคัญในการป้องกันและดูแล
๔. ความเสี่ยงโรคมะเร็ง
สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือความสัมพันธ์ระหว่างภาวะขาดวิตามินดีกับความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ งานวิจัยในปี ๒๕๕๘ พบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีสูงอาจมีความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำกว่า (ScienceDirect) อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ยังคงซับซ้อนและต้องการการศึกษาเพิ่มเติม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าผลในการป้องกันอาจชัดเจนที่สุดในกลุ่มผู้ที่ขาดวิตามินดีรุนแรงอยู่แล้ว ซึ่งกลุ่มเสี่ยงในไทยอย่างผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีผิวคล้ำอาจได้รับประโยชน์ในส่วนนี้มากที่สุด
๕. โรคหัวใจและกลุ่มโรคเมตาบอลิก
แม้บทความของ Times of India จะไม่ได้กล่าวถึงโดยตรง แต่งานวิจัยใหม่ๆ หลายชิ้นชี้ว่าวิตามินดีอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ และเบาหวานชนิดที่ ๒ ผ่านกลไกช่วยลดการดื้อต่ออินซูลิน งานวิจัย ล่าสุด เสนอว่าการรักษาระดับวิตามินดีให้เพียงพอส่งผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวานและโรคไตเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานและคนเมือง
การป้องกัน: ตระหนักรู้และตรวจสอบ
ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า การมีแดดแรงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าคนไทยจะได้รับวิตามินดีอย่างทั่วถึง ปัจจัยทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตสมัยใหม่เป็นอุปสรรคสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมผิวขาวที่ทำให้คนกลัวแดด การทำงานในออฟฟิศแทบตลอดวัน หรือแม้กระทั่งฝุ่น PM2.5 ที่บดบังรังสี UVB ไม่ให้มาถึงผิวหนัง ประกอบกับการบริโภคปลาและผลิตภัณฑ์จากนมที่ลดลง ทำให้การเสริมวิตามินกลายเป็นทางเลือกที่จำเป็นสำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ พนักงานออฟฟิศ และผู้ที่สวมเสื้อผ้าปกปิดมิดชิดตามหลักศาสนาหรือวัฒนธรรม
อีกปัจจัยสำคัญที่หยั่งรากลึกคือธรรมเนียมการหลีกเลี่ยงแสงแดดเพื่อรักษาผิวพรรณให้ดูขาวผ่อง ซึ่งผสานเข้ากับวิถีชีวิตคนเมืองที่ต้องหลบแดดในตึกสูงหรือเดินทางด้วยระบบราง ยิ่งลดโอกาสที่ร่างกายจะได้รับวิตามินดีจากธรรมชาติ ขณะเดียวกัน อาหารท้องถิ่นที่เคยอุดมไปด้วยปลาและน้ำปลาหมักก็ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยอาหารจานด่วนแบบตะวันตกหรืออาหารมังสวิรัติมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการได้รับวิตามินดี
ข้อแนะนำสำหรับคนไทย
- พยายามออกไปรับแดดอ่อนๆ กลางแจ้งวันละ ๑๕–๓๐ นาที โดยให้ผิวบริเวณใบหน้าและแขนได้สัมผัสแดด (แนะนำช่วงเวลาก่อน ๑๐.๐๐ น. หรือหลัง ๑๕.๐๐ น. เพื่อเลี่ยงรังสียูวีที่รุนแรงเกินไป)
- เลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีสูง เช่น ปลาที่มีไขมันดี (ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล) ไข่แดง เห็ด และผลิตภัณฑ์ที่เสริมวิตามินดี
- กลุ่มเสี่ยงที่ไม่สามารถรับแสงแดดหรือบริโภคอาหารได้เพียงพอ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเสริมวิตามินดีในรูปแบบเม็ด
- หากมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือกระดูกเรื้อรัง หรือมีภาวะซึมเศร้า ควรลองไปตรวจวัดระดับวิตามินดีในเลือด
- สร้างสมดุลระหว่างการทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิว กับการเปิดโอกาสให้ร่างกายได้สร้างวิตามินดีตามธรรมชาติบ้าง
แม้ประเทศไทยจะอาบด้วยแสงแดด แต่หากเรายังขาดความตระหนักรู้และไม่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต วิตามินดีก็อาจกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่คุกคามสุขภาพคนไทย ตั้งแต่กระดูกที่เปราะบาง ภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ไปจนถึงสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ การผสมผสานการใช้ประโยชน์จากแสงแดด การเลือกรับประทานอาหาร และการเสริมวิตามินอย่างเหมาะสม จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่จำเป็นสำหรับสังคมไทยยุคใหม่
แหล่งอ้างอิง: