ปราสาทพระวิหาร

ปราสาทพระวิหาร เป็นปราสาทหินตามแบบศาสนาฮินดู ตั้งอยู่บริเวณทิวเขาพนมดงรักซึ่งมีความสูงจาดระดับน้ำทะเลปานกลาง 657 เมตร ที่ตั้งของศาสนสถานแห่งนี้รู้จักกันในนาม  เขาพระวิหาร ปราสาทพระวิหารนั้นตั้งอยู่ในจังหวัดพระวิหาร ของประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษของประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นทางขึ้นสู่ปราสาทที่สะดวกที่สุด

ปราสาทพระวิหารมีสถาปัตยกรรมแบบขอม สร้างตามแนวเหนือใต้ซึ่งผิดแปลกไปจากปราสาทขอมส่วนใหญ่ ปราสาทแห่งนี้เดิมมีชื่อเรียก "ภวาลัย" ตามรายงานของกรมวิชาการ และมีชื่ออื่นๆ ได้แก่ "ศรีศิขรีศวร " " วีราศรม" และ "ตปัสวีนทราศรม"
นามของปราสาทพระวิหารตามที่ปรากฏในศิลาจารึก คือ "ศีรศิขเรศวร"  ประกอบด้วย "ศีร" กับ "ศิขเรศวร" มีความหมายว่า ผู้เป็นใหญ่หรือพระอิศวรแห่งภูเขา

เมื่อพ.ศ.2442 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้เสด็จไปยังปราสาทแห่งนี้ และทรงขนานนามว่า "ปราสาทพรหมวิหาร"  ซึ่งต่อมาเรียกกันทั่วไปว่า "ปราสาทพระวิหาร"

ชาวไทยมักเรียกว่า " เขาพระวิหาร" และนับแต่ประมาณ พ.ศ.2551 เป็นต้นมา มีการละคำว่า "เขา"ไว้เพื่อแสดงถึงความแตกต่างระหว่างตัวปราสาทและเนินเขาที่ตั้งปราสาท

ปราสาทพระวิหารมีลักษณะเป็นศิลปะบันทายศรี ลักษณะบางส่วนคล้ายคลึงกับพระวิหารของปราสาทนครวัด รูปรอยแกะสลักบนปราสาทสันนิษฐานได้ว่าเป็นศาสนสถานของศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย มีพระอิศวรเป็นเทพสูงสุดของศาสนา เชื่อกันว่าสร้างขึ้นเพื่อถวายพระศิวะที่ทรงประทับบนยอดเขาไกรลาส ซึ่งเป็นยอดเขาสูงสุดของเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางแห่งจักรวาล ปราสาทพระวิหารจึงสร้างบนหน้าผาเป้ยตาดี ทำให้ปราสาทแห่งนี้เปรียบเหมือนการค่อยๆก้าวไปสู่ที่ประทับของพระศิวะ ซึ่งแทน " ยอดเป้ยตาดี" หากมองจากข้างล่างผาจะเห็นตัวปราสาทเหมือนวิมานสวรรค์ลอยอยู่บนฟากฟ้า โดยมีแผ่นดินด้านล่างประหนึ่งมหาสมุทรรองรับอยู่เบื้องล่าง ตัวปราสาทประกอบด้วยสถาปัตยกรรมต่างๆมากมาย ได้แก่ ปราสาทประธาน ระเบียงคด โคปุระ อาคารรูปกากบาท วิหาร บรรณาลัย และบันไดนาคพร้อมทางเดิน

เป้ยตาดี 
เป้ย เป็นภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า ชะง่อนผา หรือ  โพงผา ตามคำบอกเล่าว่า นานมาแล้วมีพระภิกษุชรารูปหนึ่งชื่อ "ดี" จาริกมาปลูกเพิงพำนักอยู่ที่นี่ จนมรณภาพไป ชาวบ้านจึงเรียกลานหินนี้ว่า " เป้ยตาดี" เป้ยตาดีมีเนื้อที่กว้าง 44 เมตร ยาว 50 เมตร สูงจากระดับน้ำทะเล 657  เมตร

ปราสาพระวิหารมีลักษณะแผนผังที่ใช้แกนเป็นหลัก โดยจัดวางผังหันไปทางทิศเหนือ ซึ่งแตกต่างจากปราสาทอื่นๆ ซึ่งตามปกติมักจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก อันเนื่องจากภูมิศาสตร์เป็นเครื่องกำหนด ตัวปราสาทประธานเป็นจุดศูนย์กลางล้อมรอบด้วยระเบียงคดทั้งสี่ด้าน ปราศจากบรรณาลัยขนาบเบื้องหน้า การวางผังที่กำหนดตำแหน่งอาคารมีความสมบูรณ์ลงตัวตั้งแต่แรกเริ่มการก่อสร้าง โดยไม่มีการแก้ไขต่อเติมบริเวณลานชั้นในภายหลัง วัสดุตัวปราสาทสร้างด้วยหินทรายและหินดาน โดยเทคนิคการก่อสร้างทำโดยนำก้อนศิลาทรายซึ่งตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดไล่เลี่ยกันมาวางซ้อนขึ้นไปตามรูปผังที่กำหนดไว้ โดยอาศัยน้ำหนักของก้อนศิลาทรายแต่ละก้อนกดทับกันเพียงอย่างเดียว จะใช้ส่วนยึดเมื่อจำเป็นเท่านั้น

ปราสาทพระวิหารมีความยาว 800 เมตรตามแนวเหนือใต้ และบันไดสูงถึงยอดเขาซึ่งเป็นส่วนปราสาทประธาน ซึ่งอยู่ที่ยอดเขาทางใต้สุดของปราสาท  โครงสร้างปราสาทแห่งนี้แตกต่างจากสถาปัตยกรรมปราสาทหินโดยทั่วไปที่พบในพระนคร

ปราสาทพระวิหารคือมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ มิใช่ของประเทศหรือกลุ่มชาติพันธุ์ใด ทั้งนี้เพราะมีความเกี่ยวข้องกับชนหลายเผ่าพันธุ์ และหลายคติความเชื่อ ในอดีตนั้นเทือกเขาพนมดงรักเป็นสถานที่ติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างที่ราบสูงโคราชกับที่ราบต่ำขอม  การสถาปนาปราสาทพระวิหารเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของคนท้องถิ่นและผู้นับถือศาสนาฮินดูมีขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2

ศิลาจารึกที่ปราสาทพระวิหาร เรียกว่า "ศิลาจารึกศิวศักดิ์" หรือ "ศิลาจารึก K.๓๘๒" สลักขึ้นด้วยภาษาสันสกฤต ตัวอักษรเทวนาครี เป็นศิลาจารึกที่บอกเล่าเรื่องราวให้ทราบว่าถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวกวย หรือ ชาวกุย ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่ตั้งหลักแหล่งอาศัยอยู่บนเทือกเขาพนมดงรักในดินแดนอีสานประเทศมาตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งเข้าสู่ยุคเริ่มต้นประวัติศาสตร์สมัยอาณาจักรฟูนัน  หรือ อาณาจักรสุวรรณภูมิ ซึ่งเรืองอำนาจขึ้นในคาบสมุทรอินโดจีน กษัตริย์ฟูนันได้สร้างปราสาทเทพบิดรไว้บนภูเขาพนมดงรักให้ชาวพื้นเมืองได้ดูแลรักษา

ไทยและกัมพูชามีประวัติพิพาทเหนือตัวปราสาทเป็นเวลานานแล้ว ในพ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิพากษาให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือปราสาท และวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นแหล่งมรดกในประเทศกัมพูชา

ผู้เขียนร่วมเดินทางไปชมปราสาทพระวิหารกับคณะมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งนำโดยรศ.ประทีป เล้ารัตนะอารีย์ ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2003 ในขณะที่ปราสาทพระวิหารและบริเวณโดยรอบปราสาทเริ่มชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากขาดการดูแลรักษา และยังไม่มีโอกาสกลับไปเที่ยวชมปราสาทพระวิหารอีกเลย ทำได้เพียงยืนชมปราสาทพระวิหารชำรุดทรุดโทรมลงเรื่อยๆตามกาลเวลาจากผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารเท่านั้น