ผลการศึกษาทางจิตวิทยาชิ้นล่าสุดพบข้อมูลน่าสนใจว่า “ความรู้สึกเหงา” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงไทยสูงวัยใช้เวลาดูโทรทัศน์มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่พฤติกรรมนี้กลับไม่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ชายสูงวัย งานวิจัยนี้ฉายภาพความแตกต่างทางเพศในการเผชิญหน้ากับความเหงาในบั้นปลายชีวิต โดย PsyPost ได้นำเสนอข้อมูลล่าสุด ซึ่งสอดรับกับสถานการณ์ของไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์และโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติคาดการณ์ว่า ภายในปี ๒๕๗๘ สัดส่วนประชากรไทยที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปจะพุ่งสูงถึงร้อยละ ๓๐ ทำให้ประเด็นการรับมือกับความเหงาในวัยชรากลายเป็นวาระสำคัญ ผลวิจัยล่าสุดยิ่งตอกย้ำช่องว่างที่ผู้หญิงสูงวัยต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการอยู่อาศัยตามลำพังเพราะอายุขัยที่ยืนยาวกว่า และการสนับสนุนทางสังคมที่ลดน้อยลง โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่ครอบครัวขยายหาได้ยากขึ้น อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และ Bangkok Post
งานวิจัยชิ้นนี้ได้ติดตามกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุในระยะยาว และพบว่าผู้หญิงที่รายงานว่ารู้สึกเหงามีแนวโน้มที่จะเพิ่มชั่วโมงการดูทีวีในแต่ละวันอย่างชัดเจน แต่ความเชื่อมโยงดังกล่าวกลับไม่ปรากฏในกลุ่มผู้ชาย ทีมวิจัยให้คำอธิบายว่า สำหรับผู้หญิงสูงวัย การดูทีวีอาจเป็นเหมือนการเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์และสังคม ทำให้รู้สึกเหมือนมีเพื่อนหรือช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากความเหงาได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานจากต่างประเทศที่ชี้ว่าผู้หญิงมักใช้สื่อในรูปแบบที่ไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ (passive media) เพื่อทดแทนการเข้าสังคม ขณะที่ผู้ชายอาจเลือกรับมือกับความเหงาด้วยวิธีอื่น หรือพฤติกรรมการเสพสื่อได้รับผลกระทบน้อยกว่า
เจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขซึ่งดูแลด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุแสดงความกังวลเพิ่มขึ้น เนื่องจากพบว่าการดูทีวีเป็นเวลานานมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงด้านสุขภาพหลายประการ เช่น การมีกิจกรรมทางกายน้อยลง เพิ่มความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และภาวะสมองเสื่อมถอย โดยผู้อำนวยการกรมที่ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า “แม้ทีวีจะช่วยคลายเหงาได้ชั่วคราว แต่การดูต่อเนื่องเป็นเวลานานกลับยิ่งเพิ่มความเสี่ยงปัญหาสุขภาพ และอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้” ข้อมูลนี้สอดคล้องกับบทความในวารสาร Journal of Aging and Health ที่ยืนยันว่าพฤติกรรมเนือยนิ่งหน้าจอมีความสัมพันธ์กับการถดถอยของสมรรถภาพทางกายในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในผู้หญิง Journal of Aging and Health
สำหรับผู้สูงวัยไทยจำนวนมาก โทรทัศน์ยังคงเป็น “เพื่อนคู่ใจทางวัฒนธรรม” โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-๑๙ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวห่างเหิน ไม่ว่าจะเป็นละครหลังข่าว เกมโชว์ หรือรายการเพลงลูกทุ่ง ล้วนเป็นเนื้อหาที่ช่วยเติมเต็มความรู้สึกอบอุ่นและคลายเหงา ผู้หญิงสูงวัยหลายคนให้สัมภาษณ์ว่าตัวละครในทีวีเปรียบเสมือน “เพื่อนร่วมบ้าน” การใช้ทีวีเพื่อเยียวยาความเหงาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในสังคมไทย แต่ช่องว่างทางเพศที่ปรากฏในงานวิจัยล่าสุดนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและเหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
เมื่อมองไปในอนาคต นักวิชาการได้เสนอแนะว่าการแก้ปัญหาความเหงาไม่ใช่แค่การจำกัดเวลาดูทีวี แต่คือการออกแบบกิจกรรมในชุมชนที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้หญิง เช่น การจัดตั้งชมรมผู้สูงวัย กิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างวัย หรือโครงการจิตอาสาในพื้นที่ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น แม้ปัจจุบันภาครัฐและเอกชนจะเริ่มมีโครงการ “ศูนย์กิจกรรมผู้สูงอายุ” หรือการอบรมทักษะดิจิทัลเพื่อสร้างเครือข่ายออนไลน์ แต่ก็ยังพบความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระหว่างคนในเมืองและชนบท ซึ่งผู้หญิงสูงวัยมักมีความเสี่ยงที่จะถูกตัดขาดจากสังคมมากกว่าผู้ชาย ทั้งจากการเป็นม่ายและการที่ลูกหลานย้ายเข้าไปทำงานในเมือง
ในอดีต วัด ตลาด และงานประเพณีท้องถิ่นเคยเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางสังคมสำหรับผู้สูงวัย โดยเฉพาะผู้หญิง แต่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมเมืองและผลกระทบจากโควิด-๑๙ ทำให้โอกาสในการเข้าถึงพื้นที่เหล่านี้ลดลง บุคลากรด้านสาธารณสุขจึงแนะนำให้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เช่น กลุ่มไลน์ หรือการวิดีโอคอล เพื่อเป็นทางเลือกในการสร้าง “จุดนัดพบ” เสมือนจริง ป้องกันไม่ให้ผู้สูงวัยพึ่งพาทีวีเป็นทางออกเดียว
โดยสรุป นักวางนโยบายเสนอให้มีการเพิ่มงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการเชิงรุก พร้อมทั้งรณรงค์ให้ความรู้แก่ครอบครัวและผู้ดูแลเกี่ยวกับผลเสียของการดูทีวีมากเกินไปซึ่งมีต้นตอจากความเหงา สำหรับคนทั่วไปที่อยากมีส่วนร่วม อาจเริ่มง่ายๆ ด้วยการชวนผู้สูงวัยหญิงในครอบครัวเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น ชมรมออกกำลังกาย กลุ่มสตรี งานบุญ หรือใช้สื่อดิจิทัลเพื่อติดต่อกับเพื่อนฝูงและญาติมิตรให้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ท่านต้องอยู่ลำพังหรือห่างไกลจากลูกหลาน
ท้ายที่สุด แม้แสงสีจากหน้าจอโทรทัศน์อาจช่วยบรรเทาความเหงาได้ชั่วครู่ แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างย้ำเป็นเสียงเดียวกันว่า “กิจกรรมทางสังคมที่เปี่ยมความหมาย” คือหัวใจสำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้หญิงสูงวัยในสังคมไทย ทุกภาคส่วนจึงควรจับมือกันเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ผู้สูงวัยไทยใช้ชีวิตได้อย่างมีพลัง มีสุขภาพดี และไม่รู้สึกเดียวดาย