๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ วันท่องเที่ยววันที่สาม ๖ครึ่งวัน)
การประชุม WACE World Conference 2025 จบตอนเที่ยง เขาเลี้ยงอาหารเย็นเป็นเคบับอันยาวกว่า ๒๐ ซ.ม. เค็มหน่อย แต่อร่อยดี แล้วเราออกไปเที่ยวในตอนบ่าย
เริ่มด้วยไกด์อียิปต์บอกเราว่า เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์ มิสยิดมีการประกอบพิธีศาสนา เราต้องไปบ่ายแก่ๆ หน่อยจึงจะเข้าชมได้ จึงขอพาไปชมร้านเครื่องหนังก่อน เริ่มจากไปชมแฟชั่นโชว์เสื้อหนัง และชวนคนหนุ่มสาวในกลุ่ม ๒ คนไปร่วมเดินแฟชั่น แล้วเอาเสื้อหนังที่เบาหวิว ๒๕๐ กรัมมาโชว์ ตามด้วยการพาไปชมและต่อราคา เขาขายได้ ๒ ตัว
ต่อด้วยการไปชม The Suleymaniye Mosque สร้างเสร็จ ค.ศ. 1557 สมัยสุลต่านสุไลมานมหาราช ผมอ่านแผ่นพับอธิบายรายละเอียดแล้วพบว่ามัสยิดนี้ไม่ได้แค่ทำหน้าที่ทางศาสนาเพื่อใกล้ชิดพระเจ้าเท่านั้น ยังทำหน้าที่เกื้อหนุนชีวิตที่ดีของประชาชนอีกหลายด้าน จึงลองถาม ChatGPT, Copilot และ Perplexity ว่า “ผมไปชม Suleymaniye Mosque พบว่าในแผ่นพับแนะนำมัสยิดระบุว่า ‘In the Ottoman tradition big mosques were not isolated places of warship but included social facilities for the community around. Suleymaniye Mosque complex included several schools, a caravansaray for passengers, a hospital, a soup kitchen, a public bath, a library and tombs.’ กรุณาอธิบายว่ามัสยิดสมัยอาณาจักรอ๊อตโตมาน เมื่อเกือบห้าร้อยปีก่อน กับมัสยิดในสมัยนี้ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร เพราะอะไร”
ผมขอคัดลอกคำตอบที่ผมชอบที่สุดมาลงดังนี้
“คำถามของคุณสะท้อนความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับหน้าที่ของศาสนสถานในแต่ละยุคสมัย และเปิดประเด็นให้เราพิจารณาถึงวิวัฒนาการของบทบาทมัสยิดจากอดีตสู่ปัจจุบันในบริบทของโลกอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของอาณาจักรออตโตมัน ซึ่งมัสยิดมีบทบาทที่กว้างและลึกกว่า "สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา" ดังนี้:
1. มัสยิดในสมัยอาณาจักรออตโตมัน (ประมาณ ค.ศ. 1300–1924)
มัสยิดสำคัญของจักรวรรดิ เช่น มัสยิดสุลัยมานีเย (Süleymaniye Mosque) ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ละหมาด (warship หรือ worship) เท่านั้น แต่เป็นศูนย์กลางของชีวิตทางสังคม วัฒนธรรม การศึกษา และสาธารณูปการ โดยมัสยิดใหญ่มักตั้งอยู่ภายใน “Külliye” (คุล็ลิเย) ซึ่งคือ “ศูนย์รวมบริการสาธารณะและศรัทธา” ประกอบด้วย:
- โรงเรียนศาสนา (Madrasa)
- หอสมุด
- โรงพยาบาล
- โรงครัวเพื่อคนยากไร้ (Imaret)
- ห้องอาบน้ำสาธารณะ (Hammam)
- คาราวานซาราย (Caravanserai) ที่พักสำหรับนักเดินทางและพ่อค้า
- สุสานของผู้มีชื่อเสียงหรือผู้ก่อตั้งมัสยิด
- ศูนย์อภิบาลหรือการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน
บทบาทเชิง “รัฐ-สังคม-ศาสนา” ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียว เนื่องจากจักรพรรดิสุลต่านถือเป็น “ผู้อารักขาศาสนาอิสลาม” (Caliph) และการสร้างมัสยิดถือเป็นการแสดงพระบารมีและหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคม
2. มัสยิดในยุคปัจจุบัน (โดยเฉพาะในเมืองใหญ่หรือบริบทโลกมุสลิมสมัยใหม่)
บทบาทของมัสยิดในหลายประเทศ (รวมถึงตุรกีในยุคสาธารณรัฐ) ได้เปลี่ยนแปลงตามการแยกศาสนาออกจากรัฐ และการที่รัฐเข้ามาบริหารการศึกษาสาธารณสุข และสวัสดิการ ทำให้มัสยิดกลายเป็น:
- สถานที่ละหมาดหลักประจำวันและวันศุกร์
- สถานที่ให้ความรู้ศาสนาเบื้องต้น (เช่น สอนอัลกุรอานแก่เด็ก)
- บางแห่งอาจมีบทบาททางสังคม (แจกอาหารในรอมฎอน, จัดกิจกรรมชุมชน)
- มีบทบาทจำกัดในเรื่องการรักษาพยาบาลหรือการศึกษาเชิงโลกีย์ (secular education)
อย่างไรก็ตาม บางมัสยิดสมัยใหม่ในโลกอาหรับหรือยุโรปก็เริ่มกลับมาเป็น “community center” เช่น มีห้องสมุด ร้านอาหารฮาลาล กิจกรรมทางวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต
3. เหตุผลของความแตกต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบัน
- ในอดีต รัฐบาลกลางและท้องถิ่นไม่สามารถให้บริการสาธารณะครอบคลุมได้ จึงใช้มัสยิดเป็นแกนหลักในการบริการชุมชน
- มัสยิดในยุคออตโตมันเป็น “ศูนย์กลางการปกครอง” แบบอิสลามในระบบราชสำนัก ในขณะที่รัฐสมัยใหม่แยกบทบาททางโลกและทางศาสนาออกจากกัน
- ระบบการศึกษาสมัยใหม่ (แบบโลกีย์) แยกออกจากโรงเรียนศาสนา และถูกควบคุมโดยกระทรวงศึกษาธิการ
- ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยี เช่น การแพทย์สมัยใหม่ หรือรัฐสวัสดิการ ทำให้คนพึ่งพารัฐมากกว่าสถาบันศาสนาในหลายด้าน
4. ข้อสังเกตที่น่าสนใจสำหรับการเรียนรู้
- Suleymaniye Complex เป็นตัวอย่างของ “ศูนย์การเรียนรู้และบริการสาธารณะ” ที่รวมอยู่ในสถาปัตยกรรมศรัทธา
- โมเดลนี้อาจนำกลับมาใช้ใหม่ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในชุมชนเมืองหรือเขตชนบท ที่ต้องการให้ศาสนสถานเป็น “hub” ของความเข้มแข็งชุมชน
- มีบทเรียนสำหรับการออกแบบ “ศาสนสถานแบบองค์รวม” ที่อาจประยุกต์ใช้ในศาสนาอื่นได้ด้วย เช่น โบสถ์คริสต์ที่มีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือวัดไทยที่เปิดสอนธรรมะควบคู่กับอาชีวะ
หากคุณสนใจ ผมสามารถจัดแผนภาพเปรียบเทียบระหว่างบทบาทมัสยิดในสมัยออตโตมันกับยุคปัจจุบันให้คุณดูเพิ่มเติมได้ครับ.”
สมัยก่อนองค์กรศาสนาทำหน้าที่ทางสังคมหลากหลายด้าน เวลานี้หดไปเน้นหน้าที่ด้านจิตใจคนเท่านั้น
จากนั้นเราเดินลงเขา ฝ่าร้านค้าสองข้างทาง ไปไกลพอสมควร เพื่อไปชมและช็อป ที่ Spice Market ซึ่งในภาษาตุรกีแปลว่า “ตลาดอียิปต์” มีคนคึกคักมาก ไกด์พาเราไปแวะที่ร้าน HazerBaba ขายขนม Turkey Delight ที่อร่อยมาก มีตัวอย่างให้ชิมไม่อั้น สร้างความคึกคัก พวกเราซื้อหลายคน
ผมเดินชมร้านที่เรียงราย ๒ ข้างทางในตลาดที่เป็นรูปตัว L มีร้านขนมและนัทมากที่สุด รองลงมาเป็นร้านของที่ระลึก ร้านเครื่องประดับ โดยไม่รู้สึกอยากซื้ออะไรเลย เขาให้เวลา ๗๕ นาที ผมเดินชมราวๆ ๔๐ นาที ก็ออกมานั่งข้างนอกที่ลมโชยเย็นสบาย อ่านเอกสารผ่นพับที่เอามาจากโบสถ์
ได้เวลานัด ไกด์พาเดินไปอีกไกล ข้ามสะพาน Galata Bridge ลงไปกินอาหารเย็นที่ร้านใต้สะพาน เป็นอาหารฝรั่ง ผมสั่งปลากะพงขาว อร่อยดีตรงที่เขามีเครื่องปรุงรสให้ถึง ๔ แบบ ใส่มาในถ้วย
กลับถึงโรงแรมทุ่มเศษ วันนี้เดินได้หมื่นก้าว
วิจารณ์ พานิช
๓๐ พ.ค. ๖๘
ห้อง ๑๐๐๓ โรงแรม Ramada Encore, Istanbul
1 บรรยากาศภายในโบสถ์สุไลมานิเย
2 ความงามของกระจกหน้าต่าง
3 ความงามของโดม
4 สนามด้านหลังโบสถ์ติดช่องแคบบอสฟอรัส
5 ดงโดมและหอคอย
6 สุสานของสุลต่านและมเหสี
7 ทางเข้า Spice Bazaar
8 ภายในตลาด
9 ภายในร้านหนึ่ง
10 ขนมหวานสารพัดชนิด
11 ออกมานั่งดูชีวิตผู้คนข้างตลาด
12 ร้านอาหารใต้สะพาน