ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า มหาทานอันข้าพระองค์บริจาคไทยธรรมเป็นอันมาก บำเพ็ญมาตลอดกาลนาน ก็ไม่ได้มีผลยิ่ง เพราะเว้นจากทักขิไณยสมบัติ เหมือนพืชที่หว่านลงในนาที่ไม่ดี ฉะนั้น แต่แม้การให้ภิกษาทัพพีหนึ่งของอินทกเทพบุตรยังมีผลมากยิ่งนัก เพราะสมบูรณ์ด้วยพระทักขิไณยบุคคล เหมือนพืชที่หว่านในนาดี

คำนำ

เปตวัตถุ

คำว่า เปตวัตถุ หมายถึง กรรมอันเป็นเหตุให้สัตว์นั้นๆ เกิดเป็นเปรต. เปตวัตถุนี้เกิดด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ ด้วยเหตุที่เกิดขึ้นแห่งเรื่อง และด้วยอำนาจคำถามและคำตอบ ในสองอย่างนั้นเกิดด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส นอกนั้นพระนารทเถระเป็นต้นเป็นผู้ถามแล้วพวกเปรตนั้นๆ เป็นผู้แก้ ก็เพราะเหตุที่เมื่อพระนารทเถระเป็นต้น กราบทูลถึงคำถามและคำตอบนั้นๆ พระศาสดาจึงแสดงธรรมแก่บริษัทพร้อมหน้ากัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชน มหาชนได้ฟังดังนั้นแล้วได้ความสลดใจ สำรวมกาย สำรวมวาจา เว้นขาดจากความริษยา มักโกรธ และงดจากความชั่ว เป็นผู้ปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน เป็นผู้ยินดีในทานและศีลเป็นต้น มีสุคติเป็นที่ไป ได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ฉะนี้แล

การเรียนรู้จากการศึกษาเรื่อง เปตวัตถุ พอสรุปได้ดังนี้

1. ในเปตวัตถุนี้ ไม่ได้กล่าวเฉพาะผู้ที่กระทำกรรมชั่วจึงได้ไปเกิดเป็นเปรตเท่านั้น แต่ยังมีคติสอนใจหลายอย่างที่มีตัวอย่างให้เราปฏิบัติตน ในการทำใจในเรื่องของการเกิดแก่เจ็บตาย ที่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกรูปทุกนามอยู่แล้วดังนี้

            มนุษย์ปุถุชนทั่วไป เมื่อบุคคลอันเป็นที่รักของตนถึงแก่ความตาย โดยมากมักจะทำใจไม่ได้ เศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้รำพึงรำพันถึงบุคคลผู้ที่จากไปด้วยความเศร้าโศก โดยหาคำนึงไม่ว่า กษัตริย์ทั้งหลาย แม้จะมีแว่นแคว้น มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทรัพย์และธัญญาหารมาก จะไม่ทรงชรา จะไม่ทรงสวรรคต ไม่มีเลย พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล และคนเทหยากเยื่อ และคนอื่นๆ จะไม่แก่ จะไม่ตาย เพราะชาติของตน ก็ไม่มีเลย ชนเหล่าใด ร่ายมนต์อันประกอบด้วยองค์ ๖ อันพราหมณ์คิดไว้แล้ว ชนเหล่านั้นและชนเหล่าอื่นจะไม่แก่และไม่ตาย เพราะวิชาของตน ก็ไม่มีเลย แม้พวกฤาษีเหล่าใด เป็นผู้สงบ มีตนสำรวมแล้ว มีตปะ แม้พวกฤาษีผู้มีตปะเหล่านั้นย่อมละร่างกายไปตามกาล พระอรหันต์ทั้งหลาย มีตนอันอบรมแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ สิ้นบุญและบาป ยังทอดทิ้งร่างกายนี้ไว้

 

            2. ผู้ที่อยู่ในเปรตวิสัยมักกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่มีศรัทธา เป็นคนตระหนี่ กระด้าง ได้ด่าพวกคนที่ให้ทาน ทำบุญ และห้ามชนเป็นจำนวนมากที่ให้ทานทำบุญ ข้าพเจ้านั้นไม่ได้ทำความดี ทำแต่ความชั่วไว้ เคลื่อนจากมนุษยโลกนั้นแล้วจึงเกิดในแดนเปรต มีแต่ความหิวกระหาย ตั้งแต่ข้าพเจ้าตายแล้ว ยังไม่ได้กินข้าวและดื่มน้ำเลย พ้นจากนี้ไปแล้ว ข้าพเจ้าจักตาย จักตกนรกอันเร่าร้อนแสนสาหัส นรกนั้นมี ๔ เหลี่ยม มีประตู ๔ ด้าน กรรมสร้างจำแนกไว้เป็นส่วนๆ ล้อมรอบด้วยกำแพงเหล็ก ครอบไว้ด้วยแผ่นเหล็ก พื้นนรกนั้นล้วนเป็นเหล็กแดงลุกเป็นเปลวเพลิง ประกอบด้วยความร้อน แผ่ไปรอบตลอดร้อยโยชน์อยู่ตลอดกาล ข้าพเจ้าจักต้องเสวยทุกขเวทนาในมหานรกนั้นยาวนาน ด้วยว่าการเสวยทุกข์เช่นนี้เป็นผลกรรมชั่ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเศร้าโศกอย่างหนัก ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าขอเตือนท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้ พวกท่านอย่าได้ทำกรรมชั่วทั้งในที่แจ้งหรือที่ลับ ถ้าพวกท่านจักทำกรรมชั่วนั้นหรือกำลังทำอยู่ แม้พวกท่านจะเหาะหนีไปก็ไม่พ้นจากทุกข์ได้ ขอท่านทั้งหลายจงเกื้อกูลมารดา จงเกื้อกูลบิดา ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในสกุล เป็นผู้เกื้อกูลสมณะ เกื้อกูลพราหมณ์ ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจักไปสู่สวรรค์

 

            3. การทำบุญทำทาน อาจไม่ได้รับอานิสงค์และผลแห่งทานนั้นตามที่เราตั้งใจไว้ เพราะถ้าผู้คนทั่วไปที่มารับทานนั้นอาจเป็นผู้ไม่มีศีล มิใช่พระทักขิไณยบุคคล จึงมีผลน้อย ดังเช่นเรื่องราวกรณีของอังกุระเทพบุตรและอินทกะเทพบุตรดังต่อไปนี้

            อังกุระพาณิชผู้มุ่งบุญ โภชนะอันเขาให้แก่หมู่ชนวันละ ๖๐,๐๐๐ เล่มเกวียนเป็นนิตย์ แก่มหาชนโดยประการต่างๆ ได้ทำความเคารพ ด้วยมือของตนเองบ่อยๆ ให้ทานโดยประการต่างๆ อย่างนี้ ตลอดกาลนาน ละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์  เมื่ออังกุระเทพบุตรนั้นบังเกิดในภพชั้นดาวดึงส์ เสวยทิพยสมบัติอย่างนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย อินทกะมาณพ เมื่อท่านพระอนุรุทธเถระเที่ยวบิณฑบาต มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง สมัยต่อมา เขาทำกาละแล้วบังเกิดเป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ในภพชั้นดาวดึงส์ ด้วยอานุภาพแห่งบุญอันเป็นเขต ไพโรจน์ล่วงครอบงำอังกุระเทพบุตร ด้วยฐานะ ๑๐ มีรูปเป็นต้นอันเป็นทิพย์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันน่ารื่นรมย์ใจ อายุ ยศ วรรณะ สุขะ และความเป็นใหญ่
               เมื่ออังกุรเทพบุตรและอินทกเทพบุตร บังเกิดในภพชั้นดาวดึงส์ เสวยทิพยสมบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนแห่งคัณฑามพฤกษ์ ที่ประตูแห่งกรุงสาวัตถี ในวันอาสาฬหปุณณมี ในปีที่ ๗ แต่กาลตรัสรู้ เสด็จไปยังภพชั้นดาวดึงส์ โดยย่างก้าวไป ๓ ก้าวโดยลำดับ ทรงครอบงำความรุ่งเรืองของเทวพรหมบริษัทผู้ประชุมกันด้วยโลกธาตุ ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ที่ควงต้นปาริฉัตตกะ ด้วยรัศมีพระสรีระของพระองค์ เหมือนพระสุริโยทัยทอแสงอ่อนๆ เหนือเขายุคนธรรุ่งเรืองอยู่ฉะนั้น ประทับนั่งแสดงอภิธรรม ทอดพระเนตรเห็นอินทกเทพบุตรผู้นั่งอยู่ในที่ไม่ไกล และอังกุรเทพบุตรผู้นั่งอยู่ในระยะ ๑๒ โยชน์ เพื่อจะประกาศความสมบูรณ์แห่งพระทักขิไณยบุคคล จึงตรัสพระคาถาว่า ดูก่อนอังกุระ มหาทานท่านได้ให้แล้วสิ้นกาลนาน ท่านมาในสำนักของเรา ไฉนจึงนั่งอยู่ไกลนัก.
               อังกุรเทพบุตรได้ฟังดังนั้นจึงทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า มหาทานอันข้าพระองค์บริจาคไทยธรรมเป็นอันมาก บำเพ็ญมาตลอดกาลนาน ก็ไม่ได้มีผลยิ่ง เพราะเว้นจากทักขิไณยสมบัติ เหมือนพืชที่หว่านลงในนาที่ไม่ดี ฉะนั้น แต่แม้การให้ภิกษาทัพพีหนึ่งของอินทกเทพบุตรยังมีผลมากยิ่งนัก เพราะสมบูรณ์ด้วยพระทักขิไณยบุคคล เหมือนพืชที่หว่านในนาดี 
               ดังนั้นเราควรตระเตรียมพลีกรรมทั้งหมด ตั้งข้าวน้ำและผ้าไตรจีวรเป็นต้นและเครื่องบริขารทุกอย่างที่สมควรแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้า (พระพุทธรูปเป็นองค์แทน) เป็นประธาน แล้วกล่าวอุทิศผลบุญกุศลนี้แก่บรรพชนหรือผู้ที่มีบุญคุณกับเราทุกผู้ทุกนามที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เสวยความสุขอยู่ก็ดี เสวยความทุกข์อยู่ก็ตาม จงมาอนุโมทนาส่วนบุญที่เราทั้งหลายได้กระทำแล้วด้วยดีในครั้งนี้ด้วยเทอญฯ

            การทำบุญกุศลโดยสมควรแก่พระภิกษุสงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานนั้น เพื่ออุทิศผลบุญกุศลให้แก่บรรพชน/ผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นกรรมดีเป็นสิ่งที่ดีงามควรค่าแก่การสรรเสริญ เพราะโดยแท้จริงแล้วผู้ที่ได้รับผลบุญกุศลเป็นคนแรกคือผู้ที่ได้บำเพ็ญกุศลนั้นเอง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงภาษิตคาถาว่า :-
             พระอรหันต์ทั้งหลาย เปรียบด้วยนา ทายกทายิกาทั้งหลาย เปรียบด้วยชาวนา ไทยธรรมเปรียบด้วยพืช ผลทานย่อมเกิดแต่การบริจาคไทยธรรมของทายกทายิกาผู้ให้แก่ปฏิคาหกผู้รับนั้น พืชนาและการหว่านพืชนี้ย่อมให้เกิดผลแก่พวกเปรตและทายกทายิกาผู้ให้ เปรตทั้งหลายย่อมพากันบริโภคผลนั้น ทายกทายิกาย่อมเจริญด้วยบุญ ทายกทายิกาทำกุศลในโลกนี้แล้วอุทิศให้เปรตทั้งหลาย ครั้นทำกรรมดีแล้ว ย่อมไปสวรรค์.

---------------------