ผลวิจัยชิ้นใหม่จากสหรัฐอเมริกาเผยข้อมูลน่าสนใจว่า อัตราการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าและความเครียดรุนแรงนั้นแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละสายอาชีพ โดยกลุ่มพนักงานค้าปลีก ร้านอาหาร สื่อ และสายงานสนับสนุนด้านสาธารณสุข คือกลุ่มที่ต้องเผชิญความเสี่ยงสูงกว่าอาชีพอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีมาตรการดูแลสุขภาพจิตในที่ทำงานที่ตอบโจทย์เฉพาะทาง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้หญิงซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางเป็นพิเศษ

การศึกษานี้จัดทำโดยทีมวิจัยจากสถาบันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ภายใต้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ โดยเก็บข้อมูลจากประชากรกว่า 536,000 คนใน 37 รัฐ ระหว่างปี 2558 ถึง 2562 และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open (JAMA Network Open, มิถุนายน 2025) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าปัจจัยอย่างประเภทของงาน อายุ เพศ และสถานะประกันสุขภาพ ล้วนส่งผลต่อสภาวะทางจิตใจของคนทำงาน การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ทำให้แรงงานไทยมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจตัวเองเกี่ยวกับ “ประวัติการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า” และ “จำนวนวันที่สุขภาพจิตย่ำแย่ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา” โดยนิยามว่า หากมีวันที่รู้สึกไม่ดีทางใจมากกว่า 14 วันต่อเดือน จะถือว่าเข้าข่าย “เครียดเรื้อรัง” และหากทั้งเดือนมีแต่สภาพจิตใจไม่ดี จะถือเป็น “เครียดรุนแรง” ผลสำรวจในภาพรวมพบว่า พนักงานร้อยละ 14 เคยถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า ร้อยละ 10 เผชิญกับความเครียดบ่อยครั้ง และอีกร้อยละ 4 อยู่ในกลุ่มเครียดรุนแรง

เมื่อจำแนกตามประเภทงาน พบว่ากลุ่มค้าปลีกมีอัตราการเคยเป็นโรคซึมเศร้า (ที่ปรับค่าแล้ว) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของแรงงานทั้งหมดถึง 1.15 เท่า และมีจำนวนวันที่มีปัญหาสุขภาพจิตมากกว่ากลุ่มอื่น 1.23 เท่า กลุ่มธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน (มีโอกาสเสี่ยงซึมเศร้า 1.13 เท่า และพบความเครียดรุนแรง 6.8% ซึ่งยังไม่ปรับค่า) เมื่อเทียบเป็นกลุ่มอาชีพ พบว่าคนทำงานสายศิลปะ การออกแบบ บันเทิง กีฬา และสื่อ (เสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.32 เท่า) งานสนับสนุนด้านสุขภาพ (1.19 เท่า) และงานบริการอาหาร (1.20 เท่า) เป็นกลุ่มที่เผชิญภาวะเครียดบ่อยครั้งมากที่สุด

กลุ่มคนทำงานวัยหนุ่มสาว (อายุ 18–34 ปี) ยังมีแนวโน้มที่จะหมดไฟได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น โดยเฉลี่ยแล้วมีวันที่สุขภาพจิตย่ำแย่ถึง 11.3 วันต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าแรงงานกลุ่มอายุอื่นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ สถานะโสดและไม่มีประกันสุขภาพยังสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตที่สูงขึ้น (เฉลี่ย 11.0 วัน และ 11.9 วันตามลำดับ) โดยกลุ่มที่ไม่มีประกันสุขภาพ พบความเครียดบ่อยและรุนแรงในอัตรา 14% และ 7% ขณะที่กลุ่มที่มีประกันอยู่ที่ 9% และ 4%

จุดที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ผู้หญิงต้องแบกรับภาระด้านสุขภาพจิตมากกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ โดยร้อยละ 20 ของผู้หญิงในกลุ่มตัวอย่างเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า เทียบกับผู้ชายที่พบเพียงร้อยละ 10 นอกจากนี้ ผู้หญิงยังมีแนวโน้มที่จะเครียดบ่อย (12% เทียบกับ 8%) และเครียดรุนแรง (5% เทียบกับ 3%) อีกด้วย ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับข้อมูลทั่วโลกที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางด้านสุขภาพจิตของผู้หญิง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทั้งทางสังคมและชีวภาพ (องค์การอนามัยโลก)

ทีมวิจัยสรุปว่า “องค์กรและสถานประกอบการมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการค้นหาและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต พร้อมทั้งส่งเสริมสุขภาวะทางใจของพนักงานให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยในที่ทำงานและประสิทธิผลของมาตรการต่างๆ” แม้ว่างานวิจัยชิ้นนี้จะมีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่และใช้การวิเคราะห์ทางสถิติที่น่าเชื่อถือ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดจากการใช้ข้อมูลที่ผู้ตอบแบบสอบถามรายงานด้วยตนเอง การจัดกลุ่มอาชีพที่อาจไม่แม่นยำ และเนื่องจากเป็นการศึกษา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง (cross-sectional) จึงไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้อย่างชัดเจน

สะท้อนถึงบริบทแรงงานไทย

สำหรับประเทศไทย ผลวิจัยนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแรงงานไทยจำนวนมากอยู่ในภาคบริการ เช่น ค้าปลีก โรงแรม และร้านอาหาร ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอาชีพที่งานวิจัยชี้ว่ามีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตสูง ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ) ระบุว่าแรงงานไทยประมาณร้อยละ 30 ทำงานอยู่ในภาคการค้าหรือบริการ ปัจจัยความเครียดจากสภาวะเศรษฐกิจและการทำงานเป็นกะเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ตั้งแต่เชียงใหม่ไปจนถึงภูเก็ต

นอกจากนี้ บริบททางวัฒนธรรมของไทยก็มีทั้งความท้าทายและโอกาสต่อสุขภาพจิตในที่ทำงาน แนวคิดเรื่องหน้าตาและภาพลักษณ์อาจทำให้หลายคนไม่กล้าเปิดเผยปัญหาหรือไม่กล้าขอความช่วยเหลือ (บางกอกโพสต์) ในขณะเดียวกัน หลักธรรมะเรื่องสติและความเมตตาก็เป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยเยียวยาจิตใจได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งเป็นด่านหน้าในช่วงการระบาดของโควิด-19 ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุดเช่นเดียวกับผลการวิจัยนี้ ในประเทศไทย บุคลากรในโรงพยาบาลจำนวนมากต้องทำงานหนักภายใต้ภาวะขาดแคลนตลอดช่วงวิกฤตโรคระบาด ซึ่งยิ่งทำให้ปัญหาสุขภาพจิตและความเครียดสะสมทวีความรุนแรงขึ้น (องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย)

แนวทางรับมือ: ระดับนโยบาย องค์กร และบุคคล

จากผลการศึกษาดังกล่าว จึงเกิดเป็นคำถามสำคัญที่ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจไทยต้องร่วมกันหาคำตอบ เพราะในปัจจุบัน สุขภาพจิตไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสาธารณสุข แต่ยังเป็นปัจจัยชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานอีกด้วย (ILO Thailand) แนวทางที่ควรนำไปพิจารณา ได้แก่

  • ส่งเสริมการคัดกรองสุขภาพจิตแบบนิรนามในองค์กร
  • พัฒนาโปรแกรมฝึกสติ (mindfulness) ในที่ทำงาน
  • จัดอบรมผู้บริหารเพื่อสร้างความเข้าใจและลดอคติต่อปัญหาสุขภาพจิต
  • ออกแบบสวัสดิการการลาเพื่อดูแลสุขภาพจิตให้มีความยืดหยุ่น
  • สนับสนุนเครื่องมือดูแลสุขภาพจิตแบบดิจิทัลให้เข้าถึงได้ง่าย ทั้งในบริษัทขนาดใหญ่ โรงพยาบาลรัฐ และขยายผลสู่ธุรกิจขนาดเล็กหรือแรงงานในต่างจังหวัด

สถาบันการศึกษาและสถาบันวิชาชีพควรปรับหลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่เยาวชนที่กำลังจะเข้าสู่สายอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เช่น งานโรงแรม สื่อ และงานสนับสนุนด้านสุขภาพ โดยให้ความรู้พื้นฐานด้านสุขภาพจิต ทักษะการจัดการความเครียด และช่องทางการขอความช่วยเหลือ

สำหรับแรงงานไทยแต่ละคน สิ่งสำคัญคือ

  • หมั่นสำรวจสุขภาพใจของตนเอง หากเริ่มรู้สึกเครียด หมดไฟ หรือวิตกกังวล ควรรีบขอความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ
  • ใช้สิทธิประกันสุขภาพที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมการรักษาด้านจิตเวชในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแล้ว (กระทรวงสาธารณสุข)
  • สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดีทั้งที่บ้านและที่ทำงาน โดยอาศัยหลัก “น้ำใจ” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทย
  • เปิดใจพูดคุยและรับฟังปัญหาสุขภาพจิต เพื่อช่วยกันลดอคติและการตีตราในหมู่เพื่อนร่วมงานและคนรอบข้าง

สรุป

งานวิจัยล่าสุดนี้ตอกย้ำว่า ความเปราะบางด้านสุขภาพจิตไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกันในทุกอาชีพหรือทุกกลุ่มประชากร สำหรับสังคมไทยที่โครงสร้างการจ้างงานและรูปแบบธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การบูรณาการมาตรการส่งเสริมสุขภาพจิตให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายแรงงานและการบริหารจัดการในชีวิตประจำวัน จะเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลทรัพยากรมนุษย์ ลดอคติ และสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็งและมีผลิตภาพอย่างยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพจิตของแรงงานไทยได้ที่ องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย, บางกอกโพสต์ และ JAMA Network Open