งานวิจัยชิ้นล่าสุดกำลังฉายภาพให้เห็นถึงผลกระทบอันน่ากังวลของความเครียดทางการเงิน ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในใจ แต่ยังลุกลามไปถึงสุขภาพกายและการนอนหลับ สถานการณ์นี้กำลังหนักหน่วงขึ้นในสังคมไทย ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น แม้ผลสำรวจในสหรัฐอเมริกาโดย Affordable Housing Hub จะชี้ว่าผู้ใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งนอนไม่หลับเพราะกังวลเรื่องเงิน แต่นี่คือปัญหาที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับตัวเลขความวิตกกังวลทางการเงิน ภาวะซึมเศร้า และอาการนอนไม่หลับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง (ksby.com)
รายงานของ KSBY ซึ่งสำรวจชาวอเมริกัน ๑,๐๐๐ คน พบว่าถึงร้อยละ ๕๓ เครียดเรื่องเงินจนข่มตาหลับได้ยาก และเกือบครึ่งหนึ่งต้องพึ่งพาบัตรเครดิตเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาปากท้องกับสุขภาพจิตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐฯ เพราะในไทยเองก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันภาพเดียวกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน ที่มีอัตราความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตสูงไม่ต่างกัน
ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศที่ระบุตรงกันว่า สภาวะการเงินที่ฝืดเคืองต่อเนื่อง ไม่ได้สร้างแค่ความกังวลชั่วครั้งชั่วคราว แต่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายเกิดภาวะ “allostatic load” หรือสภาวะที่ร่างกายต้องแบกรับภาระจากความเครียดเรื้อรัง จนนำไปสู่ความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และปัญหาสุขภาพจิตอีกสารพัด (Wikipedia)
สำหรับสถานการณ์ในไทยนั้น ปัญหาความเครียด ความวิตกกังวล และการนอนไม่หลับได้แพร่กระจายไปในทุกกลุ่มวัย ผลสำรวจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อปี ๒๕๖๕ พบว่านิสิตนักศึกษากว่าร้อยละ ๔๐ มีความเครียดบ่อยครั้งหรือตลอดเวลา อีกร้อยละ ๓๐ รู้สึกซึมเศร้าบ่อยหรือแทบจะตลอดเวลา ที่น่ากังวลที่สุดคือร้อยละ ๔ เคยคิดสั้น และเกือบครึ่งหนึ่งมีหนี้สิน ตั้งแต่หนี้ กยศ. ไปจนถึงบัตรกดเงินสดและหนี้นอกระบบ (Asianews Network)
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับนักศึกษาเท่านั้น งานวิจัยโดยมินเทล (Mintel) พบว่าคนไทยวัยทำงานราว ๘ ใน ๑๐ คน เคยประสบปัญหาสุขภาพจิตในช่วง ๖ เดือนที่ผ่านมา โดยร้อยละ ๔๖ รู้สึกเครียด ร้อยละ ๓๒ นอนไม่หลับ และร้อยละ ๒๘ ต้องเผชิญกับอาการวิตกกังวล (Mintel)
เมื่อมองลึกลงไปในเรื่องการนอน พบว่าผู้ใหญ่ชาวไทยในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ประมาณร้อยละ ๓๕ มีปัญหานอนไม่หลับในช่วง ๖ เดือนล่าสุด ขณะที่กลุ่ม Gen X ก็มีตัวเลขเกือบแตะร้อยละ ๒๘ ที่สำคัญคือ กลุ่มผู้หญิงอายุ ๑๘-๓๔ ปี มีอัตราการ “หมดไฟ” สูงกว่าผู้ชายในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โดยภาระทางการเงินคือหนึ่งในสาเหตุหลัก ความไม่แน่นอนจากโควิด-๑๙ ความกดดันในที่ทำงาน ค่านิยมบนโลกโซเชียล และภาระส่วนตัว ต่างถาโถมเข้ามาซ้ำเติมจนกลายเป็นปัญหานอนไม่หลับ ความเหนื่อยล้า และความรู้สึกเคว้งคว้างไร้อนาคต
แพทย์และนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศต่างชี้ว่า สุขภาพจิตและคุณภาพการนอนนั้นติดอยู่ใน “วงจรอุบาทว์” กล่าวคือ เมื่อความเครียดทางการเงินทำให้นอนไม่หลับ การอดนอนเรื้อรังก็จะยิ่งบั่นทอนความสามารถในการรับมือกับความเครียด ทำลายทักษะการจัดการอารมณ์ ทำให้สมาธิสั้นลง และท้ายที่สุดก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายอย่างรุนแรง (Nature) ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ปัญหาสองด้านนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงภาวะซึมเศร้า การทำร้ายตัวเอง หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้นำด้านสาธารณสุขไทย เช่น ผู้บริหารจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ออกมาเรียกร้องให้มีแนวทางการจัดการปัญหาแบบองค์รวมอย่างเร่งด่วน
ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างเห็นพ้องว่าต้องรีบหาทางออก ในสหรัฐฯ ผู้บริหารองค์กรสนับสนุนสุขภาพจิต Aspire ถึงกับกล่าวว่า “สถานการณ์ตอนนี้กำลังกัดกร่อนและเผาผลาญพวกเราอย่างหนัก” ขณะที่ในไทย เจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก สสส. เคยประกาศแผนบูรณาการนโยบายเพื่อดูแลสุขภาพใจทั้งในสถานศึกษาและที่ทำงาน แต่ความท้าทายยังคงมีอยู่ เช่น ผลสำรวจในสหรัฐฯ พบว่าประมาณ ๑ ใน ๘ ของประชากรไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้เพราะค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งสะท้อนภาพปัญหาในไทยเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคทั้งค่ารักษาพยาบาล การตีตราจากสังคม และบริการเฉพาะทางที่ยังไม่ครอบคลุม
สำหรับคนไทยทั่วไป ความเครียดทางการเงินถือเป็นปัญหาที่กระทบคนทุกกลุ่ม บนโซเชียลมีเดียมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าความเครียดเรื่องเงินส่งผลกระทบต่อไอคิวและประสิทธิภาพการทำงานจริง ๆ (AseanNow) ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยทางวัฒนธรรมอย่างภาระในการเลี้ยงดูครอบครัว การรักษาหน้าตาทางสังคม หรือค่านิยมของการเป็น “เสาหลัก” ยิ่งทำให้คนไทยจำนวนมากไม่กล้าขอความช่วยเหลือ และอาจหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมวงจรความเครียดและการนอนไม่หลับให้เลวร้ายลงไปอีก
หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งปี ๒๕๔๐ หรือความผันผวนของภาคเกษตรและท่องเที่ยว จะเห็นว่าเครือข่ายครอบครัวและระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลกันเคยเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ แต่ในปัจจุบันที่โครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ต้องแยกย้ายไปทำงานและเรียนหนังสือในต่างถิ่น ระบบเหล่านี้จึงเริ่มเปราะบางลง ประกอบกับสภาพแวดล้อมยุคดิจิทัลที่แม้จะเชื่อมต่อกันง่าย แต่ก็สร้างความวุ่นวายและกดดันมากกว่าที่เคย
แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป? นักวิชาการเตือนว่าภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน ปัญหาความเครียดทางการเงิน การนอนไม่หลับ ภาวะซึมเศร้า และความผิดปกติทางใจอื่น ๆ อาจยังคงอยู่ในระดับสูงหรืออาจพุ่งสูงขึ้นอีก แต่อีกด้านหนึ่ง งานวิจัยที่เพิ่มขึ้นก็กำลังผลักดันให้เกิดการปฏิรูปนโยบายสาธารณะ หน่วยงานอย่างกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงองค์กรพันธมิตรด้านสุขภาพและภาคเอกชน เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพใจมากขึ้น ทั้งการส่งเสริมช่องทางปรึกษาออนไลน์ การเปิดสายด่วนสำหรับกลุ่มเสี่ยง และการจัดอบรมเพื่อสร้างทักษะการดูแลสุขภาพจิต
แล้วเราจะเริ่มต้นป้องกันตัวเองได้อย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำตรงกันว่าควรรีบขอความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่น ๆ และอย่ามองข้ามสัญญาณเตือนเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างอาการนอนไม่หลับหรืออารมณ์ขุ่นมัวสะสม ไม่ว่าจะเป็นการโทรสายด่วนสุขภาพจิต ๑๓๒๓, การเข้ารับคำปรึกษาที่ศูนย์แนะแนวในสถานศึกษา หรือแม้แต่การพูดคุยกับคนในครอบครัวและเพื่อนสนิท ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ขณะเดียวกัน การจัดระเบียบการเงินส่วนตัว, การฝึกเทคนิคผ่อนคลายง่าย ๆ เช่น การฝึกหายใจหรือทำสมาธิ และการพยายามรักษากิจวัตรการนอนให้เป็นปกติ ก็สามารถช่วยบรรเทาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แม้ในกรณีที่เรื้อรัง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะยังคงเป็นสิ่งจำเป็นก็ตาม นอกจากนี้ การร่วมกันผลักดันให้เกิดโครงสร้างทางสังคมที่เอื้อเฟื้อมากขึ้น เช่น บริการสุขภาพจิตในราคาที่เข้าถึงได้, ช่องทางปรึกษาปัญหาหนี้สิน, และการเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องสุขภาพจิตอย่างปราศจากการตีตรา ก็จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนให้สังคมได้
ท้ายที่สุด สำหรับคนไทยที่กำลังนอนพลิกตัวไปมาทั้งคืนเพราะกังวลเรื่องเงินและอนาคต ขอให้รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงลำพัง นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่คนอีกนับล้านกำลังเผชิญร่วมกัน การให้ความสำคัญกับงานวิจัย การผลักดันนโยบายที่ตรงจุด และการหันหน้าเข้าหากันด้วยความเข้าอกเข้าใจ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้สังคมไทยก้าวข้ามมรสุมความเครียดทางการเงินนี้ไปได้
หากต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต สามารถติดต่อสายด่วนกรมสุขภาพจิต ๑๓๒๓, ศูนย์ให้คำปรึกษาในสถานศึกษา หรือค้นหาเครื่องมือดูแลตนเองออนไลน์ในภาษาไทยได้จากช่องทางต่าง ๆ
> แหล่งข้อมูล: KSBY, Asianews Network, Mintel, Wikipedia, Nature, AseanNow