ผลการศึกษาทางจิตวิทยาชิ้นใหม่ๆ ชี้ว่า แม้เงินอาจซื้อความสุขไม่ได้โดยตรง แต่การใช้เงินเพื่อ “ซื้อเวลา” กลับคืนมาใช้กับคนรัก อาจเป็นทางลัดสู่ความสุขที่ใกล้ที่สุดก็เป็นได้ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า สำหรับคู่รักที่ชีวิตมีแต่ความวุ่นวาย การจ่ายเงินไปกับบริการที่ช่วยประหยัดเวลา เช่น การสั่งอาหารเดลิเวอรี หรือจ้างแม่บ้าน สามารถแปรเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่ได้คืนมานั้น ถูกนำไปใช้ร่วมกันอย่างมีความหมาย บทเรียนนี้ยิ่งทวีความสำคัญในสังคมเมืองของไทย ที่ผู้คนต่างดิ้นรนรักษาสายใยในครอบครัว ท่ามกลางภาระหน้าที่การงานและชีวิตที่หนักหน่วงขึ้นทุกวัน

ในสังคมไทยที่ให้คุณค่ากับครอบครัวและความสัมพันธ์เป็นอย่างสูง งานศึกษาล่าสุดที่นำโดยนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและทีมวิจัย สะท้อนให้เห็นว่า “วิธี” ที่เราใช้เงินนั้นอาจสำคัญกว่า “จำนวน” เงินที่เรามีด้วยซ้ำ งานวิจัยชิ้นนี้ชวนให้เรามองว่า ความสุขในชีวิตคู่ไม่ได้มาจากความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรู้จักใช้ทรัพยากรที่มีเพื่อปลดเปลื้องภาระต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การมีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันมากขึ้น (Psychology Today)

ข้อมูลจากบทความชี้ว่า ผู้ใหญ่ทั่วโลก รวมถึงคนไทยจำนวนไม่น้อย มีเวลาให้กับครอบครัวเฉลี่ยน้อยกว่า ๑ ชั่วโมงต่อวัน เนื่องจากเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับหน้าที่การงาน การดูแลลูก หรือภาระงานบ้าน สถานการณ์ในกรุงเทพฯ ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ให้ชัดเจนขึ้น เมื่อคนเมืองต้องใช้เวลาเดินทางเฉลี่ยถึง ๗๐ นาทีต่อวัน (Bangkok Post) ประกอบกับจำนวนครอบครัวที่ทั้งคู่ต้องทำงานนอกบ้านเพิ่มสูงขึ้น การดิ้นรนเพื่อให้มีเวลาว่างจึงกลายเป็นโจทย์ร่วมของหลายๆ คน งานวิจัยก่อนหน้าก็เคยยืนยันในทำนองเดียวกันว่า หัวใจสำคัญคือการนำทรัพยากรต่างๆ มาใช้เพื่อลดความเครียด และเปิดทางให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวงอกงาม (Hobfoll, 2001)

การศึกษาล่าสุดในปี ๒๕๖๘ โดยแอชลีย์ วิลแลนส์และทีมงาน ได้ติดตามชีวิตคู่รักที่เลือก “ซื้อเวลา” ผ่านการจ้างงานหรือใช้บริการที่ช่วยประหยัดเวลาต่างๆ และพบว่าการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยนี้ กลับส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อความสัมพันธ์ของพวกเขา ผลวิจัยระบุว่า เมื่อคู่รักที่งานรัดตัวยอมจ่ายเงินไปกับบริการอย่างชุดอาหารสำเร็จรูป จ้างคนทำความสะอาด หรือใช้ระบบตัดจ่ายบิลอัตโนมัติ พวกเขาจะรู้สึกพึงพอใจในความสัมพันธ์มากขึ้น แต่มีเงื่อนไข “เฉพาะ” ในกรณีที่เวลาซึ่งได้คืนมานั้น ถูกนำไปใช้อย่างตั้งใจเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน สร้างประสบการณ์ดีๆ และเป็นกำลังใจให้แก่กัน

ทีมวิจัยระบุในบทความว่า “…คู่รักที่ใช้เวลาซึ่งได้กลับคืนมาเพื่อเป็นกำลังใจและแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้กัน คือกลุ่มที่เห็นการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ได้ชัดเจนที่สุด” แนวทางนี้จึงเป็นทางออกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้คนที่อาศัยในเมืองใหญ่ซึ่งต้องรับมือกับภาระรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือเมืองอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังพบด้วยว่า มีคู่รักเพียงประมาณ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ จากกลุ่มตัวอย่างที่มีกำลังทรัพย์พอที่จะใช้บริการเหล่านี้ แต่กลับเลือกที่จะทำจริงๆ ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคทั้งในเชิงวัฒนธรรมและจิตวิทยา หลายคนอาจรู้สึกผิดหรือลังเลที่จะจ่ายเงินให้กับสิ่งที่มองว่า “เป็นหน้าที่” ของตัวเอง หรืออาจไม่ทันได้นึกถึงคุณค่าในระยะยาวที่จะได้รับ ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความประหยัดและการพึ่งพาตนเอง ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงอาจลังเลที่จะใช้เงินเพื่อซื้อความสะดวกสบาย ทั้งที่ผลตอบแทนทางใจและความสัมพันธ์นั้นอาจมีค่ามากกว่าที่คิด

บทความได้เชื่อมโยงแนวคิดนี้เข้ากับวัฒนธรรม “น้ำใจ” ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ซึ่งหมายถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลและใส่ใจกันในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง แต่ยังรวมถึงการแบ่งปันเวลา การช่วยดูแล หรือการลงแรงช่วยเหลือกัน ในอดีต การช่วยกันทำอาหารหรือการลงแขกช่วยงานในชุมชนก็คือรูปแบบหนึ่งของการแบ่งปันทรัพยากรเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ฉันมิตร ในยุคปัจจุบัน การใช้เทคโนโลยีอย่างแอปพลิเคชันส่งอาหารหรือบริการเรียกรถ ก็อาจสอดคล้องกับค่านิยมนี้ได้ หากมองว่าเป้าหมายสุดท้ายคือการได้ใช้เวลาดีๆ ร่วมกัน ไม่ใช่แค่ความสะดวกสบายชั่วครั้งชั่วคราว

สำหรับคู่รักชีวิตคนเมืองที่ตารางเวลาแน่นเอี้ยด ข้อคิดที่ได้จึงค่อนข้างชัดเจน เช่น อาจลองสั่งของกินของใช้ออนไลน์เพื่อให้เช้าวันเสาร์ว่างขึ้น แล้วนำเวลานั้นไปทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย นั่งเล่นในร้านกาแฟ หรือแม้แต่ใช้เวลาทำอาหารมื้อพิเศษด้วยกันที่บ้าน สำหรับบางครอบครัวที่อาจมีงบประมาณจำกัด งานวิจัยชี้ว่าการพึ่งพา “ทุนทางสังคม” ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เช่น การขอให้ญาติพี่น้องมาช่วยดูแลลูก หรือการผลัดกันช่วยงานบ้านกับเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบเห็นได้ในแนวคิดเรื่อง “บุญคุณ” ของสังคมไทย

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในไทย ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาครอบครัวหรือนักจิตวิทยา ต่างก็สนับสนุนข้อสรุปนี้ หัวหน้าแผนกให้คำปรึกษาของโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “การมีเวลาให้กันคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคู่รักแข็งแรง แต่ในวัฒนธรรมของเราที่แม้จะเน้นความอบอุ่น การแข่งขันและแรงกดดันจากสังคมเมืองก็ทำให้การจัดสรรเวลาเป็นเรื่องยาก” ขณะที่อาจารย์จากภาควิชาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งมองว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่เป็นเรื่องของเจตนาว่าเราจะใช้เวลาที่ได้คืนมานั้นอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

หากมองย้อนไปในอดีต เมื่อสังคมเปลี่ยนจากครอบครัวขยายในชนบทมาสู่ครอบครัวเดี่ยวในเมือง ภาระงานบ้านและภาระทางใจจึงตกอยู่กับคู่รักสองคนมากขึ้น เพราะเครือข่ายครอบครัวที่เคยคอยช่วยเหลือได้ลดบทบาทลง งานวิจัยชิ้นใหม่นี้จึงชี้ให้เห็นช่องทางในการสร้างสายสัมพันธ์ขึ้นมาอีกครั้งด้วยวิธีการที่ทันสมัย แม้อาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็เพื่อแลกกับความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่า

หากคนไทยเปลี่ยนมุมมองต่อการใช้จ่ายเพื่อประหยัดเวลา ว่าไม่ใช่แค่ “ค่าใช้จ่าย” แต่เป็น “การลงทุนในความสัมพันธ์” ก็อาจได้เห็นผลลัพธ์เชิงบวกต่อทั้งสุขภาพจิต ประสิทธิภาพในการทำงาน ไปจนถึงการแก้ปัญหาสังคมในภาพรวม เช่น ภาวะโดดเดี่ยวหรือความเหงา ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน (Bangkok Post)

ข้อคิดง่ายๆ สำหรับผู้อ่านชาวไทยก็คือ ครั้งต่อไปที่คุณลังเลว่าจะสั่งอาหารเดลิเวอรี จ้างคนมาช่วยงานบ้าน หรือขอความช่วยเหลือจากใครสักคนเพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อนกับคนรัก อยากให้มองว่านี่คือการลงทุนเพื่อความสุขและชีวิตคู่ ไม่ใช่แค่การจ่ายเงินเพื่อความสะดวกสบาย สำหรับผู้ที่มีงบไม่มาก การใช้เทคโนโลยีหรือการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีในแบบเดียวกันได้

แนวทางปฏิบัติที่ทำได้ทันทีคือ ลองเปิดใจคุยกันในหมู่คู่รักว่าเวลาแบบไหนที่มีค่าที่สุดสำหรับทั้งสองคน มองหาจุดที่งานบ้านหรือภาระต่างๆ สร้างความเครียด แล้วลองใช้เงินหรือแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างเข้ามาช่วยบรรเทาดูบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยหรือครั้งใหญ่ ผลลัพธ์ในระยะยาวที่ทั้งงานวิจัยและภูมิปัญญาไทยต่างชี้ตรงกัน คือความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและเปี่ยมด้วยพลัง ซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่อบอุ่นขึ้นในภาพรวม


แหล่งข้อมูล: