ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ วงการจิตวิทยาได้ไขปริศนาพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนมองข้าม แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจในตัวเองที่ซ่อนอยู่ลึกๆ รายงานฉบับใหม่ที่อ้างอิงข้อมูลเชิงลึกเผยว่า มี 8 พฤติกรรมเด่นที่สะท้อนความรู้สึกไม่มั่นคงจากภายใน โดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อชีวิตส่วนตัว การเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์ในครอบครัวของคนไทย

นักจิตวิทยาอธิบายว่า ความไม่มั่นใจในตนเอง (insecurity) คือความรู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอที่ฝังรากลึก จนนำไปสู่ความคิด อารมณ์ และการกระทำต่างๆ โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับ ‘หน้าตา’ และการรักษาภาพลักษณ์ พฤติกรรมเหล่านี้อาจแสดงออกมาในรูปแบบที่แนบเนียนยิ่งขึ้น หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นเพียงนิสัยหรือ ‘ความเป็นตัวเอง’ แต่แท้จริงแล้ว ท่าทีที่เราแสดงออกเวลาต้องรับฟังคำวิจารณ์ เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น หรือแม้กระทั่งตอนได้รับคำชม อาจกำลังสะท้อนว่าข้างในใจเรากำลังต่อสู้กับเรื่องคุณค่าของตัวเองอยู่

๑. ชอบอวด หรือถ่อมตัวแบบแฝงการอวด

สัญญาณแรกที่เห็นได้ชัดคือการชอบอวด หรือที่เรียกว่า ‘อวดแบบเนียนๆ’ (hustle-bragging) ลองสังเกตเพื่อนร่วมงานหรือคนใกล้ตัวที่มักจะพูดถึงความสำเร็จของตัวเองไม่หยุดหย่อน ราวกับต้องการให้คนอื่นช่วยยืนยันในสิ่งที่ลึกๆ แล้วตัวเองยังไม่เชื่อมั่น นักจิตวิทยาเรียกภาวะนี้ว่า “ความภูมิใจในตัวเองเชิงตั้งรับ” ซึ่งงานวิจัยของ Kernis และคณะ พบว่าคนที่แสดงออกว่ามั่นใจสุดๆ เพื่อกลบเกลื่อนปมในใจ มักจะรับมือกับคำวิจารณ์ได้ไม่ดีและมีแนวโน้มตอบโต้รุนแรง (Kernis, ๒๐๐๓) ในวัฒนธรรมไทยที่ให้คุณค่ากับความถ่อมตัว การอวดแบบเนียนๆ จึงอาจทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่ากำลัง ‘ถ่อมตน’ อยู่ แต่แท้จริงแล้วงานวิจัยชี้ว่ามันคือการชดเชยความรู้สึกไม่มั่นคงจากข้างใน

๒. รับคำติติงไม่ได้

อีกพฤติกรรมที่ชัดเจนคือการตั้งกำแพงเมื่อได้รับคำวิจารณ์หรือฟีดแบ็ก คนที่มั่นใจในตัวเองจริงๆ จะมองว่าฟีดแบ็กคือของขวัญสำหรับการเติบโต แต่คนที่ไม่มั่นใจจะตีความแม้แต่คำแนะนำที่หวังดีว่าเป็นการโจมตีคุณค่าของตนเอง แนวคิดเรื่อง Growth Mindset ของ Carol Dweck อธิบายเรื่องนี้ได้ดีว่า คนที่เชื่อว่าความสามารถเป็นสิ่งตายตัว มักมองคำวิจารณ์เป็นภัยคุกคาม ไม่ใช่โอกาสในการเรียนรู้ (Dweck, ๒๐๐๖) สถานการณ์เช่นนี้พบได้บ่อยในที่ทำงานของไทย ไม่ว่าจะเป็นการรีบโต้เถียง ชี้แจง หรือเมินเฉยเมื่อถูกทักท้วงเรื่องผลงาน

๓. เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลา

การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลาก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือน ตามทฤษฎี Social Comparison ของ Festinger มนุษย์ทุกคนมีแนวโน้มเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นเป็นธรรมชาติ แต่สำหรับคนที่ไม่มั่นใจ การเปรียบเทียบจะกลายเป็นความหมกมุ่นและส่งผลต่อความรู้สึกอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการคอยเช็กคะแนนสอบ ยอดไลก์บนโซเชียลมีเดีย ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือแม้แต่ภาพลักษณ์ครอบครัวตัวเองในสายตาคนอื่น ยิ่งในวัฒนธรรมไทยที่เน้นเรื่องสถานะทางสังคมและหน้าตาของวงศ์ตระกูล การเปรียบเทียบยิ่งทวีความรุนแรง และอาจสร้างความเครียด การแข่งขันที่บั่นทอนจิตใจในหมู่เพื่อนฝูงโดยไม่รู้ตัว (Festinger, ๑๙๕๔)

๔. ทำลายโอกาสของตัวเอง

พฤติกรรมที่เรียกว่า ‘การขัดขาตัวเอง’ (self-handicapping) คือการสร้างอุปสรรคให้ตัวเองล้มเหลว เพื่อจะได้มีเกราะป้องกันความรู้สึกผิดหวังที่กลัวอยู่ลึกๆ เช่น การผัดวันประกันพรุ่ง ไม่เตรียมตัวสอบ หรือมาสาย เพื่อที่ว่าหากผลลัพธ์ออกมาไม่ดี จะได้มีข้ออ้างโทษสถานการณ์แทนที่จะโทษความสามารถของตัวเอง ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเพียงการปกป้องอีโก้ ไม่ใช่ความขี้เกียจ งานวิจัยชี้ว่าพฤติกรรมนี้พบได้บ่อยในนักเรียนนักศึกษาไทย และเป็นกลไกป้องกันตัวเองเพื่อเลี่ยงความเจ็บปวดจากความล้มเหลว (Jones & Berglas, ๑๙๗๘)

๕. ขอโทษบ่อยเกินเหตุ

การพูดคำว่า “ขอโทษ” พร่ำเพรื่อ แม้ในเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ใช่ความผิดของตัวเอง ก็เป็นอีกสัญญาณที่น่าสังเกต คนกลุ่มนี้มักกลัวว่าจะถูกมองไม่ดีหรือกลัวว่าจะสร้างภาระให้คนอื่น ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับความเกรงใจและการคำนึงถึงส่วนรวม งานวิจัยระบุว่าการขอโทษบ่อยเกินไปมักเชื่อมโยงกับนิสัยยอมคนอื่น (people-pleasing) และการขาดความเชื่อมั่นที่จะแยกแยะระหว่างความผิดพลาดจริงๆ กับความไม่สมบูรณ์แบบซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ (Leary et al., ๒๐๐๗)

๖. ต้องการคำยืนยัน หรือกลัวถูกทอดทิ้ง

ในด้านความสัมพันธ์ ความไม่มั่นใจมักแสดงออกผ่านการต้องการ ‘เช็ก’ หรือการขอคำยืนยันความรักความห่วงใยจากคนสำคัญอยู่เสมอ คนที่มีความวิตกกังวลในความสัมพันธ์ (attachment anxiety) มักจะส่งข้อความหาแฟนหรือเพื่อนรัวๆ เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองยังเป็นที่ต้องการ หรืออาจแสดงพฤติกรรมทดสอบความรัก ซึ่งท้ายที่สุดอาจกลายเป็นการบ่อนทำลายความสัมพันธ์ ทั้งที่จุดเริ่มต้นมาจากความต้องการความมั่นคงทางใจเท่านั้น (Mikulincer & Shaver, ๒๐๐๗)

๗. ไม่กล้ารับคำชม

เคยไหม? เวลาได้รับคำชมแล้วรีบปฏิเสธ หรือยกความดีความชอบให้คนอื่นหรือโชคชะตาแทน นี่แหละอีกหนึ่งสัญญาณ คนที่ไม่มั่นใจมักไม่สามารถรับคำชมได้อย่างสบายใจ เพราะลึกๆ แล้วไม่เชื่อว่าตัวเองดีพอ ตามงานวิจัยเรื่อง “กลุ่มอาการคิดว่าตัวเองไม่เก่ง” (Impostor Syndrome) พบว่าแม้แต่คนที่เรียนเก่งหรือประสบความสำเร็จสูง หลายคนก็ยังรู้สึกว่าความสำเร็จที่ได้มาเป็นเรื่องฟลุก และกลัวว่าวันหนึ่งจะถูกจับได้ว่า ‘ไม่เก่งจริง’ (Clance & Imes, ๑๙๗๘)

๘. ต้องควบคุมทุกอย่าง หรือไม่กล้าควบคุมอะไรเลย

สัญญาณสุดท้ายอาจมาในรูปแบบที่ต่างกันสุดขั้ว คือไม่พยายามควบคุมทุกอย่างจนน่าอึดอัด ก็ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรมเพื่อเลี่ยงการตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น เพื่อนร่วมงานที่จู้จี้กับรายละเอียดทุกขั้นตอน (micromanage) หรือเพื่อนที่ไม่เคยเสนอไอเดียหรืออาสาเป็นผู้นำกลุ่มเลย ทั้งสองพฤติกรรมนี้มีรากมาจากความกลัวที่จะถูกตัดสินความสามารถของตัวเอง นักจิตวิทยาเห็นตรงกันว่า ความยืดหยุ่นที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรนำและเมื่อไหร่ควรตาม คือสัญญาณของความมั่นใจที่แท้จริง (Deci & Ryan, ๒๐๐๐)


เมื่อพบสัญญาณเหล่านี้ จะปรับตัวอย่างไรดี?

สำหรับใครที่เริ่มสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้ในตัวเองหรือคนรอบข้าง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำแนวทางที่นำไปปรับใช้ได้จริง เช่น

  • ลองเปลี่ยนจากการชมกว้างๆ เช่น “เก่งมาก” เป็นการให้ฟีดแบ็กที่เจาะจง เช่น “ชอบวิธีที่คุณนำเสนอข้อมูลในสไลด์นี้มาก มันเข้าใจง่าย”
  • สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยโดยการเปิดเผยความผิดพลาดของตัวเองบ้าง เพื่อให้คนรอบข้างรู้สึกว่าความไม่สมบูรณ์แบบเป็นเรื่องยอมรับได้
  • ส่งเสริมกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) โดยมองว่า “ยังทำไม่ได้” ไม่ได้แปลว่า “ทำไม่ได้ตลอดไป” แต่คือ “กำลังเรียนรู้ที่จะทำ”
  • หากคนใกล้ตัวต้องการคำยืนยันเพื่อลดความกังวล ลองตั้งขอบเขตที่แสดงความเข้าอกเข้าใจ เช่น ยืนยันความรู้สึกดีๆ ที่มีให้ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องตอบสนองทุกครั้งที่เขาทดสอบ (Neff, ๒๐๑๑)

บริบทและความหมายของ “ความไม่มั่นใจ” ในสังคมไทย

ในสังคมไทย การยอมรับและพูดถึงความเปราะบางทางใจยังเป็นเรื่องท้าทาย เพราะหลายคนกลัวจะถูกมองว่า “อ่อนแอ” โดยเฉพาะเมื่อความรู้สึกเหล่านั้นซ่อนอยู่หลังหน้ากากของความขยัน ความถ่อมตน หรือความอัธยาศัยดี วัฒนธรรม “ความเกรงใจ” อาจทำให้หลายคนเลือกที่จะเก็บความรู้สึกไว้กับตัว เพราะไม่อยากรบกวนหรือเป็นภาระให้ผู้อื่น อย่างไรก็ดี สถานศึกษาและองค์กรในไทยหลายแห่งเริ่มเปิดรับแนวคิดสมัยใหม่มากขึ้น เช่น การให้ฟีดแบ็กเชิงสร้างสรรค์ การส่งเสริม Growth Mindset และการฝึกเมตตาต่อตนเอง (Self-compassion) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแรง

โดยพื้นฐานแล้ว สังคมไทยจะชื่นชมความสำเร็จส่วนบุคคลก็ต่อเมื่อเจ้าตัวแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนควบคู่กันไป คนที่อวดความสำเร็จอย่างโจ่งแจ้งมักถูกมองในแง่ลบ ทำให้บางคนเลือกที่จะซ่อนความไม่มั่นใจไว้ใต้ท่าทีสุภาพหรือการพูดถ่อมตัว ยิ่งในยุคโซเชียลมีเดียที่กระตุ้นการเปรียบเทียบและความต้องการการยอมรับอยู่ตลอดเวลา สัญญาณเหล่านี้จึงยิ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นและระบบการวัดผลที่เข้มข้นกว่าเดิม


ไทยเดินหน้าใส่ใจสุขภาพจิตมากขึ้น

นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ปัจจุบันสังคมไทยหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตกันมากขึ้น ภาครัฐโดยกรมสุขภาพจิตได้รณรงค์ให้ความรู้ ส่งเสริมการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาสำหรับคนทุกวัย ขณะที่หลายโรงเรียนและบริษัทต่างริเริ่มโครงการส่งเสริมสุขภาวะ (Wellbeing) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการทำงานที่ให้คุณค่ากับความมั่นคงทางใจ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายจากค่านิยมดั้งเดิมบางอย่างที่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป


ข้อแนะนำสำหรับผู้อ่านไทย

สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกคน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้นสังเกตตัวเองและคนรอบข้าง พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างการขอโทษพร่ำเพรื่อ การหลีกเลี่ยงฟีดแบ็ก หรือการพยายามควบคุมทุกสิ่ง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ วิธีการสนับสนุนคนรอบข้างที่ดีที่สุดคือการให้กำลังใจอย่างเจาะจง เปิดใจยอมรับความผิดพลาด และส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่าของ “กระบวนการ” เรียนรู้ มากกว่าผลลัพธ์สุดท้ายเพียงอย่างเดียว

สำหรับผู้ปกครอง ครู หรือหัวหน้างาน การสร้างบรรยากาศที่ทุกคนสามารถพูดคุยถึงความไม่สมบูรณ์แบบได้อย่างเปิดเผย จะช่วยลดแรงกดดันที่ต้องซ่อนความไม่มั่นใจไว้ภายใต้เปลือกของความ “เก่ง” หรือ “ดี” ได้ ส่วนผู้ที่รู้สึกว่าต้องการความช่วยเหลือ ปัจจุบันมีช่องทางมากมายให้เข้าถึง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสนับสนุน การปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ หรือคอร์สออนไลน์จากโรงพยาบาลและองค์กรต่างๆ

ท้ายที่สุดแล้ว นักจิตวิทยาย้ำว่าเป้าหมายไม่ใช่การกำจัดความไม่มั่นใจให้หมดไปจนสิ้น เพราะความสงสัยในตัวเองในระดับที่พอดีคือเชื้อเพลิงสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เราเติบโต หากรู้จักใช้อย่างถูกวิธี เป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างความมั่นคงจากภายในที่แข็งแกร่งพอจะเผชิญกับอุปสรรคได้ โดยไม่รู้สึกว่าคุณค่าในตัวเองสั่นคลอน ซึ่งงานวิจัยล่าสุดเหล่านี้ได้ชี้แนวทางให้เราสร้างคุณค่านั้นได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพาคำชื่นชมจากภายนอกหรือความสำเร็จชั่วครั้งชั่วคราว


แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม