ทีมนักวิทยาศาสตร์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และโรงพยาบาลแมสซาชูเซตส์ เจเนอรัล ค้นพบยีนสำคัญที่ร่างกายสร้างขึ้นขณะออกกำลังกาย ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนายาที่ช่วยชะลออาการสมองเสื่อมในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ โดยเฉพาะผู้ที่ร่างกายไม่เอื้ออำนวยให้ออกกำลังกายได้ งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Neuroscience นี้ ถือเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์สำหรับผู้ป่วยทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบและเผชิญกับปัญหาโรคสมองเสื่อมที่เพิ่มสูงขึ้น
เป็นที่รู้กันดีว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยชะลอความเสื่อมของสมองในผู้สูงอายุและผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้ แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือมีข้อจำกัดทางร่างกาย ไม่สามารถออกกำลังกายได้ตามคำแนะนำ ทีมวิจัยจึงพยายามหาทางออกด้วยการเจาะลึกกลไกการทำงานระดับโมเลกุลที่เกิดขึ้นจากการออกกำลังกาย เพื่อหาหนทางพัฒนายาที่สามารถสร้างประโยชน์ต่อสมองได้เหมือนกัน (Neuroscience News)
ทีมวิจัยได้พุ่งเป้าไปที่ยีน ATPPIF1 ซึ่งจะถูกกระตุ้นในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และความจำที่มักถูกทำลายเป็นอันดับแรกๆ ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ จากการใช้เทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมระดับเซลล์เดียวในสมองหนูทดลองที่ออกกำลังกาย พบว่าวงจรชีวเคมีที่ช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรงและเชื่อมต่อกันได้ดีขึ้น (neuroplasticity) ทำงานได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยยีน ATPPIF1 มีบทบาทสำคัญทั้งในหนูทดลอง และยังสอดคล้องกับข้อมูลจากเนื้อเยื่อสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่เป็นมนุษย์ ซึ่งได้รับการยืนยันจากการเปรียบเทียบโดยนักวิจัยอาวุโสด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด
สิ่งที่สำคัญคือ ยีน ATPPIF1 ส่งผลโดยตรงต่อการสร้างเครือข่ายเซลล์ประสาทใหม่ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้และความทรงจำ ในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ยีนชนิดนี้จะทำงานลดลง ทำให้ความสามารถในการจดจำถดถอย แต่การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นให้ยีน ATPPIF1 กลับมาทำงานอีกครั้ง ส่งผลให้สมองสร้างการเชื่อมต่อใหม่และปกป้องเซลล์ประสาทจากความเสียหาย ทีมวิจัยจากฮาร์วาร์ดยืนยันว่า “ยีนนี้ช่วยให้เซลล์ประสาททนทานต่อปัจจัยรบกวนต่างๆ สามารถอยู่รอด แบ่งตัว และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงใหม่ๆ ในสมองได้” (Neuroscience News)
ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการพัฒนายาหรือการบำบัดทางพันธุกรรมเพื่อกระตุ้นยีน ATPPIF1 ในมนุษย์โดยตรง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยที่ไม่สามารถออกกำลังกายได้ ได้รับประโยชน์ในการปกป้องสมองเช่นเดียวกัน “เราตั้งเป้าที่จะใช้ยาเพื่อเลียนแบบกลไกระดับโมเลกุลนี้ แทนการแนะนำให้ออกกำลังกาย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้โดยเฉพาะ” ทีมวิจัยระบุ ขณะนี้พวกเขากำลังเฟ้นหาตัวยาที่เหมาะสม เพื่อนำผลการทดลองในสัตว์ไปต่อยอดสู่การทดสอบในมนุษย์ต่อไป (Nature Neuroscience Abstract)
ข่าวนี้สำคัญกับคนไทยอย่างไร?
ประเทศไทยและอีกหลายชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า อาจมีคนไทยป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่า 1 ล้านคน ขณะที่ปัจจัยทางสังคม เช่น ครอบครัวเดี่ยวที่เล็กลง และการย้ายถิ่นฐานของคนรุ่นใหม่ ทำให้การดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวเป็นเรื่องท้าทายมากขึ้น แม้การออกกำลังกายจะเป็นเกราะป้องกันอัลไซเมอร์ที่สำคัญ แต่ก็มีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถทำได้ งานวิจัยนี้จึงอาจเป็นคำตอบที่เข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว (Alzheimer’s Disease Foundation of Thailand)
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการส่งเสริมกิจกรรมอย่างการเดินและเต้นแอโรบิกในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยระดับโลกปี 2565 ที่พบว่าการเดินเพียง 4,000 ก้าวต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์ได้ 25% และหากเดินถึง 10,000 ก้าว จะลดความเสี่ยงได้ถึง 50% อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยจากฮาร์วาร์ดเน้นย้ำว่า คำแนะนำนี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยที่อาการเข้าสู่ระดับปานกลางหรือรุนแรงแล้ว (Neuroscience News) ด้านผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงสาธารณสุขของไทยเองก็สนับสนุนให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวร่างกายและบริหารสมอง แต่ก็เข้าใจดีถึงข้อจำกัดต่างๆ ทั้งโรคประจำตัว สภาพร่างกาย และอากาศร้อนของเมืองไทย (Ministry of Public Health)
อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ คือการระบุชนิดของเซลล์สมองที่ตอบสนองต่อการออกกำลังกายได้โดยตรง ซึ่งพบว่าเซลล์ประสาทที่ยังเจริญไม่เต็มที่ (immature neurons) และเซลล์แอสโทรไซต์ (astrocytes) ที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดสมอง มีปฏิกิริยาตอบสนองที่แตกต่างจากเซลล์ชนิดอื่น ข้อมูลเชิงลึกนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนายาที่ออกฤทธิ์ได้ตรงจุดกับชีววิทยาของสมองแต่ละคนได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต “ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเซลล์ชนิดใดที่สื่อสารกัน และเกิดอะไรขึ้นกับสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์เมื่อได้ออกกำลังกาย” ความน่าเชื่อถือของงานวิจัยนี้ยังเพิ่มขึ้นจากการที่ผลลัพธ์สอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากเนื้อเยื่อสมองของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน
แม้ว่ายาที่เลียนแบบการออกกำลังกาย หรือการกระตุ้นยีน ATPPIF1 จะช่วยชะลอการเกิดโรคหรือบรรเทาความรุนแรงของอาการได้ แต่ทีมวิจัยยังคงเน้นย้ำว่า ผู้ที่ยังสามารถออกกำลังกายได้ก็ควรทำต่อไป “ถ้าคุณยังไหว การออกกำลังกายยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” ทีมวิจัยกล่าว อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ยาที่ให้ผลลัพธ์เสมือนการออกกำลังกายนี้อาจเข้ามาพลิกโฉมคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้นได้อย่างมหาศาล
ในบริบทของสังคมไทย การใช้สมุนไพรบำรุงร่างกายควบคู่กับกิจกรรมทางสังคมอย่างรำวง โยคะ หรือไทเก๊ก ยังคงมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพสมองของผู้สูงอายุ หากในอนาคตมียาที่ให้ผลลัพธ์เหมือนการออกกำลังกายจริง ก็น่าจะสามารถนำมาใช้เสริมกับกิจกรรมเหล่านี้ เพื่อดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางได้อย่างลงตัว ช่วยยืดเวลาแห่งการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และชะลอความจำเป็นในการเข้าสู่สถานดูแลผู้ป่วย (Alzheimer’s Disease Foundation of Thailand)
แม้จะเป็นข่าวดีที่สร้างความหวัง แต่ทีมวิจัยย้ำว่าปัจจุบันยังไม่มียาใดที่รักษาอัลไซเมอร์ให้หายขาดได้ การกระตุ้นยีน ATPPIF1 อาจทำได้เพียงชะลอหรือป้องกันความเสื่อมของสมองเท่านั้น ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม ทั้งช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้ยา ปริมาณยา ผลข้างเคียงระยะยาว และประสิทธิภาพในกลุ่มประชากรที่หลากหลาย นอกจากนี้ หากยานี้ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย ปัจจัยอย่างทัศนคติเชิงวัฒนธรรม ความเชื่อมั่นต่อระบบสาธารณสุข และราคา ก็ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ
วิถีการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมในสังคมไทยเป็นการผสมผสานระหว่างการดูแลอย่างใกล้ชิดจากครอบครัว หลักธรรมทางพุทธศาสนาที่เน้นความกตัญญู และการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่การเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษาสมัยใหม่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ หากในอนาคตยาที่กระตุ้นยีน ATPPIF1 สามารถเข้าถึงได้ง่ายและทั่วถึง ก็อาจพลิกโฉมการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิง
ในมุมมองของนักวิจัย พวกเขาคาดหวังว่าจะสามารถบูรณาการองค์ความรู้ระดับโมเลกุลนี้เข้ากับมาตรการอื่นๆ เช่น การตรวจคัดกรองโรคตั้งแต่เนิ่นๆ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่บ้านให้ปลอดภัย และการใช้เทคโนโลยีเกมฝึกสมอง ควบคู่ไปกับการรณรงค์เรื่องการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างสม่ำเสมอ
ข้อแนะนำสำหรับคนไทย
สำหรับผู้ที่ต้องการเตรียมพร้อมรับมือโรคสมองเสื่อมหรือป้องกันอัลไซเมอร์ มีคำแนะนำเบื้องต้นดังนี้
- หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบที่ปลอดภัย เช่น การเดิน ว่ายน้ำ หรือเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย
- สนับสนุนและให้กำลังใจผู้สูงอายุในครอบครัวที่มีปัญหาด้านความจำ ชวนท่านไปเที่ยว หรือเล่นเกมฝึกสมองด้วยกัน
- พบแพทย์เป็นประจำเพื่อตรวจคัดกรองและรับคำแนะนำในการป้องกันโรค
- ติดตามความก้าวหน้าทางวิทยาการใหม่ๆ ด้วยความหวัง แต่ก็ต้องใช้วิจารณญาณเมื่อมีเทคโนโลยีหรือยาใหม่ออกสู่ตลาด
แม้ว่า “ยาวิเศษ” ที่จะมาป้องกันอัลไซเมอร์ได้ 100% อาจยังเป็นเพียงก้าวแรกของการเดินทาง แต่การค้นพบนี้ก็ได้จุดประกายให้สังคมไทยซึ่งให้ความเคารพผู้สูงอายุและตระหนักถึงปัญหาโรคเรื้อรังได้เห็นโอกาสในการวางแผนดูแลผู้สูงวัยให้มีคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีที่ดีขึ้น และเมื่อนวัตกรรมระดับโลกขยับเข้ามาใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น โอกาสในการสร้างสรรค์ทางเลือกด้านสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทของบ้านเราก็ย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย
แหล่งข้อมูล: Neuroscience News, Nature Neuroscience Abstract, Alzheimer’s Disease Foundation of Thailand, Ministry of Public Health