นับเป็นข่าวดีสำหรับคนรักสุขภาพ เมื่อมีงานวิจัยชิ้นใหม่ออกมายืนยันว่าวิตามินดีมีความสำคัญต่อสุขภาพหัวใจมากกว่าที่เคยรู้กัน โดยผลการทบทวนงานวิจัยล่าสุดพบว่า การได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพออาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 17% บทความนี้จะพาไปเจาะลึกข้อมูลสำคัญจากงานวิจัย พร้อมสำรวจว่าเรื่องนี้ใกล้ตัวคนไทยแค่ไหน และเราจะดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้อย่างไร
วิตามินดี กับการลดเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients และมีการสรุปสาระสำคัญโดย EatingWell ได้ทำการทบทวนงานวิจัยทางคลินิกหลายชิ้นที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างระดับวิตามินดีกับความเสี่ยงโรคหัวใจ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมอง ผลการวิเคราะห์พบว่าในกลุ่มผู้ที่ใช้ยาเกี่ยวกับโรคหัวใจอยู่แล้ว การได้รับวิตามินดีเสริมสามารถช่วยลดความเสี่ยงโรคดังกล่าวลงได้ถึง 13-17%
จากที่เคยทราบกันดีว่าวิตามินดีจำเป็นต่อกระดูกและภูมิคุ้มกัน งานวิจัยล่าสุดนี้ได้ตอกย้ำคุณประโยชน์เพิ่มเติมที่มีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงระบบเผาผลาญในร่างกาย
ทำไมคนไทยควรใส่ใจ?
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองถือเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของไทย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคกลุ่มนี้มากกว่า 75,000 คนต่อปี ปัจจัยเสี่ยงส่วนหนึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ โดยเฉพาะเรื่องอาหารและโภชนาการ ในยุคที่วิถีชีวิตคนไทยเปลี่ยนแปลงไป และมีอายุขัยเฉลี่ยสูงขึ้น การใส่ใจเรื่องวิตามินดีให้เพียงพอจึงอาจเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยลดปัญหาสุขภาพเหล่านี้ได้
ประโยชน์เพิ่มเติมของวิตามินดีในกลุ่มเฉพาะ
นอกเหนือจากกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ งานทบทวนวิจัยก่อนหน้านี้ยังชี้ให้เห็นประโยชน์ในกลุ่มเฉพาะอื่นๆ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งพบว่าการได้รับวิตามินดีเสริมช่วยลดความเสี่ยงภาวะครรภ์เป็นพิษได้ถึง 60% และลดโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้ถึง 40% ซึ่งล้วนส่งผลดีต่อสุขภาพของทั้งแม่และทารกในครรภ์
ข้อควรระวังและข้อจำกัดของงานวิจัย
อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดว่า แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะน่าสนใจ แต่หลักฐานที่มีอยู่ยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการทบทวนเชิงพรรณนา (narrative review) และยังขาดการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่ที่ควบคุมอย่างรัดกุมเพื่อยืนยันผลเชิงปริมาณที่ชัดเจน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในระยะยาวที่ออกแบบมาอย่างดี เพื่อหาข้อสรุปที่แม่นยำสำหรับประชากรกลุ่มต่างๆ ต่อไป
ความท้าทายในบริบทคนไทย
หลายคนอาจคิดว่าอยู่เมืองไทยแดดแรงขนาดนี้ ไม่น่าจะขาดวิตามินดี แต่เจ้าหน้าที่ด้านนโยบายอาหารและโภชนาการจากกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ด้วยวิถีชีวิตปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่ทำงานในอาคาร ใช้เวลานอกบ้านน้อยลง ประกอบกับพฤติกรรมการบริโภค ทำให้คนไทย โดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่ มีภาวะขาดวิตามินดีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
สอดคล้องกับงานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่พบว่ากลุ่มคนทำงานออฟฟิศ คนเมือง รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และผู้สูงอายุ มักมีระดับวิตามินดีต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาหารไทยแบบดั้งเดิมแม้จะมีผักหลากหลาย แต่ก็ขาดแหล่งวิตามินดีจากธรรมชาติ เช่น ปลาทะเล ไข่ หรือนมที่เสริมวิตามิน
การได้รับวิตามินดีในชีวิตประจำวัน
การพึ่งพาวิตามินดีจากอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ และแม้ประเทศไทยจะแดดจัด แต่การใช้ชีวิตในร่ม การทาครีมกันแดดเป็นประจำ รวมถึงค่านิยมเรื่องผิวขาว ก็ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีจากแสงแดดได้น้อยลง อาหารซึ่งเป็นแหล่งวิตามินดีสูงอย่างปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ไข่แดง หรือเครื่องในสัตว์ ก็ยังไม่ใช่อาหารที่คนไทยส่วนใหญ่บริโภคเป็นประจำ และมักหาซื้อได้ง่ายในเมืองมากกว่าชนบท
ด้วยเหตุนี้เอง จากที่เคยเชื่อกันว่าภาวะขาดวิตามินดีเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตร ปัจจุบันกลับพบปัญหานี้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้สูงอายุ ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยชี้ว่า คนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ มีแนวโน้มระดับวิตามินดีต่ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (อ่านรายละเอียด)
ข้อควรระวังในการเสริมวิตามินดี
อย่างไรก็ดี การเสริมวิตามินดีไม่ใช่สิ่งที่ควรทำสุ่มสี่สุ่มห้า สมาคมต่อมไร้ท่อทั้งของไทยและต่างประเทศต่างให้คำแนะนำไปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องตรวจเลือดหรือกินวิตามินดีเสริม ยกเว้นในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีอาการบ่งชี้ การตัดสินใจควรทำเป็นรายบุคคลโดยพิจารณาจากบริบทของแต่ละคน หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน
ด้านนักกำหนดอาหารผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารผู้สูงอายุจากโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่งย้ำว่า สำหรับผู้ที่กังวลว่าอาจขาดวิตามินดี ไม่ควรหาซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากินเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเลือดประเมินระดับวิตามินดีในร่างกายเสียก่อน เนื่องจากวิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน หากได้รับมากเกินไปอาจสะสมจนเป็นพิษต่อร่างกายได้
แนวทางเชิงนโยบายและสาธารณสุข
ผลจากงานวิจัยล่าสุดนี้อาจเป็นแรงผลักดันให้เกิดการทบทวนนโยบายและแนวทางด้านสาธารณสุขของไทย เพื่อแก้ปัญหาการขาดวิตามินดีอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงคำแนะนำสำหรับคนไทย การรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการรับแสงแดดอย่างปลอดภัย หรือการส่งเสริมอาหารที่เสริมวิตามินดีให้เข้าถึงกลุ่มเสี่ยงได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวในโรงพยาบาลบางแห่งที่จัดโครงการให้ความรู้และตรวจคัดกรองในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์และผู้สูงอายุ พร้อมทั้งส่งเสริมการบริโภคอาหารท้องถิ่นที่เป็นแหล่งวิตามินดี เช่น เห็ดบางชนิด ปลาน้ำจืด และนม
คำแนะนำสำหรับคนไทย
- หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กินอาหารที่มีวิตามินดีน้อย (เช่น ไข่ เห็ด ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน หรือนมและผลิตภัณฑ์เสริมวิตามิน) และไม่ค่อยได้ออกไปเจอแดด ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
- การตรวจเลือดจะช่วยให้รู้ระดับวิตามินดีที่แท้จริง และแพทย์จะสามารถแนะนำปริมาณที่ควรเสริมได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ ภาวะตั้งครรภ์ และโรคประจำตัว
- กลุ่มเด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ ควรใส่ใจเรื่องวิตามินดีเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องกระดูก แต่ยังอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ด้วย
- วิธีรับวิตามินดีที่ปลอดภัยที่สุดคือการออกไปรับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าหรือเย็น ควบคู่ไปกับการเลือกกินอาหารที่มีวิตามินดีสูง และไม่ควรกินวิตามินเสริมเกินขนาดโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
- การสร้างความตระหนักรู้เรื่องวิตามินดีในระดับชุมชน โรงเรียน และที่ทำงาน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างในเมืองและภาคเหนือ จะช่วยกระตุ้นให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพในมิติที่สำคัญนี้มากขึ้น
สู่อนาคตสุขภาพดีของคนไทย
การสร้างสมดุลระหว่างวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติ เข้ากับความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เรื่องวิตามินดี คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีขึ้นของคนไทยในภาพรวม ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมในการสนับสนุนงานวิจัย การให้ความรู้ และขยายการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรอง เพื่อสร้างสังคมไทยที่แข็งแรงและมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ได้ที่ EatingWell และข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข