WACE 2025 : ประชุมสหกิจศึกษาโลก ๒๕๖๘ - Day 3 ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘
การประชุม World Association of Cooperative Education Conference 2025 (สมาคมสหกิจศึกษาโลก) จัดที่ Bahcesehir University นครอิสตันบูล ตุรกี ในหัวข้อ Cooperative Education and Work-integrated Learning : New Model to Bridge the Gap Between University Education, Business and GenZ/Alpha Students ระหว่างวันที่ ๒๘ - ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘
การประชุมวันที่ ๓ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ เป็นการประชุมห้องย่อย ๒ ช่วง ช่วงละ ๑ ชั่วโมง ตามด้วยพิธีปิด
ช่วงแรกผมเลือกเข้าห้อง Narrative CV and Peer Mentorship และสรุปกับตนเองว่า ผมชอบรายการนี้มากที่สุดในการประชุมทั้งหมด เป็นรายการของ MCAA (Marie Curie Alumni Association) จึงลองถาม Generative AI หลายสำนัก ว่า
“การประชุม World Association of Cooperative Education Conference 2025 (สมาคมสหกิจศึกษาโลก) จัดที่ Bahcesehir University นครอิสตันบูล ตุรกี ในหัวข้อ Cooperative Education and Work-integrated Learning : New Model to Bridge the Gap Between University Education, Business and GenZ/Alpha Students วันสุดท้าย คือวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ มีรายการของ MCAA เรื่อง Narrative CV and Peer Mentorship ที่ผมชอบมาก เพราะคิดว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตัวตนของสถาบันอุดมศึกษา ให้ทำประโยชน์แก่สังคมมากขึ้น หลุดพ้นจากกับดักความคับแคบของการตีพิมพ์ และมุ่งที่ impact factor เพียงด้านเดียว ผมคิดอย่างนี้คุณเห็นด้วยหรือไม่ ด้วยเหตุผลใด กรุณาสรุปประเด็นสำคัญจากการนำเสนอในที่ประชุมช่วงดังกล่าวด้วย”
ผมชอบคำตอบของ Gemini มากที่สุด จึงคัดลอกมาลงไว้ ดังนี้
“เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับความคิดของคุณครับว่า “Narrative CV” (ประวัติผลงานเชิงบรรยาย) และ “Peer Mentorship” (การให้คำปรึกษาโดยเพื่อนร่วมงาน/นักศึกษา) จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสถาบันอุดมศึกษาให้ทำประโยชน์แก่สังคมมากขึ้น และหลุดพ้นจากกับดักของความคับแคบของการตีพิมพ์ที่มุ่งเน้น Impact Factor เพียงด้านเดียว ______________ เหตุผลที่เห็นด้วย แนวคิดของคุณสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ที่จำเป็นในแวดวงวิชาการ ซึ่งผมมองว่าเป็นประโยชน์อย่างมากด้วยเหตุผลดังนี้:
-
การขยายขอบเขตของ “คุณค่า” ทางวิชาการ: o จากปริมาณสู่คุณภาพและผลกระทบ: ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยหลายแห่งและกลไกการประเมินนักวิชาการมักเน้นที่จำนวนบทความตีพิมพ์และ Impact Factor ของวารสารเป็นหลัก ซึ่งอาจทำให้งานวิจัยมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “ผลงานตีพิมพ์” มากกว่า “ผลกระทบจริง” ต่อสังคม “Narrative CV” ช่วยให้เราสามารถนำเสนอเรื่องราวเบื้องหลังของผลงานวิชาการ การเดินทางของโครงการวิจัย ความท้าทายที่พบเจอ และที่สำคัญที่สุดคือ ผลกระทบที่งานนั้นมีต่อผู้คน ชุมชน หรืออุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ Impact Factor ไม่สามารถวัดได้ o การยอมรับความหลากหลายของผลงาน: ผลงานวิชาการไม่ได้มีแค่บทความตีพิมพ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงนวัตกรรม การสร้างสรรค์ การบริการวิชาการ การมีส่วนร่วมกับชุมชน การเป็นที่ปรึกษา การพัฒนาหลักสูตร และอื่นๆ “Narrative CV” เปิดโอกาสให้บันทึกและนำเสนอคุณค่าของผลงานเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถประเมินผลงานของบุคลากรได้อย่างรอบด้านและเป็นธรรมมากขึ้น
-
ส่งเสริม “พันธกิจเพื่อสังคม” ของมหาวิทยาลัย: o มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการเป็น “เสาหลักของสังคม” (Pillar of Society) นอกเหนือจากการสร้างความรู้และการสอน นักวิชาการที่สามารถเชื่อมโยโยงงานวิจัยเข้ากับปัญหาของสังคม และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์จริง จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยทำประโยชน์แก่สังคมได้อย่างแท้จริง o การเน้น Impact Factor เพียงอย่างเดียวอาจทำให้งานวิจัยถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ ของสาขาวิชาและนักวิชาการด้วยกันเอง แต่เมื่อเรามองหา “ผลกระทบ” และ “วาทกรรม” ที่อธิบายคุณค่าของงานได้ นักวิชาการจะถูกกระตุ้นให้คิดถึงผู้ใช้ผลงานและนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่กว้างขึ้น
-
การพัฒนาบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร: o Peer Mentorship มีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการพัฒนา การที่เพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนนักศึกษาให้คำปรึกษาและแบ่งปันประสบการณ์ จะช่วยลดความกดดัน สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างทักษะการทำงานร่วมกัน รวมถึงทักษะการเล่าเรื่อง (Narrative Crafting) เกี่ยวกับผลงานของตนเอง o สิ่งนี้จะช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการทำงานที่มุ่งเน้นผลกระทบ การแบ่งปันความรู้ และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แทนที่จะเป็นการแข่งขันเพื่อ Impact Factor เพียงอย่างเดียว
-
การตอบโจทย์นักศึกษา Gen Z/Alpha: o นักศึกษารุ่นใหม่มักมองหาการเรียนรู้ที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับโลกแห่งความเป็นจริง การที่อาจารย์และมหาวิทยาลัยสามารถเล่าเรื่องราวของงานวิจัยและผลกระทบที่มีต่อสังคม จะสร้างแรงบันดาลใจและดึงดูดนักศึกษาให้เข้ามามีส่วนร่วมในงานที่สร้างคุณค่าได้จริง ______________ สรุปประเด็นสำคัญจากการนำเสนอ “Narrative CV and Peer Mentorship” โดย MCAA แม้ว่าจะไม่มีรายละเอียดโดยตรงจากการประชุมในวันนี้ แต่จากหัวข้อและบริบทของ MCAA (Marie Curie Alumni Association) ซึ่งเป็นเครือข่ายของนักวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก Marie Skłodowska-Curie Actions (MSCA) ของสหภาพยุโรป ผมสามารถคาดการณ์ประเด็นสำคัญที่น่าจะมีการนำเสนอได้ดังนี้: • Narrative CV (NCV): o แนวคิดและวัตถุประสงค์: การนำเสนอ NCV เป็นเครื่องมือใหม่ในการประเมินนักวิจัยและผู้สมัคร โดยเน้นการเล่าเรื่องราวของผลงาน ประสบการณ์ และทักษะที่เกี่ยวข้องกับอาชีพวิจัยและอาชีพอื่นๆ โดยไม่จำกัดแค่ผลงานตีพิมพ์ o องค์ประกอบของ NCV: อาจครอบคลุมหัวข้อต่างๆ เช่น: Contribution to Knowledge (การสร้างองค์ความรู้): ไม่ใช่แค่บทความตีพิมพ์ แต่รวมถึงการสร้างชุดข้อมูล การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การจดสิทธิบัตร และการนำเสนอผลงานในรูปแบบต่างๆ Contribution to the Research Community (การมีส่วนร่วมกับวงการวิจัย): เช่น การเป็น Peer Reviewer, การเป็นกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ, การจัดการประชุมวิชาการ, การเป็น Mentor ให้นักวิจัยรุ่นใหม่ Contribution to Society/Economy (การมีส่วนร่วมกับสังคม/เศรษฐกิจ): การประยุกต์ใช้องค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาสังคม การสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ การสื่อสารวิทยาศาสตร์สู่สาธารณะ Contribution to Mentoring/Supervision (การเป็นพี่เลี้ยง/ดูแลนักศึกษา): การดูแลนักศึกษา การให้คำปรึกษา การพัฒนาทักษะ o ประโยชน์ของ NCV: การประเมินที่ครอบคลุมและเป็นธรรม: ช่วยให้ผู้ประเมินเห็นภาพรวมของศักยภาพและผลงานที่หลากหลายของผู้สมัคร/นักวิจัย ส่งเสริมความหลากหลายของเส้นทางอาชีพ: ไม่จำกัดนักวิจัยให้อยู่ในเส้นทาง “Publish or Perish” เพียงอย่างเดียว เน้นผลกระทบ (Impact) และคุณค่าที่สร้างขึ้น: กระตุ้นให้นักวิจัยคิดถึงการนำงานไปใช้จริง ช่วยในการสะท้อนคิด (Reflection): นักวิจัยต้องคิดวิเคราะห์และเล่าเรื่องราวของตนเอง ซึ่งช่วยให้เข้าใจจุดแข็งและโอกาสในการพัฒนา o ความท้าทายในการนำไปใช้: อาจมีการหารือถึงความท้าทายในการประเมิน NCV อย่างเป็นมาตรฐาน ความเป็นอัตนัย (subjectivity) และการฝึกอบรมผู้ประเมิน • Peer Mentorship (PM): o แนวคิดและบทบาท: การให้คำปรึกษาและสนับสนุนซึ่งกันและกันในหมู่นักวิจัย/นักศึกษาในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน o รูปแบบของ PM: อาจเป็นแบบไม่เป็นทางการ (Informal) หรือมีโครงสร้าง (Structured) ผ่านโปรแกรมเฉพาะ o ประโยชน์ของ PM: การพัฒนาทักษะ: การแบ่งปันความรู้ ทักษะ (เช่น การเขียน NCV) และประสบการณ์ การสร้างเครือข่าย (Networking): เชื่อมโยงนักวิจัยในสาขาเดียวกันหรือต่างสาขา การให้กำลังใจและลดความเครียด: นักวิจัยสามารถแบ่งปันความท้าทายที่เผชิญอยู่ และได้รับกำลังใจจากเพื่อนร่วมงานที่เข้าใจสถานการณ์ การส่งเสริมความหลากหลายและครอบคลุม (Diversity & Inclusion): Peer Mentors อาจช่วยให้ผู้ที่มาจากภูมิหลังที่หลากหลายรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนมากขึ้น การพัฒนาทักษะผู้นำ: ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น Peer Mentor จะได้พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ การสื่อสาร และการให้คำปรึกษา o การนำ PM มาใช้กับ NCV: Peer Mentors สามารถช่วยกันฝึกฝนการเขียน NCV การให้ Feedback ซึ่งกันและกัน เพื่อให้ NCV มีประสิทธิภาพและสามารถสื่อสารเรื่องราวได้ดีที่สุด การรวมกันของ “Narrative CV” และ “Peer Mentorship” นี้จึงเป็นนวัตกรรมที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการประเมินและพัฒนาบุคลากรในวงการอุดมศึกษาได้อย่างแท้จริง ทำให้สถาบันเหล่านี้สามารถมุ่งเน้นไปที่การสร้างคุณค่าและผลกระทบต่อสังคมได้อย่างรอบด้านมากขึ้นครับ”
หลังจากนั้น ผมไปเข้าฟังห้อง A202 และพบว่า การนำเสนอทั้ง ๓ เรื่องน่าสนใจและมีคุณภาพสูงมาก คือ
(๑) Bridging the Skills Gap: Trends and Innovations in Work Integrated Learning and Employability at Mandela University เสนอโดย Tracey Dissel & Amy Jooste
(2) GUIDELINES OF GROWTH MINDSET AND SELF FULFILLING PROPHECY DEVELOPMENT TO ENHANCE COOPERATIVE EDUCATION STUDENTS’ SELF EFFICACY เสนอโดย อังคณา ธนปิยะวานิช
(3) From Co-op to Work Integrated Learning (WIL): Localizing Experiential Education in China and Its Impact on Student Development เสนอโดย Zhiqing Zhang
ผมจึงถาม Generative AI หลายสำนัก ว่า “การประชุม World Association of Cooperative Education Conference 2025 (สมาคมสหกิจศึกษาโลก) จัดที่ Bahcesehir University นครอิสตันบูล ตุรกี ในหัวข้อ Cooperative Education and Work-integrated Learning : New Model to Bridge the Gap Between University Education, Business and GenZ/Alpha Students วันสุดท้าย คือวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ช่วง ๑๐.๑๕ - ๑๑.๑๕ น. ผมไปเข้าฟังห้อง A202 และพบว่า การนำเสนอทั้ง ๓ เรื่องน่าสนใจและมีคุณภาพสูงมาก คือ (๑) Bridging the Skills Gap: Trends and Innovations in Work Integrated Learning and Employability at Mandela University เสนอโดย Tracey Dissel & Amy Jooste (2) GUIDELINES OF GROWTH MINDSET AND SELF FULFILLING PROPHECY DEVELOPMENT TO ENHANCE COOPERATIVE EDUCATION STUDENTS’ SELF EFFICACY เสนอโดย อังคณา ธนปิยะวานิช (3) From Co-op to Work Integrated Learning (WIL): Localizing Experiential Education in China and Its Impact on Student Development เสนอโดย Zhiqing Zhang, Chongqing University – Cincinnati Joint Co-op Institute กรุณาสรุปประเด็นสำคัญของการนำเสนอทั้งสามนำสู่ข้อเสนอไปประยุกต์ใช้ในประเทศไทยได้ไหมครับ”
คำตอบที่ผมชอบมากที่สุดมาจาก ChatGPT ดังนี้
“ขอบคุณสำหรับคำถามที่ยอดเยี่ยมและลึกซึ้งมากครับ ผมขอสรุปประเด็นสำคัญจากทั้งสามการนำเสนอในช่วงเวลา 10.15–11.15 น. ณ ห้อง A202 ในการประชุม World Association of Cooperative Education Conference 2025 ณ กรุงอิสตันบูล และเชื่อมโยงไปสู่ข้อเสนอเชิงประยุกต์สำหรับประเทศไทย ดังนี้: ______________ (1) Bridging the Skills Gap: Trends and Innovations in Work Integrated Learning and Employability at Mandela University โดย Tracey Dissel & Amy Jooste ประเด็นสำคัญ: • เน้นการพัฒนา “employability competencies” ผ่านการบูรณาการประสบการณ์ทำงานจริงเข้ากับการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย • ใช้โมเดล “Graduate Attributes Framework” ของ Mandela University เป็นแกนในการออกแบบกิจกรรม WIL เพื่อให้บัณฑิตมีความสามารถรอบด้าน (เช่น ความคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม) • มีระบบ “structured reflection” และ “portfolio-based assessment” เพื่อให้นักศึกษาเชื่อมโยงประสบการณ์กับทฤษฎี ข้อเสนอสำหรับไทย: • สถาบันอุดมศึกษาไทยควรพัฒนา “กรอบสมรรถนะบัณฑิต (Graduate Attributes)” แบบเฉพาะบริบทของแต่ละสถาบัน • ควรมีการใช้ portfolio และการสะท้อนคิด (reflective practice) อย่างเป็นระบบในทุกสหกิจศึกษา เพื่อเสริมสมรรถนะที่ตลาดแรงงานต้องการ ______________ (2) Guidelines of Growth Mindset and Self-Fulfilling Prophecy Development to Enhance Cooperative Education Students’ Self-Efficacy โดย อังคณา ธนปิยะวานิช ประเด็นสำคัญ: • พัฒนาชุดแนวทาง (Guidelines) สำหรับส่งเสริม “growth mindset” และ “self-fulfilling prophecy” ของนักศึกษาสหกิจศึกษา • การใช้การสะท้อนคิดและการเรียนรู้ร่วมกับโค้ช/อาจารย์นิเทศ เพื่อให้นักศึกษารู้สึกเชื่อมั่นในศักยภาพของตน • ผลลัพธ์พบว่านักศึกษาที่ผ่านกระบวนการนี้มี self-efficacy สูงขึ้น และสามารถปรับตัวในการทำงานจริงได้ดีขึ้น ข้อเสนอสำหรับไทย: • ควรส่งเสริมวัฒนธรรม “growth mindset” และ “positive belief in self-potential” ผ่านการอบรมและ mentoring ก่อนออกฝึกงาน • การพัฒนาศักยภาพของอาจารย์นิเทศในบทบาท “ผู้อำนวยการเรียนรู้และเสริมพลัง” มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ______________ (3) From Co-op to Work Integrated Learning (WIL): Localizing Experiential Education in China and Its Impact on Student Development โดย Zhiqing Zhang, Chongqing University – Cincinnati Joint Co-op Institute ประเด็นสำคัญ: • โครงการสหกิจศึกษาร่วมระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ใช้แนวคิด Experiential Learning Cycle ของ Kolb • ให้ความสำคัญกับ “contextualization” หรือการออกแบบประสบการณ์เรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น • มีการติดตามผลลัพธ์นักศึกษาหลังจบการศึกษา พบว่าทักษะในการแก้ปัญหา การสื่อสาร และความเป็นผู้นำดีขึ้น ข้อเสนอสำหรับไทย: • WIL ไทยควรออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองบริบทของพื้นที่และชุมชน (เช่น สหกิจศึกษาในจังหวัดชายแดน, เขตเศรษฐกิจพิเศษ) • สนับสนุนการสร้างเครือข่าย “สหกิจศึกษาแบบร่วมหลักสูตรระหว่างประเทศ” เพื่อให้นักศึกษาไทยได้รับประสบการณ์ข้ามวัฒนธรรม ______________ สรุปข้อเสนอภาพรวมสำหรับประเทศไทย: 1. พัฒนากรอบสมรรถนะบัณฑิตร่วมกับภาคีภาคเอกชน เพื่อใช้เป็นกรอบในการออกแบบหลักสูตรและ WIL 2. ฝังแนวคิด Growth Mindset และ Reflection ลงในกิจกรรมสหกิจศึกษาอย่างเป็นระบบ 3. พัฒนาบทบาทของอาจารย์นิเทศ/โค้ช/mentor ให้ทำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจและเสริมพลังแก่ผู้เรียน 4. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้าน WIL โดยเฉพาะในรูปแบบ joint programs หรือ co-design with global partners 5. ใช้การประเมินผลแบบองค์รวม ที่เน้นคุณภาพการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงภายในของนักศึกษา มากกว่าการวัดผลเพียงคะแนนหรือผลตอบรับจากสถานประกอบการ หากคุณต้องการ ผมสามารถจัดทำเอกสารสรุปข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Brief) สำหรับหน่วยงานในไทยด้วยครับ.”
การไปร่วมประชุม WACE World Conference 2025 ที่นครอิสตันบูลครั้งนี้ ผมได้เปิดหูเปิดตาทำความเข้าใจอุดมศึกษาแนวใหม่ในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ฝึกใช้ Generative AI ในการสรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม โดยชวนเขาสะท้อนคิดในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น
วิจารณ์ พานิช
๓๑ พ.ค. ๖๘
ห้อง ๑๐๐๓ โรงแรม Ramada, Istanbul