ผู้นำสถาบันการศึกษาจากสหรัฐฯ ออกโรงเตือน มหาวิทยาลัยทั่วโลกต้องปรับตัวครั้งใหญ่สู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต รับมือคลื่นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนโลกการศึกษาอย่างพลิกฝ่ามือ พร้อมย้ำว่าหากยังยึดติดกับรูปแบบเดิม การศึกษาระดับอุดมศึกษาอาจหมดความสำคัญลงในที่สุด

ผู้นำมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ จี้สถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกเปลี่ยนบทบาท

ระหว่างการปาฐกถาในงานสัมมนา “Engineering the Future with Artificial Intelligence” ณ มหาวิทยาลัยเซนต์โยเซฟ กรุงเบรุต ผู้นำสถาบันอุดมศึกษาจากบอสตันได้ย้ำว่า มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องขยายบทบาทจากการดูแลนักศึกษาหนุ่มสาวตามแบบฉบับ ไปสู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่รองรับคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในแวดวงวิชาการและสังคมวงกว้าง

ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตและสร้างงานวิจัยเป็นหัวใจหลัก แต่ปัจจุบัน AI เข้ามาเป็นตัวเร่งให้ต้องปรับกระบวนทัศน์ไปสู่การเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและยืดหยุ่นกว่าเดิม เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานและเป้าหมายส่วนบุคคล ผู้นำสถาบันฯ ท่านนี้ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือ “Robot-Proof: Higher Education in the Age of Artificial Intelligence” ยังเสนอให้มหาวิทยาลัยหันมาออกแบบหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับทักษะที่ตลาดต้องการและเป้าหมายชีวิตของผู้เรียน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานซึ่งมีข้อจำกัดด้านเวลาและต้องการเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในระยะสั้น

AI พลิกโฉมอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนสังคมสู่การปรับตัว

ปัจจุบัน AI ได้แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันอย่างไม่อาจปฏิเสธ ตั้งแต่ภาคธุรกิจ การแพทย์ วิศวกรรม และอีกหลากหลายวงการ ผู้นำมหาวิทยาลัยดังกล่าวชี้ว่า “ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งคลื่นแห่ง AI ได้ ไม่ว่าจะเป็นชาติใดหรือองค์กรวิจัยไหนก็ตาม” แต่แทนที่จะมองการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นภัยคุกคาม สถาบันการศึกษาควรคว้าโอกาสนี้ไว้เพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า

‘Humanics’ แนวคิดปั้นทักษะมนุษย์ให้เหนือกว่าเทคโนโลยี

ผู้นำสถาบันฯ จากบอสตันยังได้นำเสนอแนวคิด ‘Humanics’ ซึ่งคือการพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งเน้นการบ่มเพาะศักยภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ จริยธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความยืดหยุ่นในการปรับตัว แล้วหลอมรวมเข้ากับความรู้เชิงเทคนิค เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่สามารถยืนหยัดและเติบโตในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI

บทเรียนถึงไทย: ถึงเวลาเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ “เรียนรู้ตลอดชีวิต”

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย แม้การนำ AI มาใช้ในสถานศึกษาจะเต็มไปด้วยโอกาส แต่ก็มาพร้อมความท้าทายใหม่ๆ เช่นกัน ระบบอุดมศึกษาไทยที่เน้นการสอนในห้องเรียนและวัดผลด้วยข้อสอบเป็นหลัก หากปรับตัวสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ทันท่วงที ก็อาจเสี่ยงต่อการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในเวทีโลก

ที่ผ่านมา ทั้งสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ต่างเล็งเห็นความสำคัญของการยกระดับทักษะ (Upskilling) มากขึ้น แต่ไทยยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและความพร้อมของคณาจารย์ ขณะที่แนวคิดการออกแบบหลักสูตรสำหรับผู้ใหญ่และคนวัยทำงาน ก็เริ่มสอดคล้องกับทิศทางใหม่ในประเทศ ที่แรงงานในภาคอุตสาหกรรมสำคัญอย่างการท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และสุขภาพ ต่างต้องการทางเลือกทางการศึกษาที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตจริง

ทักษะแห่งอนาคต: ไทยต้องมุ่งเน้น “ทักษะมนุษย์” ที่ AI ทดแทนไม่ได้

ข้อมูลจากทั้งยูเนสโกและธนาคารโลกต่างชี้ตรงกันว่า ตลาดแรงงานในอนาคตจะให้ความสำคัญกับทักษะที่ AI เลียนแบบได้ยาก เช่น ความเห็นอกเห็นใจ การวิเคราะห์ปัญหาที่ซับซ้อน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น สำหรับประเทศไทย โครงการยกระดับทักษะดิจิทัลผ่านความร่วมมือกับ Coursera และโครงการเพิ่มทักษะใหม่ (Reskill) ที่กระทรวงแรงงานผลักดัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างนโยบายและการนำไปปฏิบัติจริง เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ยืนยันว่า “ความรู้ดิจิทัลและการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ต้องถูกยกระดับให้เป็นรากฐานสำคัญของยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ หากไทยไม่ต้องการตามหลังเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์หรือเกาหลีใต้ (unesco.org)

วัฒนธรรมไทยกับมุมมองต่อมหาวิทยาลัยที่กำลังเปลี่ยนไป

ในสังคมไทยที่ผ่านมา ปริญญาจากมหาวิทยาลัยเปรียบเสมือนใบเบิกทางสู่ความมั่นคงและสถานะทางสังคม โดยเฉพาะในสายอาชีพแพทย์ วิศวกร หรือนักกฎหมาย แต่ในยุคดิจิทัลที่บทบาทของงานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนจำนวนมากเริ่มหันไปหาประกาศนียบัตรระยะสั้น (Micro-credentials) หลักสูตรออนไลน์ และคอร์สเรียนแบบโมดูล เพื่อปรับตัวให้ทันโลก สถาบันชั้นนำของไทยอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก็ได้ริเริ่มหลักสูตรแบบสะสมหน่วยกิต (Stackable) และการให้ значкаดิจิทัล (Digital Badge) เพื่อพลิกโฉมการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลมากขึ้น

ความท้าทาย: โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและศักยภาพอาจารย์

แม้จะมีความคืบหน้าในหลายด้าน แต่ไทยยังเผชิญความท้าทายสำคัญในการเข้าถึง AI อย่างทั่วถึง อันเนื่องมาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ระหว่างสังคมเมืองและชนบท รวมถึงข้อจำกัดด้านทักษะของคณาจารย์ในการออกแบบหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ระบุว่า ในปี ๒๕๖๖ มีผู้ใหญ่ชาวไทยเพียง ๒๗% ที่เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่สูงกว่า ๕๐% (nesdc.go.th)

มองไปข้างหน้า: ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ กับการพัฒนาอาชีพที่ไม่สิ้นสุด

ภาพอนาคตที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือ ตลาดงานจะต้องการบุคลากรที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัวตลอดเวลา และมีความเชี่ยวชาญแบบข้ามศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์การศึกษาจากองค์การสหประชาชาติ ประจำกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งให้ทัศนะว่า “สังคมที่จะประสบความสำเร็จได้ คือสังคมที่สามารถสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่ในกลุ่มเยาวชน” ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับข้อเสนอของผู้นำมหาวิทยาลัยจากสหรัฐฯ

ข้อเสนอแนะถึงไทย: พลิกโฉมการศึกษาสู่อนาคต

ข้อเสนอแนะสำหรับมหาวิทยาลัยและผู้กำหนดนโยบายของไทยจึงชัดเจนว่าต้องเร่งปฏิรูปหลักสูตรโดยยึดแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นแกนกลาง สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อออกแบบโปรแกรมที่ตอบสนองความต้องการของตลาดจริง ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และดิจิทัลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพอาจารย์ให้ก้าวทันรูปแบบการสอนแห่งยุคสมัยใหม่ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็ควรจับมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อร่วมกันสร้างหลักสูตร Upskill และ Micro-credential ที่สอดรับกับภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

ส่วนคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะนักเรียน คนวัยทำงาน หรือผู้ที่กำลังมองหาเส้นทางอาชีพใหม่ ควรเปิดใจแสวงหาโอกาสในการเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรต่อเนื่อง คอร์สออนไลน์ หรือโปรแกรมฝึกอบรมที่องค์กรจัดให้ พร้อมกับติดตามความเคลื่อนไหวและผลกระทบของ AI ในสายงานของตน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะด้านมนุษย์ เช่น การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และจริยธรรม ซึ่งจะยังคงเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลเพียงใด

หากทุกภาคส่วนของไทยร่วมกันผลักดันในทิศทางนี้อย่างจริงจัง ก็จะสามารถเปลี่ยนผ่านความท้าทายจาก AI ให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของคน เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน (บทความจาก Northeastern University; unesco.org; nesdc.go.th)