ข้าพเจ้ามิได้ให้ทาน ก็เพราะข้าพเจ้าไม่มีวัตถุสิ่งของที่จะให้ แต่ได้ชักชวนคนอื่นๆ ในการให้ทานนั้นว่า ขอเชิญท่านทั้งหลายบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้าผู้ควรบูชานั้น ว่ากันว่า ด้วยการบูชาพระบรมสารีริกธาตุอย่างนี้ ท่านทั้งหลายละจากอัตภาพนี้แล้วจักไปสู่สวรรค์

อเนกวัณณวิมาน

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๘. อเนกวัณณวิมาน

ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่เทพบุตรผู้มีรัศมีหลากสี

             (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า)

             [๑๑๙๙] ท่านมีหมู่เทพอัปสรแวดล้อม ขึ้นวิมานมีรัศมีต่างๆ วิจิตรมากมาย เป็นที่ระงับความกระวนกระวายและความเศร้าโศก บันเทิงอยู่ ดังท้าวสุนิมมิตเทวราชผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดา

             [๑๒๐๐] ไม่มีผู้เสมอเหมือนท่าน อนึ่ง ไม่มีใครที่ไหนยิ่งไปกว่าท่าน ทั้งด้านบริวารยศ ด้านบุญ และด้านฤทธิ์ ทวยเทพทั้งมวลและหมู่เทพชั้นดาวดึงส์พากันมาประชุม นอบน้อมท่าน ดังเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนอบน้อมดวงจันทร์ และเทพอัปสรเหล่านี้พากันมาฟ้อนรำขับร้อง ให้ความบันเทิงใจรอบๆ ท่าน

             [๑๒๐๑] ท่านได้บรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้

             [๑๒๐๒] เทพบุตรนั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า

             [๑๒๐๓] ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพเจ้านั้นเป็นพระสาวก ของพระชินเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธ ยังเป็นปุถุชน มิได้ตรัสรู้ บวชอยู่ ๗ พรรษา

             [๑๒๐๔] เมื่อพระชินเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธผู้เป็นพระศาสดา ทรงข้ามโอฆะ (ห้วงน้ำคือกิเลส) ได้แล้ว ผู้คงที่ เสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้านั้นไหว้รัตนเจดีย์ซึ่งคลุมด้วยข่ายทองคำ แล้วได้ทำใจให้เลื่อมใสในพระสถูป

             [๑๒๐๕] ข้าพเจ้ามิได้ให้ทาน ก็เพราะข้าพเจ้าไม่มีวัตถุสิ่งของที่จะให้ แต่ได้ชักชวนคนอื่นๆ ในการให้ทานนั้นว่า ขอเชิญท่านทั้งหลายบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้าผู้ควรบูชานั้น ว่ากันว่า ด้วยการบูชาพระบรมสารีริกธาตุอย่างนี้ ท่านทั้งหลายละจากอัตภาพนี้แล้วจักไปสู่สวรรค์

             [๑๒๐๖] ข้าพเจ้าได้ทำกุศลกรรมนั้นไว้เท่านี้ ตนเองจึงเสวยสุขอันเป็นทิพย์ บันเทิงอยู่ในท่ามกลางหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์ ทั้งยังไม่หมดบุญ

อเนกวัณณวิมานที่ ๘ จบ

-----------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗

๘. อเนกวัณณวิมาน

               อรรถกถาอเนกวัณณวิมาน               

               อเนกวัณณวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี.
               สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวจาริกไปในเทวโลก ตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
               ครั้งนั้น เทพบุตรผู้มีรัศมีมิใช่น้อย เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะนั้น เกิดความเคารพนับถือมาก เข้าไปหาแล้วยืนประคองอัญชลีอยู่.
               พระเถระถามถึงกรรมที่เทพบุตรกระทำ ด้วยมุข คือมุ่งประกาศสมบัติที่ได้แล้วว่า
               ท่านอันหมู่อัปสรแวดล้อม ขึ้นวิมานอันมีวรรณะมิใช่น้อย เป็นที่ระงับความกระวนกระวายและความโศก วิจิตรมาก บันเทิงอยู่ ดุจท้าวสุนิมมิตเทวราชผู้เป็นใหญ่ในเทวดา ไม่มีใครเสมอเหมือน จะมีใครที่ไหนที่ยิ่งกว่าท่านทางยศ ทางบุญ และทางฤทธิ์. หมู่ทวยเทพชั้นไตรทศทั้งหลายชุมนุมกันก็ไหว้ท่าน ดุจเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายไหว้พระจันทร์ฉะนั้น และเทพอัปสรเหล่านี้ก็ฟ้อนรำ ขับร้อง บันเทิงอยู่รอบๆ ท่าน.
               ท่านเป็นผู้บรรลุเทพฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
               เพื่อแสดงกรรมนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
               เทพบุตรนั้นถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้.
               เทพบุตรแม้นั้นได้กล่าวว่า
               ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพเจ้าได้เป็นสาวกของพระชินพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ ข้าพเจ้าเป็นปุถุชนยังมิได้ตรัสรู้ บวชอยู่ ๗ พรรษา เมื่อพระสุเมธชินพุทธเจ้าผู้ศาสดา ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว เป็นผู้คงที่ เสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้านั้นได้ไหว้รัตนเจดีย์ที่คลุมด้วยข่ายทอง ทำใจให้เลื่อมใสในพระสถูป ข้าพเจ้ามิได้ให้ทาน เพราะไม่มีวัตถุทานที่จะให้ แต่ข้าพเจ้าได้ชักชวนคนอื่นๆ ให้ให้ทานนั้นว่า ท่านทั้งหลายจงบูชาพระธาตุของพระพุทธเจ้าผู้ควรบูชานั้นเถิด ได้ยินว่า ท่านทั้งหลายละอัตภาพนี้แล้ว จักไปสวรรค์ด้วยอาการอย่างนี้ ข้าพเจ้าได้กระทำกุศลกรรมอย่างนั้นแล จึงได้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ด้วยตน และบันเทิงอยู่ในท่ามกลางหมู่เทพชั้นไตรทศ ทั้งข้าพเจ้าก็ยังไม่สิ้นบุญนั้น.
               เล่ากันมาว่า นับจากนี้ถอยหลังไปสามหมื่นกัป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงทำโลกนี้กับเทวโลกให้สว่างเป็นอย่างเดียวกัน ทรงบำเพ็ญพุทธกิจแล้วเสด็จปรินิพพาน. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายเก็บพระบรมธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า สร้างรัตนเจดีย์. บุรุษคนหนึ่งบวชในศาสนาของพระศาสดา ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ๗ พรรษา มีความรำคาญเพราะจิตไม่ตั้งมั่นจึงสึก.
               ครั้นสึกแล้ว โดยที่เป็นผู้มีความสังเวชมากและมีฉันทะในธรรม จึงทำการปัดกวาดและดูแลของใช้เป็นต้นที่ลานพระเจดีย์ รักษานิจศีลและอุโบสถศีล ฟังธรรมและเที่ยวชักชวนคนอื่นๆ ให้ทำบุญ เขาทำกาละตายในเมื่อสิ้นอายุ บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะความยิ่งใหญ่แห่งบุญกรรม เขาเป็นเทพบุตรมีศักดิ์ใหญ่ มีอานุภาพมาก เป็นผู้ที่เทวดาทั้งหลายมีท้าวสักกะเป็นต้นสักการบูชา ดำรงอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นชั่วอายุ จุติจากดาวดึงส์นั้นท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
               ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยเศษวิบากแห่งกรรมนั้นแหละ เทวดาทั้งหลายรู้จักเทพนั้นว่าเป็นผู้มีวรรณะมิใช่น้อย หมายเอาเทพบุตรองค์นั้น.
               ข้อใดมิได้กล่าวไว้ในที่นี้ ข้อนั้นพึงทราบว่า เข้าใจง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวมาแล้วในหนหลัง.


               จบอรรถกถาอเนกวัณณวิมาน               
               -----------------------------------------------------