“จริงครับ หลวงตา พระเณรต้องมีศีล ต้องทำสมาธิ ต้องมีปัญญา ผมบวชเณรได้สองปีแล้ว พยายามรักษาศีลสิบข้ออย่างดี ไม่ทำลายศีลด้วยเจตนาถือว่าข้อต้นผมทำได้แล้ว ส่วนเรื่องสมาธิ ผมพยายามทำอยู่ เช้าหนึ่งชั่วโมง เย็นหนึ่งชั่วโมง กลางวันทำบ้างไม่ทำบ้าง กลางคืนเพิ่มอีกเล็กน้อย ส่วนข้อสูดท้ายผมยังไม่ค่อยจะเข้าใจครับ”

กุฏิในดงไม้ โสภณ เปียสนิท …………………………. ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นยังคงตั้งตรงท้าทายความร้อนแล้งอย่างทระนง หลวงตารูปหนึ่งนั่งบนแผ่นหินข้างกุฏิใต้ร่มไม้ใหญ่ใบดกหนาหลบร่มหลบร้อนของยามกลางวันในช่วงฤดูร้อน ต้นไม้บางต้นใบดกหนา บางต้นทิ้งใบโกร๋นทั้งต้น เหลือเพียงกิ่งก้านเก้งก้างสงบนิ่งกลางแดดจ้า ต้นหญ้าแห้งตายใบเรียวยาวหงิกงอเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ใบไม้ร่วงหล่นลงกองบนพื้นดินกลบโคนไม้ใหญ่ช่วยรักษาความชื้นไว้ให้ไม้ใหญ่ได้อาศัย เพื่อรักษาชีวิตไว้ สำนักสงฆ์เล็กๆ แห่งนั้น ตั้งอยู่ใกล้ภูเขาสูง มีเส้นทางเล็กๆ สำหรับเดินขึ้นเขาสำหรับกิจกรรมบางอย่างของพระสงฆ์องค์เณรและชาวบ้านทั่วไป กลางเดือนมีนาคมอย่างวันนี้ เส้นทางสายนั้นร้างไร้ผู้คน หลวงตาทอดสายตามองเส้นทางเหมือนต้องการมองหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานแสนนาน เณรน้อยรูปหนึ่งเดินเข้ามาใกล้หลวงตาแล้วถามขึ้นเบาๆ “มองอะไรหรือหลวงตา” หลวงตายังคงนั่งนิ่งอีกพักหนึ่ง ก่อนตอบเบาๆ เหมือนรำพึง “มองไปอย่างนั้นเองเณร มีอะไรหรือเปล่า” หลวงตาอาจคิดว่าเณรน้อยมีธุระบางอย่างกับท่าน เณรน้อยยิ้ม ตอบว่า “ไม่มีกิจอันใดดอกหลวงตา เพียงเห็นหลวงตานั่งมองอยู่นานเลยลองถามดู” เณรน้อยนั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยๆ ข้างหลวงตา ชวนหลวงตาสนทนาธรรมยามบ่าย “มองแล้วคิดอย่างไรครับ” หลวงตาตอบ “มองเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรเลย” เณรน้อยพยักหน้า เหมือนงงกับบางสิ่งบางอย่าง “มีด้วยหรือไม่คิดอะไร” หลวงตาหัวเราะเบาๆ “มีซิ” เณรน้อยยังคงสงสัย “มันอย่างไรครับ คนเรามันต้องคิดซิ” หลวงตาพยักหน้าช้าๆ พลางคิดในใจ “จริงของเณร คนเรามันต้องคิด เว้นแต่ผู้ที่ฝึกจิตดีแล้ว หยุดความคิดได้ ซึ่งเป็นความลับอยู่เบื้องหลังการเกิดแก่เจ็บตายของคน เหมือนคนทั่วไป” คิดสักครู่จึงตอบเณรไปว่า “จริงแล้วเณรน้อย คนเรามันต้องคิด เว้นแต่ว่า เราจะฝึกให้มันหยุดคิดมากเข้า จนมันหยุดคิดได้” เณรน้อยทำหน้างงหนัก “ไม่เคยได้ยินว่าหยุดความคิดได้” หลวงตามองหน้าเณรน้อยสักครู่ “ก็ถูกแล้วที่ไม่เคยได้ยิน เพราะการหยุดคิดเป็นเรื่องยาก ร่างกายต้องเสพอาหาร จิตใจต้องเสพความคิด เสพอารมณ์” หลวงตาหยุดพูดนิดหนึ่งเหมือนขีดเส้นใต้ให้เณรได้สังเกตเป็นพิเศษ “จิตใจเสพความคิด ร่างกายเสพอาหาร” เณรน้อยทบทวนเบาๆ เหมือนกำลังใคร่ครวญหาความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง หลวงตาพูดต่อไป “นั่นแหละคือหลักการสำคัญของพระศาสนาแหละเณรเอ๋ย” เณรน้อยคงยังไม่แจ่มแจ้งกระจ่างใจ “สำคัญอย่างไรครับ” คำถามนี้ทำเอาหลวงตาหยุดคิดไตร่ตรองว่า หลักธรรมล้ำลึกที่จะพูดต่อไปนี้ สมควรแก่สามเณรน้อยองค์นี้หรือไม่ แต่เอาเถิด เณรน้อยอาจมีบุญบารมีที่สร้างสมมาก่อนหน้านี้มากพอควร พูดไว้ให้เป็นแนวทางแก่เณรก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยเพื่อเป็นการทดสอบว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มา คนอื่นๆ จะพอเข้าใจได้หรือไม่ “สงบใจฟังดีๆ นะลูกเณร พระศาสนาของเรามีความลาดลุ่มลึกตามลำดับขั้น เหมือนเส้นทางลงสู่ทะเล ที่ค่อยๆ ลาดชันลงสู่น้ำลึกตามลำดับ พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนศรัทธาสาธุชนโดยมากแล้วจะสอนตามลำดับ ที่เรียกว่า อนุปุพพิกถา สอนเรื่องทานกถา การทำทานก่อน สอนเรื่องศีล ศีลกถา สอนสัคคะกถา เรื่องสวรรค์ สอนอาทีนวกถา เรื่องโทษของกาม และสอนเรื่องประโยชน์ของการออกจากกาม ซึ่งเรียกว่า เนกขัมมานิสังสกถา” เณรน้อยฟังจนเพลิน “อ้าว แล้วเกี่ยวกับหยุดคิดอย่างไรครับหลวงตา” แต่เมื่อไม่เข้าใจก็ต้องถาม เพื่อให้หลวงตาได้กล่าวสอนธรรมต่อไป หลวงตาสอนธรรมต่อไป “ที่พูดไปนั่นสำหรับชาวบ้านทั่วไป สำหรับผู้ที่ผ่านขั้นต้นเหล่านั้นมาแล้ว ก็ต้องเลื่อนลำดับต่อ เพื่อก้าวสู่หลักธรรมขั้นสูง คือเรื่องหยุดคิดที่ว่านี่แหละ” เณรน้อยพยักหน้า “อ่อ หยุดคิดเป็นหลักธรรมขั้นสูง” คราวนี้หลวงตาถึงกับยิ้มด้วยความพึงพอใจ พร้อมนึกชมเณรน้อยอยู่ในใจว่า “เณรน้อยองค์นี้มีวาสนาบารมีเก่ามาแต่ก่อนไม่น้อยเลย” หลวงตาพยักหน้าน้อยๆ “ใช่ๆ เป็นขั้นสูงหน่อย พระเณรเราต้องศึกษาเรื่อง ศีล สมาธิ และปัญญา ศีลต้องสำรวมไม่เดือดร้อนตนและผู้อื่น สมาธิทำใจให้สงบนิ่ง ปัญญาเข้าใจหลักไตรลักษณะ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขังแปรปรวนเป็นทุกข์ อนัตตามิใช่ตัวตนยึดถือไม่ได้เลย” เณรน้อยรู้สึกเห็นด้วยตามที่หลวงตาพูด “จริงครับ หลวงตา พระเณรต้องมีศีล ต้องทำสมาธิ ต้องมีปัญญา ผมบวชเณรได้สองปีแล้ว พยายามรักษาศีลสิบข้ออย่างดี ไม่ทำลายศีลด้วยเจตนาถือว่าข้อต้นผมทำได้แล้ว ส่วนเรื่องสมาธิ ผมพยายามทำอยู่ เช้าหนึ่งชั่วโมง เย็นหนึ่งชั่วโมง กลางวันทำบ้างไม่ทำบ้าง กลางคืนเพิ่มอีกเล็กน้อย ส่วนข้อสูดท้ายผมยังไม่ค่อยจะเข้าใจครับ” หลวงตานิ่งฟังเณรน้อยพูดอย่างตั้งใจ “ก็ถือว่าเณรทำได้ดีมากแล้วนะ แต่ขอให้ทำต่อไป รักษาเบื้องต้นไว้เท่านี้ แล้วนานวันเข้าแล้วค่อยเพิ่มจำนวนและคุณภาพขึ้นตามลำดับนะ” เณรน้อยรับปาก “ครับ ผมตั้งใจอย่างนั้น ว่าแต่ว่า ผมต้องดำเนินการต่อไปอย่างไรจึงจะหยุดคิดได้ครับ” เณรน้อยถามอย่างกระตือรือร้น หลวงตามีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ต้องรีบร้อนนะเณร รีบร้อนเกินมันจะเครียด กลายเป็นอัตกิลมถานุโยค ตึงเกิน สายพิณอาจขาดได้ เกิดอาการวิปริตต่างๆ นานาได้ ข้อนี้ต้องระวังให้ดี มันจะเสียทั้งตนเอง และพระศาสนา แต่ก็ต้องไม่ปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นเผลอ หย่อนเกิน เรียกว่า กาลสุขัลลิกานุโยค ต้องพอดี ทางสายกลาง เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา” เณรน้อยพยักหน้า “ครับ สองปีที่ผ่านมาทำให้ผมได้เรียนรู้มาทั้งสองทาง” หลวงตามองเณรน้อยนิ่งๆ ครุ่นคิด เณรน้อยมีบุญเก่าส่งเสริมมาพอควร เณรน้อยเป็นผู้ว่าง่าย สอนง่าย บางอย่างไม่ทันได้สอนเณรก็นำไปปฏิบัติเองเรียนรู้เอง กล่าวได้ว่า เหล่านี้เป็นบุญเก่าของเณร จนกระทั่งหลวงตาได้ยินเสียงเณรน้อยสอบถาม “แล้วหยุดคิดเป็นหลักสำคัญอย่างไรครับ” หลวงตาจึงกล่าวต่อ “หยุดคิดเป็นขั้นสูงสุด คือปัญญา เป็นได้ทั้ง สมาธิและวิปัสสนา” เณรน้อยถามแผ่วเบา “ผมต้องทำอย่างไรบ้างครับหลวงตา” หลวงตาอธิบาย “ไม่ยากหรอกเณร แค่ทำตามกิจวัตรที่พระเณรเถรชีได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาตามหน้าที่ เรียกว่าการปฏิบัติธรรม ซึ่งมีอยู่หลายวิธี เลือกเอาตามที่ชอบ แต่อย่าไปว่าอย่างอื่นไม่ดีนะ ชอบอย่างไร เราทำตามนั้น เหมือนเส้นทางขึ้นเขาที่เห็นอยู่นั่น เราอยู่ที่นี่ เราเดินทางนี้ขึ้นสู่ยอดเขาได้ คนอยู่รอบๆ ภูเขา พวกเขาก็ขึ้นสู่ยอดภูเขาด้วยเส้นทางที่ใกล้บ้าน หรือเส้นทางที่ตนเองถนัด แรกๆ ก็เถียงกันว่าเส้นทางไหนดี แต่เมื่อขึ้นถึงยอดเขาแล้ว ต่างก็รู้ด้วยใจตนเองว่า เส้นทางไหนก็ถึงยอดเขาได้ด้วยกันทั้งนั้น” เณรน้อยกล่าวต่อ “ขอหลวงตาอธิบายเพิ่มเติมครับ” หลวงตาหัวเราะก่อนตอบ “ก็ว่าจะพูดต่ออยู่นี่ ทุกวันนี้เราดำรงอยู่อย่างไรในสำนักสงฆ์ของเรา” เณรน้อยคิดนิดหนึ่งค่อยกล่าวว่า “ตื่นตีสี่ ทำวัตรสวดมนต์ บิณฑบาต ฉันเช้า เดินจงกรม บางองค์บางรูปฉันเพล บ่ายกวาดลานวัด ฉันน้ำปานะ เดินจงกรม ทำวัตรเย็น กลับกุฏิ เดินจงกรมทำสมาธิตามที่ชอบ แล้วจำวัตร” เณรน้อยพูดคล่อง หลวงตามองเณรน้อยอย่างพอใจในความฉลาดของเณร “นั่นแหละคืองานของพระเณรเถรชีผู้ดำรงอยู่ในวัดด้วยก้อนข้าวของชาวบ้าน ฉันแล้วต้องทำหน้าที่ให้ครบ ผู้ที่เป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมคือ สติ กับสมาธิ เปรียบเป็นพี่น้องสองคน อยู่ในตัวเรา สติเป็นพี่ สมาธิเป็นน้อง สติยิ่งมากยิ่งดี สมาธิต้องมี แต่มากเกินไม่ดี ต้องคอยระวังอย่าให้มากเกิน” เณรน้อยรำพึง “พี่กับน้อง สติกับสมาธิ” หลวงตากล่าวต่อ “ใช่แล้วเณร เช่นเณรสวดมนต์นานๆ นี่เป็นการเพิ่มสติกับสมาธิไปพร้อมๆกัน เมื่อเณรเดินจงกรมด้วยการดำหนดสติ ย่อมมีสมาธิประกอบไปด้วย เมื่อเณรนั่งสมาธิ เท้าขวาทับซ้าย มือขวาทับซ้าย กำหนดลมหายใจ หรือภาวนาพุท โธ หรือ สัมมา อรหังไปเรื่อยๆ ถือว่า มีสติสมาธิไปพร้อมกัน” เณรน้อยมีสีหน้างงเล็กน้อย “แล้วมันแยกจากกันอย่างไรครับ” หลวงตากล่าว “สมาธิแปลว่านิ่งสงบ สติแปลว่าระลึกรู้ คู่กันไป นานเข้าสมาธิมากขึ้นยึดครองมากขึ้น สติเบาบาง แยกกันตรงนี้เอง” เณรน้อยสนใจ “ต้องทำอย่างไรครับ” หลวงตาชอบใจที่เณรน้อยสนใจ “แรกๆ ก็ปล่อยให้เขาลงสมาธิลึกไปได้บ้าง แต่ต้องกำหนดเวลา ไม่ให้มากเกิน เช่น หนึ่งชั่วโมงบ้าง สองชั่วโมงบ้างแล้วต้องออกมา ใช้สติเป็นตัวกำหนด ว่าจะอยู่ในสมาธินานเท่าไร ส่วนสตินั้นยิ่งมากทั้งวัน ทุกวันยิ่งดี” เณรน้อยถามต่อ “แล้วจะไปถึงขั้นตอนนั้นได้อย่างไร” หลวงตาตอบแบบสบายๆ “ค่อยๆ ทำไป ไม่ต้องรีบเร่ง แต่อย่าให้บกพร่อง” “อย่างไรครับ ยกตัวอย่างให้ผมพอเข้าใจหน่อยครับ” เณรน้อยเร่งเร้า หลวงตาจึงกล่าว “เณรสวดมนต์นานๆ เดินจงกรมนานๆ นั่งสมาธินานๆ ไปเรื่อยๆ ทั้งวันทั้งคืน เอาแค่นี้ ได้รู้ ได้เห็น ได้ยินอะไร ไม่สนใจทั้งนั้น สติสมาธิย่อมสมบูรณ์เอง 20230221171912.jpg